วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564

เทพจอมหยิ่งพ่ายรักนางซิน

 ​


บทที่ 1

จูบเหนือเมฆของจอมหยิ่ง

 

ช่วงหกโมงเย็น จู่ๆ ฝนก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา พนักงานบริษัทต่างพากันวิ่งกรูกลับเข้าไปยืนออด้านหน้าอาคารเพื่อหลบฝนกันจ้าละหวั่น

ร่างเล็กวิ่งตึกๆ กระหืดกระหอบเข้ามายืนรวมกลุ่มกับพนักงานที่กำลังยืนรอฝนซาเพื่อกลับบ้านหลังเลิกงาน

“เมืองไทยฝนตกทุกวันเลยนะคุณช่วงนี้”

เมธาวี รพิณจันทร์ สาววัยใส 23 ปี เพิ่งจบปริญญาตรีด้านออกแบบนิเทศศิลป์มาหมาดใหม่จากอเมริกา และเพิ่งได้งานเป็นพนักงานฝ่ายศิลป์กับบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งแถวสยามสแควร์ หันไปกล่าวกับผู้ยืนอยู่ข้างๆ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉยอยู่ ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหู

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจ้องมองคนตัวใหญ่ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อคุ้นๆ ใบหน้านั้น

“อ้าว! พี่เอกใช่มั้ยคะเนี่ย”



ร้องทักขึ้นท่ามกลางสายตาพนักงานหลายสิบคนที่จ้องมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

แน่ละ เป็นใครก็ต้องสนใจใคร่รู้ เพราะหนุ่มหล่อขั้นเทพที่หญิงสาวทักคือ “เอกภพ นรารัตน์กุล” รองประธานหนุ่มวัย 28 ปี บุตรชายคนเดียวของคุณหญิงแช่มช้อย และนายเอกภาพ นารารัตน์กุล ประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคอันดับหนึ่งของเมืองไทยเจ้าของตึกสูงระฟ้า 35 ชั้นนี้

ผู้ถูกทักยังทำหน้านิ่งเหมือนไม่รู้จัก เมธาวีเงิบไปเล็กน้อย ด้วยไม่คาดคิดว่าจะถูกอีกฝ่ายเมินใส่ทำเป็นไม่รู้จัก

“พี่จำเมไม่ได้หรือคะ น้องสาวพี่สินธุเพื่อนสนิทพี่ตอนเรียนมหา’ ลัยน่ะ”

“จำผิดคนแล้วครับ”

เอกภพกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเดินเลี่ยงหลบไปยืนอีกมุม เมธาวีได้แต่ทำหน้างุนงง หล่อนคิดว่าจำคนไม่ผิดแน่

เอ๊ะ! ยังไงกันแน่ หญิงสาวคิดในใจ หรือเพราะเขาอายที่หล่อนแต่งตัวปอนๆ ไม่เหมือนพนักงานออฟฟิศที่ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพงหูฉี่

นึกแล้วก็ฉุนกึกในใจ หน็อย! คงอับอายจนไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองเราสินะ เมธาวีคิด

“น้องรู้จักกับท่านรองประธานด้วยหรือคะ”

พนักงานออฟฟิศสาวรายหนึ่งเขยิบเข้ามากระซิบถามใกล้ๆ

“รองประธานไหนคะ” หญิงสาวถามด้วยนึกสงสัย

“ก็ท่านรองประธานเอกภพนั่นไงคะ คนที่น้องคุยกับท่านเมื่อกี้”

นึกไม่ถึงว่าเอกภพ ปัจจุบันได้กลายเป็นรองประธานบริษัทไปเรียบร้อยแล้ว ตอนจากเมืองไทยไปเมื่อสี่ปีก่อนเขายังเรียนปริญญาโทอยู่เลย เมธาวีเหลือบไปมองชายหนุ่มอย่างนึกหมั่นไส้

“คนแบบนั้นก็ไม่อยากจะรู้จักนักหรอกค่ะ หยิ่งชะมัด ทักก็ไม่ตอบ” เมธาวีว่า พร้อมกับเชิดหน้า ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทของพี่ชายหล่อน มีหรือจะเอ่ยทัก

สักพักรถเก๋งคันหนึ่งก็วิ่งเข้ามาจอดหน้าบริษัท คนขับวิ่งลงมากางร่มและเปิดประตูให้เอกภพเข้าไปนั่งในรถ จากนั้นรถก็เคลื่อนออกไปช้าๆ ท่ามกลางสายฝน และสายตาของพนักงานชายที่มองตามด้วยความอิจฉาในความสมบูรณ์แบบของเขาอย่างหาที่ติไม่ได้ ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ แถมยังเป็นบุตรชายคนเดียวไม่มีใครมาคอยแย่งสมบัติอีกต่างหาก ส่วนเหล่าสาวๆ ต่างก็มองตามตาละห้อยเหมือนแมวเห็นปลาย่างแต่กลับคว้าเอามากินไม่ได้

“ท่านรองไม่ได้หยิ่งหรอกค่ะน้อง แต่ท่านเป็นแบบนี้แหละ ไม่ค่อยจะสนใจผู้หญิง ยิ่งถ้าผู้หญิงมาทักก่อนก็ยิ่งไม่ชอบเอาซะเลย”

หญิงสาวคนเดิมกล่าวขึ้นอีกเหมือนรู้นิสัยเขาเป็นอย่างดี ขณะที่เมธาวีเอาแต่ส่ายหัวไม่เข้าใจเอาซะเลย

“นั่นแหละค่ะที่เรียกว่าหยิ่ง คนแบบนี้ใครได้เป็นแฟนมีหวังปวดหัวตายวันละหลายรอบ”

รู้สึกโมโหและเสียหน้าที่ถูกชายหนุ่มเมินใส่ต่อหน้าสาธารณชน ถ้าเกิดเจออีกเมื่อไหร่จะแก้แค้นเสียให้เข็ด เมธาวีอาฆาตหมายหัวชายหนุ่มไว้ในใจ

ตื้ด ตื้ด ตื้ด

เสียงโทรศัพท์ดังเตือนขึ้นถี่ๆ

“คะพี่ ว่าไง”

หงุดหงิดจนต้องตะคอกเสียงดังใส่อีกคน

“เสียงเหมือนไปกินรังแตนที่ไหนมา ตอนนี้เราอยู่ไหน” สินธุ พี่ชายหล่อนถามมาตามสาย

“อยู่หน้าบริษัทที่พี่ทำงานนี่แหละ พอดีเพิ่งเลิกงานกะว่าจะมาหาชวนกลับบ้านพร้อมกัน”

“อ้าว! เหรอ พี่ออกมาจากบริษัทแล้วนะ พอดีวันนี้วันเกิดเพื่อนที่บริษัท กำลังชวนกันไปดื่มฉลองกันที่ผับ กะจะชวนเรามาดื่มด้วยกัน มาไหมที่ผับแถวเอกมัยน่ะ เดี๋ยวส่งที่อยู่ไปให้ อ้อ! และนั่งรถไฟฟ้ามานะ ช่วงนี้รถติด พี่จะรออยู่ในผับ รีบมาด่วนจี๋เลยนะ” เมธาวียังไม่ทันรายงานเรื่องเพื่อนจอมหยิ่งของเขาให้ฟังเลย พี่ชายก็รีบวางสายไปซะก่อน

………..

เมธาวีเดินทางมาถึงผับอย่างทุลักทุเล ยิ่งฝนตกและวันศุกร์สุดสัปดาห์แบบนี้ด้วยแล้วผู้คนยิ่งแออัด รถติดเป็นแพยาวเหยียด โชคดีที่นั่งรถไฟฟ้ามาตามคำแนะนำของสินธุ จากสยามใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึง

ทุ่มครึ่งผู้คนกำลังหลั่งไหลเข้ามาดื่ม หญิงสาวมองชะเง้อคอยาวเป็นยีราฟไปรอบๆ เห็นพี่ชายกำลังยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์พูดคุยกับบาร์เทนเดอร์อย่างถูกปากถูกคอ เมธาวีจึงเดินเข้าไปสะกิด

“อ้าว! ยัยเมมาถึงแล้วเหรอ ไปนั่งก่อนสิพอดีพี่กำลังสั่งเครื่องดื่ม วันนี้เพื่อนๆ พี่จะมาฉลองด้วยกันประมาณสามสี่คน”

พอได้ยินว่า เพื่อน เมธาวีก็นึกถึงเอกภพ เพื่อนจอมหยิ่งของพี่ชายขึ้นมาทันที

“พี่สินแล้วเพื่อนพี่ที่ชื่อเอกมาด้วยหรือเปล่า”

“มาสิ โน่นไงนั่งเก๊กหล่ออยู่ตรงโน้นแน่ะ”

สินธุพยักพเยิดหน้าไปทางเอกภพที่นั่งยืดตัวตรงทำท่าเก๊กหล่อราวกับพระเอกหนังหลุดออกมาจากแผ่นฟิล์ม

เชอะ! อีตาขี้เก๊ก นั่งชูคอยังกะกิ้งก่าได้ทอง เมธาวีคิดในใจ คืนนี้จะแกล้งเสียให้เข็ดโทษฐานหยิ่งดีนัก

คิดแล้วหญิงสาวก็ไม่รีรอที่จะเดินเข้าไปที่โต๊ะ ซึ่งตอนนั้นเอกภพนั่งอยู่เพียงลำพัง ก่อนจะถือวิสาสะเข้าไปนั่งเบียดลงข้างๆ เหมือนจงใจแกล้งอีกฝ่าย จนโซฟายุบยวบยาบ

เทพบุตรจอมหยิ่งหันมองหญิงสาว ใบหน้ายังคงนิ่งเรียบสนิทราวกับผ้าถูกรีดกริบด้วยน้ำยาอัดกลีบ

“นี่!” เมธาวีหันมามองจ้องเขาเขม็ง

“ทักแล้วทำไมทำเป็นไม่รู้จัก”

อึดอัดจนต้องร้องถามออกไป

“ไม่ใช่หน้าที่” ตอบด้วยน้ำเสียงปกติ แต่กลับทำเอาคนฟังแทบจะกรีดร้องออกมาดังๆ

“เมมาด้วยเหรอ”

ก่อนจะโต้ตอบกลับไป เพื่อนสนิทของพี่ชายอีกรายก็ร้องทักมาแต่ไกล พร้อมกับยกมือทักทาย และเดินเข้ามาร่วมโต๊ะกับทั้งสอง

“หวัดดีค่ะพี่พาคิน”

หญิงสาวยกมือไหว้ พาคินรับไหว้ตอบ ก่อนหันไปทักทายเอกภพบ้าง

“เอกมานานหรือยัง เห็นว่าวันนี้วันเกิดครบรอบ 28 ปีของนาย แฮปปี้เบิร์ดเดย์เพื่อน”

“ขอบใจ อยากทานอะไรสั่งตามสบาย”

เอกภพกล่าว จากนั้นก็เงียบไปอีก

“เออ! เมได้ข่าวว่าเธอเพิ่งกลับมาจากอเมริกาเมื่อสองอาทิตย์ก่อนก็ได้งานบริษัทโฆษณาทำเลยรึ เก่งไม่เบาเลยนี่เรา แบบนี้ก็ต้องฉลองด้วยสิ”

“เพิ่งจะอยู่ในช่วงทดลองงานเองพี่ ยังไม่ใช่พนักงานประจำ เอาไว้อีกสามเดือนข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที” หญิงสาวว่า

“จะฉลองตอนไหนก็เหมือนกันน่ะแหละ เราเก่งอยู่แล้ว จบจากเมืองนอกเมืองนาแบบนี้ ถ้าไม่ได้เป็นพนักงานประจำเห็นทีบริษัทนี้ก็ตาถั่วเต็มที”

พาคินว่า ยังไม่กล่าวสิ่งใดพี่ชายเมธาวีก็เดินเข้ามาร่วมด้วย

“เอกข้าว่าพวกเราย้ายไปห้องวีไอพีกันดีกว่า ที่นี่คนเริ่มเยอะแล้ว เสียงเพลงก็หนวกหู คุยกันเห็นทีจะไม่รู้เรื่อง ถ้าพวกไอ้นัทกับไอ้ปานมาถึงค่อยให้เด็กพาเข้าไป ข้าสั่งเด็กเสิร์ฟไว้แล้ว” สินธุบอก

ไม่พูดพร่ำทำเพลงเอกภพลุกพรวดขึ้นยืน และเดินตามบริกรที่เข้ามาคอยเดินนำทางไปยังห้องวีไอพีทันที

“เขาโกรธใครหรือเปล่าพี่ ท่าทางแบบนั้นทำเอาคนอื่นอึดอัดหมด”

เมธาวีหันมากระซิบถามพี่ชายเบาๆ สินธุหัวเราะขบขัน พร้อมกับจุปากเตือนไม่ให้น้องสาวพูดดัง

“เขาก็เป็นแบบนั้นแหละ พออยู่กันไปนานๆ รู้จักนิสัยเธอก็จะชินไปเอง”

“พี่ทนได้ยังไงเป็นทั้งเพื่อน และลูกน้องเขาแบบนี้ไม่อึดอัดแย่หรือคะ”

“พูดมากน่าเรา อย่าไปหาเรื่องกวนใจนายเอกมันล่ะ มันยิ่งไม่ชอบผู้หญิงเซ้าซี้อยู่ด้วย” พี่ชายเตือน

แต่หนูจะทำ เมธาวีคิดแผนในใจ ด้วยนึกสนุกอยากแกล้งเอกภพขึ้นมาตงิดๆ

พอย้ายเข้ามานั่งที่ห้องวีไอพี ซึ่งสงบและมีความเป็นส่วนตัว เมธาวีก็เริ่มก่อกวนเอกภพทันทีด้วยการเข้าไปนั่งเบียดเขา จนชายหนุ่มต้องขยับหนีไปนั่งติดขอบโซฟา

“พี่เอกร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ”

แกล้งแรงไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ตอนนั้นทั้งสินธุและพาคินถึงกับหันมองหน้ากันไปมา สินธุหันไปขยิบตากับน้องสาว

“ยัยเมอยู่เฉยๆ เป็นไหมเรา นายเอกไม่ชอบร้องเพลงแกยังจะไปเซ้าซี้กวนใจพี่เขาอยู่นั่นแหละ มานี่มานั่งข้างๆ พี่”

สินธุกวักมือเรียกน้องสาว แต่หญิงสาวกลับหันไปจ้องมองเอกภพที่เอาแต่ทำท่าขยับหนีราวกับอีกฝ่ายเป็นเชื้อโรคไม่มีผิด

“ทำไมไม่พูดอะไรบ้างล่ะคะพี่เอก เป็นเจ้าของงานวันเกิดก็ต้องร้องเพลงบ้างสิมาเที่ยวผับทั้งที”

“แน่ะ! ไอ้น้องคนนี้ พูดฟังกันบ้างหรือเปล่าน่ะ มานี่อย่าไปกวนนายเอก ปล่อยให้พี่เขาอยู่สงบๆ เป็นไหมนี่เรา โทษทีนะเอก น้องสาวข้าอยู่ที่บ้านมันก็กวนโอ๊ยคนอื่นไปทั่วแบบนี้แหละ สงสัยไปเรียนเมืองนอกนานเสียจนลืมมารยาทแบบไทยๆ”

น้องสาวหันมาทำตาเขียวปั๊ดใส่พี่ชาย จู่ๆ เอกภพก็ลุกพรวดขึ้น

“ข้าไปเข้าห้องน้ำก่อนเดี๋ยวมา”

“เออ ไปสิ รีบๆ กลับมาเร็วๆ ล่ะ”

สินธุร้องบอก ก่อนจะหันไปพูดคุยเรื่องงานกับพาคิน จนลืมสังเกตน้องสาวจอมจุ้นที่ถือโอกาสวิ่งตามเอกภพไปติดๆ

“พี่เอก” วิ่งตามมาทันก็จับแขนอีกฝ่ายหมับ ชายหนุ่มก้มลงจ้องมือเขม็ง

“เอาออก” สั่งเสียงเข้ม ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

“ฮึ!” แม่สาวจอมยุ่งเชิดหน้าจ้องมองท้าทายอีกฝ่าย

“ต้องการอะไร”

“ยอมพูดแล้วสิ พี่กลัวดอกพิกุลจะร่วงหรือไง”

“ปล่อยหรือไม่ปล่อย” ท่าทางบอกว่าไม่พอใจเอามากๆ

“ไม่ปล่อย”

ทันใดนั้นร่างเล็กก็ถูกพลักเข้าไปติดกำแพงข้างทางเดิน สองมือเอกภพคร่อมร่างหญิงสาวไม่ยอมให้ขยับ

“พี่จะทำอะไร”

“แล้ววิ่งตามมานี่อยากให้ทำอะไรล่ะ”

“เอ่อ…” ก็แค่อยากแกล้งยั่วเล่นเฉยๆ แต่คำตอบมันติดอยู่ที่คอหอย พูดไม่ออก

“พี่คงไม่คิดจะ…”

คำพูดเมธาวีถูกส่งกลับคืนลงไปในลำคอ เมื่อเทพบุตรจอมหยิ่งประกบปากหล่อนจนมิด หญิงสาวได้แต่เบิกตาโพลง ไม่คิดว่าเขาจะจูบจริงๆ

ปากใหญ่บดขยี้เข้ากับปากเล็กด้วยท่าทางหื่นกระหาย สองมือของเมธาวีผลักร่างกำยำออกพัลวัน

“พี่มาจูบเมทำไม”

เสียงตวาดแว้ด พร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นหมายจะฟาดเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่าย เอกภพคว้ามือเล็กไว้หมับ จ้องมองหล่อนนัยน์ตาดุ

คุยอยู่กับคนใบ้หรือยังไงเนี่ย เมธาวีคิด พอจะอ้าปากด่าต่อ เอกภพก็โถมปากเข้าจูบอีก หญิงสาวทำได้เพียงร้องอู้อี้ในลำคอ สักพักเขาจึงถอนริมฝีปากออก จ้องมองหล่อนเหมือนเตือนให้ระวัง

“เกมโอเวอร์” เอกภพเอ่ยขึ้น ยกมือปาดริมฝีปาก ความรู้สึกตอนนั้นทำให้หญิงสาวอดคิดไปถึงหนังแนวยากูซ่าเสียไม่ได้ เมธาวีได้แต่อ้าปากหวอจ้องอีกฝ่ายตาปริบๆ

“คนโรคจิต เมจะฟ้องพี่สิน”

เอ่ยขึ้นเหมือนเด็กขี้แพ้ พอทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ก็จะวิ่งไปฟ้องผู้ใหญ่

“จะเอาอีกไหม”

เอกภพตั้งท่าจะจูบอีก หญิงสาวได้แต่ยกมือปิดปากตัวเอง พร้อมกับย่อตัวหลบ พอพ้นจากวงแขนเขามาได้ก็วิ่งจ้ำอ้าวหนีไปทันที ขณะที่อีกฝ่ายมองตามพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะ หึ หึ ขึ้นเหมือนผู้มีชัย

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *