วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ก่อนทรงจำเลือนหาย

  


ก่อนทรงจำเลือนหาย (1)


20 /11/ 2020

ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

            คุณหมอจอห์นแจ้งมาทางโทรศัพท์ให้เข้าไปพบที่คลินิกด่วน รุ่งเช้าพวกเราเดินทางด้วยรถเมล์สาย M52 ที่ถนนวิคตอเรียใกล้ที่พัก เขตเวสต์ ไรด์ไปยังคลินิกแถวพารามัตตาเพื่อพบคุณหมอจอห์น ตอนแรกนั้นคิดว่า มันคงไม่มีอะไรร้ายแรง แต่พอได้พบใบหน้าเคร่งเครียดของคุณหมอ ใจก็เริ่มเป็นกังวลขึ้นมาเสียไม่ได้



        "คุณพร้อมหรือยังมาเรีย" 

         พวกเราหย่อนก้นนั่งเก้าอี้ยังไม่ทันชั่วอึดใจ คุณหมอจอห์นที่มีเชื้อสายกรีกก็หันมาถามฉันด้วยน้ำเสียงและท่าทางขึงขัง 

        "มีเรื่องอะไรกันนะ" ฉันคิดในใจ

        "ค่ะคุณหมอ" ฉันตอบสั้นๆ ก่อนจะหันไปมองทางมาร์โคที่กำลังนั่งนิ่งเงียบเหมือนได้ทำใจมาพร้อมอยู่แล้ว

        "ดีครับ" คุณหมอว่าต่อ "ก่อนอื่นผมอยากทราบว่า คุณเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีมากน้อยระดับไหน"

        "ถึงจะพูดได้ไม่ดีนัก แต่ก็ฟังรู้เรื่องค่ะ" ฉันตอบ

        "โอเค ผมจะพยายามอธิบายช้าๆ ให้คุณเข้าใจก็แล้วกัน หากไม่เข้าใจก็ถามนะครับ"

        "ได้ค่ะ"

         "คืออย่างนี้นะคุณมาเรีย หมอได้พูดคุยกับมาร์โคทางโทรศัพท์ไปบ้างแล้วเล็กน้อยก่อนหน้านี้ และวันนี้ที่เรียกคุณมาด้วยเพื่อจะอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับอาการที่ตรวจพบจาก MRI ผลการสแกนสมองออกมาว่าสามีคุณเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นอาการสมองขาดเลือด และเซลล์สมองบางส่วนถูกทำลาย นั่นเป็นสาเหตุทำให้เขาปวดศีรษะ มีอาการหลงลืม และพูดไม่ชัด ในอนาคตเมื่อเซลล์สมองถูกทำลายมากขึ้นอาจจะส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาเช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ อัลไซเมอร์ นั่นหมายถึงความทรงจำของเขาจะค่อยๆ สูญหายไป...คุณเข้าใจไหมครับ"

           ฉันช็อกไปเล็กน้อย มีอาการหูอื้ออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนจะหันไปมองทางมาร์โคที่นั่งเงียบยิ่งกว่าฉันเหมือนตอไม้ตาย 

            ที่จริงฉันไม่เข้าใจศัพท์แสงยากๆ ที่คุณหมออธิบายมาเลยสักนิด แต่พอได้ยินคำว่า อัลไซเมอร์ คำนั้นมันกรีดลึกในใจฉัน ทำให้ฉันนึกไปถึงอาการป่วยของแม่ หลังจากที่แม่ได้เผชิญกับโรคอัลไซเมอร์เพียงแค่สองปี ท่านก็จากไปด้วยโศกนาฏกรรมอันโศกสลดอย่างไม่มีวันกลับ 

        "คุณโอเคหรือเปล่า" เสียงคุณหมอปลุกฉันตื่นจากภวังค์ พร้อมกับหยิบกระดาษทิชชู่บนโต๊ะยื่นส่งให้ฉัน น้ำตามันรินไหลตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันก็ไม่อาจทราบได้ ฉันหันไปบีบมือมาร์โคเบาๆ  ราวจะให้เขาช่วยยืนยันว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

        "หมอเข้าใจคุณนะ" คุณหมอยังพูดเรื่อยๆ เหมือนจะปลุกปลอบ

        "แล้วพอจะมีวิธีรักษาให้หายไหมคะ เขาจะเป็นอะไรมากไหม จะต้องทำยังไงต่อไปถ้าเขาสูญเสียความทรงจำขึ้นมาจริงๆ" 

        ฉันละล่ำละลักถาม คุณหมอนั่งทำหนัางงกับภาษาอังกฤษของฉันอยู่สักพัก ก่อนหันไปถามมาร์โคเป็นภาษากรีกเข้าใจกันสองคน จากนั้นจึงหันมาพูดกับฉันเป็นภาษาอังกฤษ จับใจความได้ว่า โรคหลอดเลือดสมองที่มาร์โคเผชิญอยู่ ณ เวลานี้ เนื่องจากมีลักษณะอาการพิเศษแตกต่างจากคนอื่นๆ ยังไม่มีวิธีรักษาที่แน่ชัด จึงต้องให้คอยดูอาการต่อไปเรื่อยๆ ส่วนอาการหลงลืม และโรคแทรกซ้อนต่างๆ จะค่อยๆ ตามมาทีหลัง ต้องคอยดูแลรักษาสุขภาพ ไม่ให้มีความดันสูง โรคโคเลสเตอรอลสูง ให้ออกกำลังกายเป็นประจำและให้หากิจกรรมเสริมทำเพื่อชลอโรคอัลไซเมอร์ที่จะมาเยือน

           สมองฉันมืดแปดด้าน มาร์โคเองก็คงเหมือนกัน ฉันคิดอะไรไม่ออกเลยตอนนั้น ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำอีกเป็นครั้งที่สองในชีวิตฉัน ครั้งที่แม่ต้องเผชิญกับโรคนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน มันทำให้ฉันเสียศูนย์ไปหลายปีและไม่เคยมีครั้งไหนเมื่อคิดถึง หัวใจจะไม่เจ็บปวดไปกับโศกนาฏกรรมการจมน้ำตายของแม่ครั้งนั้น 

        โรคอัลไซเมอร์มันรุนแรงกว่าที่พวกเรารู้ ที่จริงแล้วเราแทบไม่รู้จักมันด้วยซ้ำ การสูญเสียความทรงจำก็เหมือนการสูญเสียตัวตนไปทั้งหมด 

        แม่ของฉันเป็นแบบนั้น แต่ตอนนั้นพวกเราคิดว่ามันไม่ได้ร้ายแรง เพราะมันเป็นโรคที่ไม่เคยพบบ่อยนักในชนบท คิดว่าเป็นเพียงอาการหลงลืมของคนแก่เท่านั้น จนกระทั่งแม่ถูกมันจูงแขนไปยังบ่อน้ำในคืนอันมืดมิดนั่นแหละ เราจึงรู้ถึงความร้ายกาจของโรคอัลซัลเมอร์  และมันกำลังจะพรากเอาความทรงจำและตัวตนของคนที่ฉันรักไปอีกครั้ง...

        พวกเราจะทำวิธีไหนดี เพื่อยอมรับและรับมือกับโรคอัลไซเมอร์ก่อนที่มันจะพรากความทรงจำและกลืนกินตัวตนของเราไปตลอดกาล...

       

ภาพจาก https://pixabay.com/ photos-256887_640

        

ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *