ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อุ่นไอรักอ้อมกอดใบชา

 


2

พินัยกรรมลับฉบับร้าย

 

“เป็นไปไม่ได้! ผมไม่ยอมรับหรอกพินัยกรรมบ้าบอแบบนี้ ทำไมคุณปู่ถึงได้เขียนพินัยกรรมซ้ำซ้อนขึ้นมาสองฉบับด้วย ตอนแรกพวกคุณไม่เห็นพูดถึงพินัยกรรมฉบับนี้เลย แต่เพิ่งจะมาบอกเอาตอนนี้ หมายความว่ายังไง พวกคุณล้อผมเล่นอยู่รึเปล่า”

เมื่อได้ยินทนายพิชัย ซึ่งเป็นทนายเก่าแก่ประจำตระกูลอ่านประกาศเกี่ยวกับพินัยกรรมฉบับเพิ่มเติมจบลง แดนตะวันก็นั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ ลุกขึ้นมาโวยวายทันที

“ใจเย็นๆ ครับคุณใหญ่ ให้ทนายพิชัยอธิบายให้จบก่อน เราค่อยมาหาทางออกกันดีกว่า”

คุณปู่ของแดนตะวันแม้จะรักหลานชายคนโตมาก และเชื่อในตัวเขาว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ ไม่ทำร้ายคนอื่นง่ายๆ แต่ท่านก็ยังรักพัดชาที่ท่านเลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะไม่น้อยไปกว่ากัน จึงได้เขียนพินัยกรรมลับไว้เพื่อป้องกันไม่ให้หล่อนสูญเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของไร่ร่วมกับผู้เป็นหลานชายส่วนจุดประสงค์อื่นที่ซ่อนอยู่ก็หามีผู้ใดล่วงรู้ไม่ นอกจากคุณปู่สิงห์ทองผู้ล่วงลับ

“คุณปู่ทำแบบนี้ท่านต้องการอะไรกันแน่ ถ้าอยากยกมรดกให้ผมจริงๆ แล้วทำไมต้องมีพินัยกรรมอีกฉบับด้วย ผมไม่เข้าใจเลยสักนิดเรื่องแบบนี้ก็คงมีแต่ในนิยายน้ำเน่าเท่านั่นแหละ”เขาพูดอย่างหัวเสีย ลุกขึ้นเดินไปเดินมา ใบหน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความโมโห ก็แน่ละ ใครจะรับได้เรื่องที่เกินความคาดหมายแบบนี้

“แต่เมื่อมีพินัยกรรมใหม่ออกมาแบบนี้ คุณใหญ่ก็ปฏิเสธ ไม่ได้แล้วนะครับ เพราะคนเขียนเป็นคุณปู่ของคุณใหญ่เอง”

ลุงเดชกล่าวอย่างระมัดระวัง ขณะที่พัดชาก็นั่งรับฟังอยู่เงียบๆ เวลานี้ไม่รู้จะโล่งใจ หรือยิ่งจะต้องกังวลใจมากกว่าเดิม เพราะการได้อยู่ต่อก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะรอดพ้นการคุกคามจากแดนตะวัน เมื่อเขายังอยู่ที่ไร่แห่งนี้



“สรุปใจความสำคัญคือ ในเมื่อพินัยกรรมฉบับใหม่ได้บอกเพิ่มเติมมาแบบนี้ คุณใหญ่ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและเวลานี้หนูใบชาก็มีสิทธิ์จะอาศัยอยู่ในไร่ต่อไปนานเท่าที่เธอต้องการ และคุณใหญ่เองก็ต้องปฏิบัติต่อเธอเสมือนญาติสนิทคนหนึ่งดังที่คุณปู่เคยปฏิบัติ ถ้าหากวันหนึ่งหนูใบชาได้แต่งงานออกเรือนไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นคุณใหญ่ถึงจะมีสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมด แต่ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามพินัยกรรม ไร่ชาและทรัพย์สินทั้งหมดก็จะตกเป็นของหนูใบชาแทนฝ่ายเดียว”

พินัยกรรมลับฉบับนี้ดูเหมือนคุณปู่ของเขาจงใจเขียนขึ้นเพื่อปกป้องเด็กสาวไว้ทุกหนทาง ปัญหาใหญ่ตามมาก็คือ ถ้าหากเจ้าหล่อนไม่ยอมแต่งงานออกเรือนไปง่ายๆ เขามิต้องติดแหง็กอยู่ที่ไร่แห่งนี้กลายเป็นปู่โสมเฝ้าไร่ชาไปร่วมกับหล่อนจนตายหรอกหรือ

“หน้าที่ของลูกคือ ต้องกลับไปจัดการขายไร่ชาของคุณปู่ให้เร็วที่สุด ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเราทุกคนที่นิวยอร์กจะต้องอดตายข้างถนนกันหมด บริษัททัวร์ของพ่อก็กำลังจะเจ๊ง ไหนจะบิลล์ค่าโน่นนี่นั่นรายเดือนเยอะแยะไปหมด ฉะนั้นลูกคือความหวังเดียวของพวกเรา รีบไปจัดการขายไร่ซะ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีนะลูกใหญ่”

ภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากมารดาก็ต้องเร่งรีบดำเนินการ คิดว่า ด้วยอาณาเขตพื้นที่ดินเกือบ 3,000 ไร่พร้อมไร่ชา รีสอร์ตอีกร้อยกว่าหลัง รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากใบชาที่ผ่านการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้วอีกหลายตัวซึ่งกำลังติดตลาดเขาคาดว่าน่าจะพอขายได้ในหลักหมื่นล้านขึ้นไป และตอนนี้ก็มีนายทุนจากต่างประเทศหลายคนให้ความสนใจต้องการเดินทางมาดู โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นและชาวจีนที่กำลังมองหาธุรกิจไร่ชาในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งกลับไปขายยังประเทศตน

“ให้มันได้แบบนี้สิ แบบนี้ก็เท่ากับว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็อวยให้กับเด็กคนนี้หมดสิครับ แล้วผมล่ะ ผมไม่ยอมติดแหง็กเป็นปาท่องโก๋กับเด็กคนนี้ไปตลอดหรอกนะครับ”

เขารู้สึกขัดใจ เมื่อนึกถึงอุปสรรคในการขายไร่ขึ้นมา ซึ่งก็คือ เด็กสาวเจ้าปัญหาที่นั่งมองเขาตาปริบๆ ตรงหน้า รู้สึกหงุดหงิดตั้งแต่วันแรกพบหน้าเจ้าหล่อนแล้ว

อาจเพราะท่าทางไร้เดียงสา ดวงตาใสซื่อจนน่าหมั่นไส้คู่นั้น เขาไม่เคยเห็นจากผู้คนในอเมริกาแต่ขณะเดียวกันเจ้าหล่อนก็แกร่งและฉลาดเป็นกรดในโลกธุรกิจ ไม่รู้ว่าหล่อนทำได้ยังไง ผสมผสานสองอย่างเข้าด้วยกัน กลายเป็นความแตกต่างอย่างที่เขาไม่เคยเห็นจากเด็กสาวคนไหนในยุคสมัยนี้

“คุณใหญ่ไม่ใช่คนเดียวหรอกที่ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่ หนูใบชาเองก็เหมือนกัน เธออายุยังน้อย เธอเลือกได้ว่าจะออกไปเผชิญโลกกว้าง ไม่ต้องรับรู้ถึงปัญหาที่นี่ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ทำ ที่เธอเลือกอยู่ในไร่สิงห์ทอง เพราะต้องการสู้ไปด้วยกันกับคนงานทุกคนที่นี่ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องออกไปเร่ร่อนขายแรงงานในต่างถิ่น อย่างน้อยที่นี่ถ้ามีการจ้างงาน ทุกคนก็ยังพอมีรายได้ และได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัวของตัวเอง ต้องขอบคุณคุณปู่ของคุณใหญ่มากกว่าถึงจะถูกที่เขียนพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาเพิ่มเติม”

ทนายพิชัยกล่าวสนับสนุนความคิดคุณปู่ของเขาเหมือนจะล่วงรู้อยู่เช่นกันว่า ในไม่ช้าไร่แห่งนี้อาจถูกขายให้กับนายทุนต่างชาติดังคำทำนายของอดีตพ่อเลี้ยงสิงห์ทองก็เป็นได้ หากตกไปอยู่ในมือของบุตรหลานผู้ไม่เคยมาสนใจไยดีในไร่ชาแห่งนี้เลย

คำพูดของทนายพิชัยเหมือนแทงใจดำ ทำให้แดนตะวันจุกแน่นที่อกจนพูดอะไรไม่ออก จึงต้องยอมถอยก้าวหนึ่ง

“ถ้าเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ หนูก็มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรได้เท่าเทียมกับคุณใหญ่ใช่ไหมคะคุณลุงทนาย”

พัดชาเอ่ยถามครั้งแรก หลังจากเงียบฟังมานาน

“ย่อมได้สิ ในเมื่อพินัยกรรมได้เขียนไว้ชัดเจนออกเช่นนี้”

ทนายอาวุโสกล่าว

“งั้นหนูขอเรียกร้องให้คนงานทั้งหมดที่ถูกคุณใหญ่ไล่ออกไปกลับเข้ามาทำงานต่อด้วยค่ะ พวกเขาก็กำลังเดือดร้อน ต้องการหารายได้ไปเลี้ยงดูครอบครัวเหมือนกัน”

แม้ข้อเสนอนี้จะเป็นที่ขัดใจพ่อเลี้ยงคนใหม่อยู่มากทว่าสุดท้ายก็ต้องยอมเออออไปก่อน เพราะดูจากท่าทีของทนายพิชัยและทุกคนที่นี่เหมือนจะเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายพัดชาจนมองหาตาชั่งแห่งความยุติธรรมแทบไม่เจอ

**********

 

“แม่จะให้ผมทำยังไงครับ ใครจะไปคิดว่าคุณปู่จะแผนเยอะแบบนี้ ที่ท่านเขียนพินัยกรรมฉบับแรกขึ้นมาก็เหมือนหลอกพวกเราเล่นเท่านั้นเอง แต่พอเอาเข้าจริงๆ พินัยกรรมยังมีอีกฉบับ แถมตอนนี้ผมต้องยกเลิกนัดลูกค้าที่จะมาดูไร่ทั้งหมด และต้องเลื่อนตั๋วเดินทางออกไปด้วย แล้วยังจะเรื่องงานบริษัทที่นัดสัมภาษณ์ไว้สัปดาห์หน้าอีกก็ต้องยกเลิกไปสงสัยต้องชวดทั้งงานชวดทั้งเงินแบบนี้มันจะคุ้มไหมครับ”

เมื่อทุกคนออกไปพ้นจากบ้าน แดนตะวันก็รีบรายงานผู้เป็นมารดาไปตามสายทันที

ข่าวใหม่นี้ทำให้นางกัลยาผู้เป็นมารดาถึงกับช็อก มือไม้สั่นด้วยความไม่พอใจ เพราะคาดคิดไม่ถึงเช่นกัน

“ว่าแล้วเชียวๆเมื่อคืนแม่ถึงได้ฝันร้ายตลอดทั้งคืนว่าถูกฆาตกรโรคจิตตามไล่ล่า ที่แท้เพราะมีมารมาผจญแบบนี้เอง ลูกใจเย็นๆ นะทำตามที่แม่บอก หาทางต่อรองกับเด็กคนนั้นซะ ให้เงินเธอไปสักก้อน ขี้คร้านจะรีบตอบตกลงทันที”

นางคิดแผนใหม่ให้บุตรชาย

“มันไม่น่าจะง่ายอย่างที่แม่พูดน่ะสิครับ เด็กคนนั้นเธอไม่ใช่คนโง่ ก่อนหน้านั้นยังไม่มีพินัยกรรมโผล่มาอีกฉบับ เธอก็ยังกร่างเสียแทบแย่ ยิ่งตอนนี้เธอมีพินัยกรรมมาช่วยสนับสนุนให้อยู่ต่อก็ยิ่งเหมือนเสือติดปีก ทำให้ผมทำอะไรเธอไม่ได้เลย”

            “โถ! ลูกใหญ่ที่น่าสงสารของแม่ ลูกจะไปกลัวอะไรกะอีแค่เด็กชาวป่าชาวดอยคนหนึ่ง ลูกจบถึงดอกเตอร์ด้านการบริหารโครงการวางแผนกลยุทธ์ให้บริษัทยักษ์ใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน เรื่องจิ๊บๆ แค่นี้ลูกรับมือได้อยู่แล้วน่าเชื่อแม่สิ”

เพราะคำว่า “เชื่อแม่สิ” นี้แหละที่ทำให้เขาปวดหัวมานักต่อนักแล้ว เขาต้องลาออกจากบริษัทแล้วบริษัทเล่าเป็นว่าเล่น มารดาเขามักจะวางแผนการอนาคตสำหรับทุกคนในครอบครัวเสมอ รวมทั้งเขาด้วย

ถ้าหากเห็นว่า เขาทำงานบริษัทไหนหากภายในสองหรือสามปีไม่ก้าวหน้า หรือเงินเดือนไม่ขยับ มารดาก็มักจะคะยั้นคะยอให้เขาลาออกไปสมัครงานบริษัทที่ใหญ่กว่าเดิม ล่าสุดก็เพิ่งลาออกจากบริษัทส่งออกแห่งหนึ่งไปสมัครอีกบริษัทที่ใหญ่ขึ้น และเมื่อวานเขาเพิ่งได้รับอีเมลเรียกไปสัมภาษณ์งานสัปดาห์หน้า แต่ตอนนี้ดูท่าว่าเขาคงจะต้องติดแหง็กอยู่ที่ไร่ชาแห่งนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกำหนดกลับอเมริกาเสียแล้ว เพราะคำว่า “เชื่อแม่สิ” อีกเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *