ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อุ่นไอรักอ้อมกอดใบชา

 

3

จิ้งจอกร้อยเล่ห์

  

            คนงานในไร่กลับมายิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีความสุขกันได้อีกครั้งเมื่อทราบข่าวพินัยกรรมฉบับใหม่ประกาศออกมาให้พัดชามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของไร่ร่วมกับพ่อเลี้ยงแดนตะวัน

“แบบนี้มันต้องจัดงานเลี้ยงฉลองให้พี่ใบชาด้วยหรือเปล่าคะปู่เดช”

ดาหวันหลานสาวแสนซนวัย 18 ปี ของลุงเดช เรื่องขาเม้าท์ประจำไร่ต้องยกให้เธอ

เด็กสาวเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายและไม่คิดจะไปเรียนต่อในเมืองจึงลงสมัครเรียนปริญญาตรีทางออนไลน์เพราะยังอยากทำงานอยู่ที่ไร่ชาสิงห์ทองไปด้วยเด็กหนุ่มสาวหลายคนที่ไร่แห่งนี้ก็เช่นกันตอนนี้พวกเขาเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย และมีวิทยาลัยชุมชนเข้ามาให้ความรู้ภายในไร่จึงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนออกไปแสวงหาโลกใหม่ที่แตกต่าง เพียงแค่พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้ดีขึ้น โลกภายนอกก็เข้ามาหาเอง เหมือนเช่นตอนนี้ พอไร่ชาสิงห์ทองกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกผ่านโลกโซเชียล ผู้คนก็แห่แหนกันมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย ทำให้ชาวบ้านมีงานทำ และมีรายได้ตลอดทั้งปี



ดาหวันก็เป็นหนึ่งในเด็กสาวยุคใหม่ที่ชื่นชอบใช้ชีวิตอิสระไม่ติดอยู่ในกรอบความคิดเก่าๆ ด้วยเหตุนี้เธอจึงเลือกที่จะเดินตามความฝันของเธอเอง โดยมีพัดชาเป็นไอดอล

วันนี้พอทราบข่าวจากผู้เป็นปู่ว่าพัดชาได้รับมรดกร่วมกับแดนตะวันดาหวันก็รีบโพสต์ข้อความประกาศให้ทุกคนในไร่รู้กันทันที ทำเอาผู้เป็นปู่กับย่าต้องคอยปรามกันเสียยกใหญ่

“แกจะ โพสต์ข้อความอะไรก็ระมัดระวังหน่อยสินังดา ดูสิไปประกาศยกย่องคุณหนูใบชาออกหน้าออกตาแบบนี้ ถ้าเกิดพ่อเลี้ยงเห็นเข้าเขาจะไม่พอใจเอาได้นะ”

“ก็มันเรื่องจริงนี่คะ ดีเสียอีกพ่อเลี้ยงจะได้รู้ว่า ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เป็นเจ้าของไร่ อยู่ดีๆ จะเที่ยวไล่คนออกไปทั่วแบบนี้มันใช่เรื่องเสียที่ไหน มีแม่เลี้ยงอย่างพี่ใบชามาคอยคุมอีกทีพวกเราก็ไม่ต้องกลัวเขาอีกแล้วว่าไหมย่าผ่อง”

ผู้เป็นย่ายังไม่ทันตอบอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือของผู้เป็นปู่ก็ส่งเสียงดังกริ๊งกร๊างขึ้นเสียก่อน เมื่อรับสายรู้ว่าเป็นใคร ชายสูงวัยถึงกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

“ใครโทร.มาปู่ พ่อเลี้ยงอีกหรือเปล่า”

พอวางสายจากพ่อเลี้ยง หลานสาวก็เอ่ยถามทันที ปู่ของเธอพยักหน้า

“เขาต้องการอะไรอีก นี่ปู่เพิ่งกลับจากบ้านใหญ่เมื่อกี้จะสั่งอีกแล้วเรอะ”

“ระวังคำพูดคำจาหน่อย แกไปเรียกเชฟเคนที่รีสอร์ตให้หน่อย เขาน่าจะว่างแล้วช่วงบ่ายแบบนี้”

“เรียกทำไมคะ”

“บอกให้ไปที่บ้านคุณใหญ่ด่วนเลยนะ”

ผู้เป็นปู่สั่ง แต่แทนที่เด็กสาวจะขยับตัวลุกจากเก้าอี้กลับหันไปเล่นมือถือแทน

“ยังไม่ไปอีก เดี๋ยวคุณใหญ่รอนานก็เป็นเรื่องอีกหรอก ไปสิ” ผู้เป็นย่าเอ็ดหลานสาวเมื่อไม่เห็นทีท่าว่าจะขยับตัว

“ทำไมต้องไปให้เสียเวลาและให้เปลืองน้ำมันรถด้วยละย่า มีมือถือก็ใช้ส่งข้อความเอาสิ เร็วดีด้วย”

เด็กสาวบอก ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก ทำเอาสองผู้เฒ่าถึงกับส่ายหัวยอมแพ้

“เด็กสมัยนี้พวกเราตามเขาไม่ทันหรอกแม่ผ่อง ปล่อยเขา แล้วเชฟเคนตอบมาว่าไงบ้างนังดา”

“อ้าว! เวรละทีนี้ วันนี้เชฟเคนบอกว่า มีแขกเข้าพักที่รีสอร์ตเพียบ เขาคงมาไม่ได้จ้ะปู่”

“แล้วเชฟคนอื่นๆ ล่ะ ทำไมต้องเจาะจงแค่เชฟเคน”

ย่าผ่องหันไปถามผู้เป็นสามีที่เอาแต่ทำหน้ายุ่ง

“ก็คุณใหญ่อยากกินอาหารฝาหรั่งน่ะสิ ที่ไร่ก็มีอยู่แค่สองคนที่ทำเป็น ถ้าเชฟเคนไม่ว่างก็คงต้องขอร้องอีกคนแล้วละ”

“ใครเหรอ” ย่าผ่องถาม “อีกคนที่ว่า”

“เอ็งช่วยส่งข้อความไปบอกหนูใบชาหน่อยให้ไปทำอาหารฝรั่งที่บ้านคุณใหญ่ที”

คราวนี้ดาหวันไม่ได้ส่งข้อความเหมือนเคย หล่อนแทบจะพุ่งทะยานออกไปเป็นจรวดเมื่อได้ยินชื่อแม่เลี้ยงคนใหม่

“อ้าว! เฮ้ย! นังดาไม่ส่งข้อความแล้วรึ”

เสียงผู้เป็นปู่ร้องถามไล่ตามหลังออกไป ได้ยินเด็กสาวร้องตอบกลับมาแว่วๆ ว่า“คนสำคัญมันต้องไปบอกด้วยตัวเองสิปู่ ถึงจะได้ใจความ”

“มีธุระอะไรอีก และใครอนุญาตให้เข้ามามิทราบ”

ก็เป็นเสียแบบนี้สิ ทุกคนถึงไม่อยากข้องแวะและเข้าใกล้เขา พัดชาคิด เธอไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย เพียงแต่ฝืนยิ้มให้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นหลานชายคุณปู่สิงห์ทองที่เธอเคารพรักและเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เกิด มีหรือที่เธอจะมาข้องแวะกับคนใจร้ายใจดำแบบเขา

“ยังเงียบอีก ที่ถามได้ยินหรือเปล่า มานี่มีธุระอะไร”

หญิงสาวแกล้งทำเป็นเอาหูทวนลม ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้าไปในครัวไม่สนใจอีกฝ่ายจะพูดอย่างไร

“เอ๊ะ! ยัยเด็กนี่ถามก็ไม่ตอบ เธอเป็นใบ้รึไง”

เธอทำให้เขาหงุดหงิดเพราะเรื่องพินัยกรรมมาแล้วครั้งหนึ่งพอยิ่งเห็นท่าทางหยิ่งจองหอง เหมือนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแบบนี้อีกก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นอารมณ์ขุ่นมัวที่มีอยู่ในใจให้ขุ่นข้นขึ้นอีกเท่าตัว

“นี่ครัวฉันใครอนุญาตให้เข้ามา”

แหกปากร้องตะโกนไปก็เท่านั้น เธอเตรียมทำใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะมาที่นี่เรียบร้อยแล้ว เธอรู้ว่าจะต้องเจอเข้ากับอะไร อารมณ์โกรธเกลียดไม่พอใจ เป็นธรรมดาของคนที่ไม่สมหวัง พัดชาคิด

ร่างใหญ่รี่เข้าไปยืนขวางที่ตู้เย็น ดูๆ ไปก็ไม่ต่างจากเด็กที่หวงของเล่นแม้แต่น้อย ทำให้พัดชาอดขำขึ้นมาเสียไม่ได้

“หัวเราะอะไร มีอะไรน่าขำนักรึ”

“ก็...เอาเถอะค่ะ แล้วนี่สรุปว่า คุณใหญ่หิวไหมคะ”

เธอเงยหน้าถามแบบเก็บอาการ ท่าทางอย่างสงบเยือกเย็นแบบนั้นช่างน่าขนลุก มันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงแค่ศัตรูที่แสนโง่เขลาสำหรับเจ้าหล่อน และดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นคู่นั้นก็เช่นกัน เวลาจ้องมองเขา มันดึงดูดเอาพลังสมาธิในตัวเขาไปจนหมดสิ้น

“หิวหรือไม่หิว มันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับเธอ”

“โอเค” เธอพูด เงียบไปสักพัก “ท่าทางแบบนี้สงสัยโมโหหิวมากสินะ อยากกินอะไรคะเดี๋ยวเชฟจัดให้”

“หา...เชฟ เธอนี่นะเชฟ”เขาเบิกตามองเธออย่างดูแคลน

“ถูกต้องแล้วค่ะ หนูนี่แหละเชฟ”

เธอบอกเสียงขึงขัง ก่อนจะผลักเขาออกห่างจากตู้เย็น

“ทางที่ดีคุณใหญ่ควรออกไปนั่งรอข้างนอกดีกว่านะคะ”

“แล้วเชฟคนอื่นไม่มีรึไง”เขาถาม

“มีค่ะ แต่ไม่ว่าง วันนี้ทางรีสอร์ตของเรามีนักท่องเที่ยวมาเยอะกว่าปกติ คุณใหญ่น่าไปออกดูบ้างนะคะ จะได้ทำความรู้จักกับพนักงานทุกคนที่ไร่ไปด้วย ต่อไปเวลาทำงานกับคนอื่นๆ จะได้เรียกใช้งานสะดวกขึ้น”

“ไม่ต้องมาสอนฉัน”เขาตะเบ็งเสียงใส่

“เอ้า ไม่ได้สอนค่ะ แค่บอกให้รู้ไว้”

“เออ! จะอะไรก็ช่างเถอะ ฉันคงไม่จำเป็นต้องให้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแบบเธอมาบอกมาสอนอะไร เก็บเอาความหวังดีของเธอไปสอนคนอื่นเถอะ”

พัดชาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปหยิบแก้วน้ำใกล้ๆ ตัวมาใบหนึ่ง แล้วเปิดตู้เย็น หยิบเอาขวดน้ำขึ้นมาเปิดขวด แล้วรินน้ำใส่แก้ว จากนั้นก็ส่งให้เขา

“อะไร” แดนตะวันนึกสงสัย

“รับไปค่ะ” เธอบอก  “ดื่มน้ำให้มากๆ สมองจะได้ไม่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง พอน้ำในแก้วหมดก็อย่าลืมเติมน้ำใส่บ่อยๆ ด้วยนะคะ มันจะได้...” เธอไม่ได้อธิบายตรงๆ แต่พยายามเปรียบเปรยว่าการเติมน้ำใส่แก้วบ่อยๆ ก็เหมือนกับการเรียนรู้ไม่รู้จบคิดว่า ปัญญาชนที่เติบโตมาจากประเทศพัฒนาแล้วเช่นเขาคงคิดได้

“เธอกำลังหาว่าฉันโง่อยู่รึไง ที่พูดแบบนี้”

“ก็คิดเอาเองสิคะ”

หญิงสาวกล่าวเสียงเรียบหล่อนไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะดื่มมันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงยกน้ำในแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวเสียเอง

อึกๆ

เด็กบ้าอะไรเนี่ย! ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเจอกับเรื่องบ้าบอที่นี่ ถนนชีวิตราบรื่นคงไม่มีที่ไหนอีกแล้วสินะ ดูเหมือนหนทางชีวิตที่ไร่ชาแห่งนี้จะเริ่มขรุขระมากขึ้น เมื่อมาเจอกับหินอุกกาบาตอย่างผู้หญิงตรงหน้า แต่เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก จะบดให้ละเอียดยิบกันไปข้างหนึ่ง ชายหนุ่มคิด

“เอาละ! ออกไปได้แล้วค่ะ หนูจะได้ทำอาหาร”

เธอร้องบอกเหมือนเริ่มหมดความอดทนแล้วเช่นกัน

“นี่เธอ!

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ท่าทางอวดดีของหล่อน มันทำให้เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงแค่ไรฝุ่นเล็กๆ ไร้ค่าที่ปลิวว่อนอยู่ทั่วไปในอากาศรอบกายหล่อนเท่านั้นเอง

“คอยดูไปเถอะว่าใครจะชนะ”

และแล้วแผนร้ายก็เริ่มขึ้นในหัวของแดนตะวัน

“ถามจริง เธอมีแฟนหรือยัง”

พยายามอดทนอดกลั้นมาตลอด พัดชาบอกตัวเองว่าจะไม่ใส่ใจกับคำพูดของอีกฝ่ายแล้วเชียว เขาก็เพียงแค่เสียศูนย์ ใช่เขากำลังสติหลุดที่อยู่ๆ ก็มีคนมาร่วมรับมรดกด้วย ถ้าเพียงเธอไม่แต่งงานออกเรือนไปตอนนี้ มีหรือที่เขาจะทำอะไรเธอได้

“ยังค่ะ...และไม่คิดจะมีด้วย คุณใหญ่มีเรื่องอะไรจะถามอีกไหม ถ้าไม่มีก็เชิญออกไปนั่งรอข้างนอก”

หญิงสาวหันไปจ้องเขาเขม็ง เขาจ้องตอบเช่นกัน พอหล่อนจะเปิดประตูตู้เย็นหยิบเอาของอีก เขาก็รีบใช้มือผลักประตูกลับทันที พร้อมกับใช้ร่างใหญ่คร่อมร่างเล็กไม่ให้ขยับ

“ตอบอีกทีซิ!” เขาแกล้งก้มลงจนชิดใบหน้ารูปไข่กลมมน ลมหายอุ่นๆ เจือกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขาโชยมาสัมผัสจมูก มันกระตุ้นแรงขับในกายเธอจนสั่นไหว

“ตะ ตอบอะไร” เธอเริ่มเสียงสั่น เขารู้สึกเหมือนเป็นผู้ควบคุมขึ้นมาเล็กน้อย อย่างน้อยก็รู้ว่า เสน่ห์ของเขายังทำให้ผู้หญิงเย็นชาคนนี้หวั่นไหวอยู่บ้าง

“ทำไมไม่คิดจะมีแฟน เธอมีปัญหาอะไร หรือเป็นพวกเลส...”เขากระซิบถาม ริมฝีปากคลอเคลียใกล้ใบหู เธอกลืนน้ำลาย ใจเริ่มหวาดหวั่น แววตาที่จ้องมองเธอเหมือนกุมชัยชนะอยู่ในมือ มันช่างน่ารังเกียจจนบอกไม่ถูก

“แล้วอยากรู้ไหมว่าไอ้นี่มันจะตอบคุณใหญ่ว่ายังไง”

พัดชาเอื้อมมือไปคว้าเอากรรไกรที่วางข้างตู้เย็นมาทำท่าตัดฉับๆ ใกล้กับเป้ากางเกงของเขาแดนตะวันโดดผลุงถอยออกมาอย่างเร็ว

“เฮ้ย! จะบ้าเรอะ เป็นเด็กเป็นเล็กทำแบบนี้กับผู้ใหญ่มันสมควรแล้วรึ” เขาตะคอกดัง

“กรรไกรมันไม่รู้หรอกค่ะ” เธอว่า

“แต่คนอย่างหนูรู้ว่าเมื่อถึงคราวภัยมาถึงตัวจะต้องทำยังไง” ใบหน้าจริงจัง พร้อมกับทำท่าขยับกรรไกรอีก แดนตะวันกลืนน้ำลายดังเอื๊อก! ดูท่าว่า เด็กสาวผู้นี้จะไม่ใช่หมูในอวยเสียแล้วกระมัง เขาคิด

“หนูไม่มีเวลามาเล่นกับคุณใหญ่หรอกค่ะไม่ออกไปก็ตามใจนะ หนูจะทำอาหารแล้วจะรีบกลับไปทำงานต่อ”

เธอบอกจากนั้นก็แกล้งเดินเพ่นพ่านค้นหาโน่นนี่นั่นจนวุ่น ทำให้แดนตะวันต้องคอยวิ่งหลบพัลวัน พอทนไม่ไหวชายหนุ่มจึงจำใจต้องยอมแพ้เดินออกจากห้องครัวไปเอง

ไม่นานหลังจากนั้นอาหารฝรั่งหน้าตาแปลกๆ ก็ถูกนำออกมาเสิร์ฟที่โต๊ะอาหาร

“อะไร” เขาถามเสียงขุ่นแบบหาเรื่องไม่เลิก จ้องสบตากับสเต๊กหมูและสลัดผักที่พัดชาได้คิดค้นดัดแปลงสูตรอาหารฝรั่งให้เข้ากับบรรยากาศและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

“ลองดูก่อน” เธอบอก ท่าทางดูมั่นอกมั่นใจในฝีมือจนน่าหมั่นไส้

“เธอวางยาพิษฉันหรือเปล่า”เขาทำหน้าเหมือนไม่ไว้ใจ

“คนคิดแบบนั้นได้ ก็คงมีแต่พวกขี้อิจฉาริษยา”

“อึ้ก!” หล่อนกำลังจะทำให้เขากระอักเลือดรึไงนะ เขาคิด

“โอเค” เขาถอนหายใจ ท้องก็หิวจนแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่ไหว“จะลองชิมให้เอาบุญ”

มันเป็นคราวซวยของเขาเอง แดนตะวันคิด ที่ต้องมาพบกับผู้หญิงหน้าซื่อแต่ซ่อนพิษสงร้ายกาจอย่างหล่อน

“เป็นยังไงบ้างคะ” เมื่อเห็นเขานั่งรับประทานไปประมาณสามสี่คำ โดยไม่พูดไม่จาอะไร พัดชาจึงเอ่ยถามความเห็น

            อาหารที่พัดชาทำมันเกินคาดที่เขาคิดเอาไว้มาก รสชาติของเนื้อสเต๊กที่นุ่มเหมือนจะละลายอยู่ในปาก ตัดกับพริกไทยอ่อนสดๆ ของพื้นเมือง เวลาเคี้ยวได้ยินเสียงแตกดังเป๊าะในปากนับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ตั้งแต่เคยรับประทานอาหารมา และยิ่งได้ทานกับสลัดผักสดๆ ปลอดสารพิษด้วยแล้วชายหนุ่มจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมนักท่องเที่ยวถึงนิยมแห่มาพักที่นี่กันนัก เพราะไม่ใช่เพียงชื่นชมบรรยากาศไร่ชาที่สวยงามเท่านั้น ยังได้ลิ้มลองรสชาติอาหารปลอดสารพิษที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย เหมือนกับที่เขากำลังลิ้มลองอยู่ในเวลานี้

“อืมม...ก็งั้นๆ”คำพูดและท่าทางของเขาราวจะบอกว่า ดีกว่าไม้ดีดปากซึ่งมันขัดกับแววตาที่เปล่งประกายระยิบระยับเหมือนกำลังดื่มด่ำในรสชาติของอาหารรสเลิศจนหยุดไม่ได้

“งั้นก็ค่อยๆ ทานไปนะคะ หนูขอตัวเข้าไปทำเครื่องดื่มในครัวให้ก่อนก็แล้วกัน”

ทันทีที่พัดชาเดินหายกลับเข้าไปในครัว ชายหนุ่มจากที่นั่งวางมาดสุขุมเป็นผู้ดี ค่อยๆ ละเมียดอาหารเข้าปากอย่างช้าๆ ในตอนแรกก็เปลี่ยนมาทานแบบเร่งรีบราวกับคนหิวโซมานานหลายวัน

ไม่ถึงสิบนาทีพอพัดชาเดินกลับออกมาพร้อมกับเค้กชาเขียวและเครื่อมดื่มชาเขียวใส่นมสด หล่อนก็นึกแปลกใจที่ทั้งสเต๊กและสลัดผักได้อันตรธานหายไปหมดเกลี้ยงจาน

“คุณใหญ่ไม่น่าทำแบบนี้เลยนะคะ”

“ห๊ะ! ฉันทำอะไร”ถามด้วยความงุนงง

“ถึงคุณจะไม่ชอบขี้หน้าหนู ก็ไม่น่าจะเทอาหารทิ้งเลย แบบนี้คนทำอาหารก็เสียใจแย่สิคะ”

พัดชาคิดว่า ระหว่างที่เธอเข้าไปในครัวเขาคงเอาอาหารไปเททิ้งหมด เพราะรังเกียจเธอจนกินไม่ลง

“ห๊ะ!” แดนตะวันพูดอะไรไม่ออก ถ้าจะบอกว่าเขากินจนหมดก็กลัวจะเสียหน้าใครจะยอมรับในฝีมือศัตรูคู่อริง่ายๆ กันเล่า“ก็สเต๊กของเธอมันหน้าตาแปลกๆ ใครจะไปกินลง”

“อ๋อ! เหรอคะ หนูจะบอกอะไรให้นะ สเต๊กนั่นน่ะมันมีชื่อเรียกว่าสเต๊กใจด้านชาค่ะ ทำมาเพื่อคุณใหญ่โดยเฉพาะ และนี่ก็เค้กใจยักษ์กับชาเขียวเลือดเย็นสำหรับคุณอีกเหมือนกัน หมดธุระแล้วหนูขอตัวค่ะ” เธอท่าทางเหมือนจะโกรธเขาหัวฟัดหัวเหวี่ยง พอวางจานเค้กและเครื่องดื่มไว้บนโต๊ะเสร็จก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกประตูไปทันที

“โฮะ! เป็นอะไรของเธอ คนที่นี่มันยังไงกันวะ”

รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกทำอะไรก็ดูเหมือนจะมีแต่อุปสรรคเข้ามาขัดขวาง อุปสรรคใหญ่เสียด้วยสิ

“ยัยเด็กบ้า!”แดนตะวันสบถเสียงดัง ด้วยความหงุดหงิดจึงยกเครื่องดื่มชาเขียวผสมนมเย็นขึ้นดื่มดับอารมณ์ร้อนรวดเดียว รสชาติหอมละมุนจากชาเขียวสดใหม่และนมสดได้เติมเต็มความสดชื่นให้ร่างกายเขาได้อย่างแปลกประหลาด

“เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย”

และเรื่องมันก็เลยเริ่มจากตรงนั้น พอรับประทานอาหารจากฝีมือใครก็ไม่ถูกปากเหมือนกับอาหารที่พัดชาทำแดนตะวันจึงคอยหาเรื่องเจาะจงอยากรับประทานอาหารฝรั่งทุกครั้งไป ด้วยแอบรู้มาว่า ในไร่มีแค่เชฟสองคนที่ทำอาหารฝรั่งเป็น และเชฟเคนต้องคอยรับออร์เดอร์จากลูกค้าที่รีสอร์ตจนไม่มีเวลาว่างเลย

“แบบนี้หนูว่าพวกเราน่าจะประกาศจ้างเชฟทำอาหารฝรั่งจากข้างนอกมาเพิ่มสักสามสี่คนดีไหมคะ”

พัดชาออกความเห็นในที่ประชุม เมื่อเห็นว่านักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาพักมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหล่าพ่อครัวแม่ครัวต้องทำงานหนักขึ้นเป็นอีกเท่าตัว โดยเฉพาะเชฟเคนนั้นถึงกับทำท่าว่าจะไปไม่รอด

“ก็ดีเหมือนกันครับคุณใบชา ยิ่งใกล้ปีใหม่แบบนี้ชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวกันเยอะ ผมคนเดียวคงทำอาหารฝรั่งไม่ไหวหรอกครับ”เชฟหนุ่มวัยสามสิบคนดัง คเชนทร์หรือที่ทุกคนในไร่เรียกเขาติดปากว่า เชฟเคนเอ่ยแสดงความเห็น

พัดชาจึงหันไปมองทางพ่อเลี้ยงคนใหม่ที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ที่หัวโต๊ะเป็นประธานในที่ประชุมเพื่อขอความเห็นบ้าง

“พ่อเลี้ยงคะตกลงว่า พวกเราจะลงประกาศรับสมัครเชฟเพิ่มกันนะคะ คนหนึ่งจะได้ให้มาช่วยดูแลเรื่องอาหารฝรั่งให้คุณที่บ้านหลังใหญ่โดยตรง เพราะใบชาเองก็ต้องไปบริหารงานส่วนอื่นๆ และต้องคอยฝึกงานให้เด็กๆ เป็นไกด์นำเที่ยวโครงการด้วยค่ะคงไม่มีเวลามาคอยทำอาหารให้คุณทานทุกวัน”

หญิงสาวกล่าว ที่จริงเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะกับเขาเสียมากกว่า ตั้งแต่พินัยกรรมมีการเปลี่ยนแปลง แดนตะวันก็มักคอยหาเรื่องยั่วยุให้เธอโมโหทุกทีและดูเหมือนจะพยายามเร่งรัดให้เธอมีแฟนเพื่อจะได้แต่งงานออกเรือนไปเร็วๆ

ทุกคนในที่ประชุมต่างก็รอฟังความเห็นจากพ่อเลี้ยงคนใหม่ ไม่มีใครล่วงรู้ว่า เขาพยายามมากแค่ไหนที่จะไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจ เมื่อพัดชาพูดเหมือนตัดเยื่อขาดใยไม่ยอมทำอาหารให้เขาอีก

และรู้ดีทีเดียวว่าพัดชาต้องการหลีกเลี่ยงห่างจากเขา แต่รสมือของหล่อนก็ทำให้เขาลืมไม่ลงจริงๆถ้าไม่ได้กินก็เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง บางคืนถึงกับนอนไม่หลับ เคยคิดว่า หล่อนคงใส่สารเสพติดอะไรบางอย่างลงไปแน่ๆ แต่พอเห็นลูกค้าหลายคนที่มาพักรีสอร์ตพูดถึงเมนูอาหารที่หล่อนทำผ่านเว็บไซต์ของไร่ไม่ขาดปาก จึงรู้ว่า ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่หลงใหลอาหารหน้าตาแปลกๆ ของหล่อน

“ก็เอาสิถ้าคุณพัดชาและทุกคนเห็นว่าเหมาะสมก็ดำเนินการตามนั้นได้เลย”

มาแปลกวันนี้ พัดชาคิด นอกจากไม่โวยวาย แดนตะวันยังเรียกชื่อจริงเธอได้อย่างสุภาพต่างจากทุกวัน มันคงดีถ้าเขาไม่พยายามหาเรื่องเธอ และเธอก็คงเต็มใจทำอาหารให้เขารับประทานมากกว่านี้

ไม่ใช่แค่พัดชาเท่านั้นที่นึกแปลกใจ แม้แต่ลุงเดช เชฟเคน และผู้จัดการแผนกต่างๆ อีกห้ารายที่เข้าร่วมประชุมด้วยก็พลอยพากันตกใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปของพ่อเลี้ยงคนใหม่

“พัดชาอยู่ก่อนนะ ฉันมีเรื่องจะปรึกษาด้วย ส่วนคนอื่นๆ ไปได้ และขอบคุณทุกคนที่มาเข้าร่วมประชุมวันนี้...Have a good one!ครับ”

หลังเลิกประชุม พ่อเลี้ยงคนใหม่ก็ทำเอาทุกคนเงิบจนอ้าปากค้างอีกรอบ ด้วยคำพูดอันแสนไพเราะที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

พัดชาได้แต่จ้องเขาตาปริบๆ รู้สึกระแวงขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อต้องอยู่กับเขาเพียงลำพังในห้องประชุมสองต่อสอง

“เอ่อ คึ คือหนูว่าพวกเราออกไปคุยกันข้างนอกดีไหมคะคุณใหญ่ ในนี้มืดๆ อึดอัดยังไงก็ไม่รู้ค่ะ”

หญิงสาวกล่าวตะกุกตะกัก หันไปหยิบเอาแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ พร้อมเตรียมตัวเผ่น แต่กลับถูกอีกฝ่ายเอื้อมมือมาฉุดแขนไว้หมับ

“ขอคุยแค่แป๊บเดียว”

พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะปล่อยมือ

“เอ่อ...มีอะไรเหรอคะ”

“เธอกลัวอะไร หรือเพราะฉันหน้าตาดีเกินไปหรือเปล่า”

“หา!” พัดชาอ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย

“ผีเข้าสิงหรือเปล่าวะ”

พัดชาคิด อยากจะหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออก

“หนูกำลังทำงานค้างอยู่จะต้องรีบไปทำให้เสร็จ พวกเราเดินไปคุยไปไม่ได้หรือคะ”

“แก้ตัวละไม่ว่า ช่วงนี้หลบหน้าหลบตากันจังนะ หรือจะจริงอย่างที่ฉันคิด”

ที่หลบเพราะหลีกเลี่ยงการปะทะและกลัวเขาเรียกทำอาหารต่างหาก หญิงสาวคิดในใจ

“คิดเรื่องอะไรคะ อย่ามาพูดมั่วนะคะคุณใหญ่”

“ก็เธอชอบหลบหน้าฉันตลอด ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยพออยู่ใกล้ฉันก็คิดอยู่เรื่องเดียวน่ะแหละ...

“หา...คิ คิด ระ เรื่องอะไร คุณใหญ่พูดไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

เสียงพัดชาเริ่มตะกุกตะกัก พ่อเลี้ยงหนุ่มสาวเท้าเดินเข้ามาประชิด ก้มลงจนเกือบชิดใบหน้าเนียนสวยของหล่อน แล้วกระซิบถามเบาๆ

“ชอบฉันแล้วล่ะสิ”

ทันใดนั้นร่างระหงก็ถูกฝ่ามือใหญ่รวบเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด โดยที่พัดชาเองก็ไม่ได้คาดฝันมาก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้

“ว้าย! คุณใหญ่คะอย่ามาทำรุ่มร่ามแบบนี้กับหนูนะ หนูชอบคุณตอนไหนไม่ทราบคะ”

“ก็ตั้งแต่ประกาศพินัยกรรมฉบับใหม่ เธอทำดีกับฉันตลอดบุกมาที่บ้าน มาทำอาหารให้กิน แฟนก็ไม่ยอมมีซักที จะให้ฉันคิดยังไง ตอนประชุมก็คอยหันมองสบตาฉันบ่อยๆ แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าชอบจะเรียกว่าอะไร”

“หา! ดะ เดี๋ยวนะคะ เรื่องนั้นหนูอธิบายได้ มันไม่ได้เป็นแบบที่คุณคิดเลยนะ”

“แล้วเป็นแบบไหนมิทราบ”

เขาถาม ใช้สายตาเล้าโลมเธออย่างโจ่งแจ้ง จะหลอกล่ออะไรอีกนะ พัดชาเริ่มใจสั่น

“ที่หนูไปทำอาหารให้คุณที่บ้าน เพราะไม่มีใครทำอาหารฝรั่งเป็นต่างหาก และตอนประชุมที่มองคุณก็เพราะหนูต้องหันหน้าเข้าหาประธานในที่ประชุมอยู่แล้ว จะให้หนูก้มหน้าไม่มองสบตาใครเลยรึไง”

“แล้วเรื่องแฟนล่ะ”

สุดท้ายก็วกเข้ามาสู่ประเด็นที่เขาต้องการจะพูดอีกจนได้

“แล้วมันเรื่องอะไรของคุณใหญ่คะ หนูจะมีแฟนหรือไม่มีแฟนก็เป็นเรื่องส่วนตัวของหนู ไม่เกี่ยวกับคุณใหญ่สักหน่อย”

“เกี่ยวแบบเต็มๆ ฟังนะ ฉันต้องปฏิบัติตามพินัยกรรมของคุณปู่ ตราบใดที่เธอยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝาก็ย่อมเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องใส่ใจดูแล”

“แต่หนูไม่ใช่เด็กเล็กแล้วนะคะ หนูดูแลตัวเองได้ ตัดสินใจทุกเรื่องได้ พินัยกรรมก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดถึงขนาดให้คุณใหญ่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวไปเสียทุกเรื่องนี่คะ”

“จะไม่ให้ฉันไม่ห่วงได้อย่างไร ในเมื่อเธอเหมือนน้องสาวของฉัน...ไม่ได้ๆ แบบนี้...อืมม...ฉันคิดว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว”

จิ้งจอกเจ้าเล่ห์กระชับร่างเล็กเข้าหาอ้อมกอดแน่นขึ้น แกล้งใช้ต้นขาแข็งแรงเสียดสีเข้ากับต้นขาอ่อนของหญิงสาวฝ่ามือใหญ่โอบกระชับที่สะโพกกลมกลึง พร้อมกับคลึงไปมาอย่างเบามือพัดชาเริ่มหายใจติดขัดทั้งกลิ่นกาย สัมผัส เขามันยิ่งกว่านางยั่วในซ่องโสเภณีเสียอีก เธอเริ่มคิดหาหนทางหนีทีไล่ แต่อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อไล่ต้อนเธอไปจนสุดมุม

“เคยคิดอยากมีแฟนกับเขาไหม มันเหงานะอยู่ที่กระท่อมกลางป่าคนเดียว ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวใจบ้างรึ”

เขาก้มลงกระซิบถามใกล้ริมฝีปากอวบอิ่มของหล่อน

เป็นครั้งแรกที่เจอกับสถานการณ์แบบนี้ ก่อนหน้านั้นถึงจะเจอหนุ่มๆ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมารุมจีบเยอะ แต่ก็เพียงแค่จีบด้วยคำพูด  พอเธอไม่เล่นด้วยพวกเขาก็ไม่มีใครกล้าสานต่อ และไม่มีใครกล้าทำรุ่มร่ามเข้าถึงเนื้อถึงตัวเธอแบบนี้จึงเป็นธรรมดาที่หัวใจหญิงสาวบริสุทธิ์ที่ไม่เคยมีแฟนมาก่อนจะเต้นรัวแรงจนไม่รู้จะหยุดมันยังไง

“ถะ ถอยออกไปก่อนค่ะ”

เธอบอกเขาเสียงสั่น แม้แต่เงยหน้ามองสบตาเขาก็ยังไม่กล้า ใจร้ายที่สุด มันไม่ยุติธรรมเลย พัดชาคิด เขาคงรู้ว่าเธอไม่เคยผ่านผู้ชายมาก่อน แม้แต่จูบแรกก็ไม่เคยรู้จักถึงได้แกล้งเธอเล่นแบบนี้

“เธอสั่น...ทำไม”รอยยิ้มขันนั้นช่างน่ารังเกียจเขากำลังจงใจใช้ความมีเสน่ห์ของตัวเองหลอกล่อเธอคงคิดกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนต้านทานเสน่ห์ของตัวเองได้ ก็แน่ละ เขาเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อม ทั้งหล่อเหลา มาดเข้ม รูปร่างสูงใหญ่ มีดีกรีดอกเตอร์จากอมริกา และที่สำคัญเขาคือ หลานชายคนโปรดของคุณปู่สิงห์ทองที่หล่อนเคารพรักมากอีกด้วย

เคยได้ยินเรื่องราวของเขาบ่อยๆ จากปากของคุณปู่สิงห์ทองตั้งแต่เล็กจนโตว่าเขาเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อย อบอุ่นอ่อนโยน แถมจิตใจกว้างขวาง จนเรื่องเล่าของผู้ชายคนหนึ่งกลายมาเป็นนิทานและเป็นผู้ชายในอุดมคติของเธอ แต่พอได้พบกันจริงๆ แดนตะวันกลับตรงข้ามกับภาพที่เธอเคยวาดฝันและได้ยิน นอกจากหยิ่ง ชอบโวยวาย และตอนนี้ดูเหมือนว่าเขายังเป็นจอมมารยา เจ้าเล่ห์สุดร้ายกาจ

“ปล่อยหนูก่อนค่ะคุณใหญ่”

เธอผลักอกเขาออกห่าง กลัวเหลือเกินว่า เขาจะได้ยินเสียงหัวใจเธอเต้น มันเต้นแรงจนควบคุมไว้ไม่ได้ ร่างเล็กแทบทรงตัวไม่อยู่ เหมือนมันจะหลอมละลายหายไปในอ้อมกอดอันหอมกรุ่นของเขา แต่เธอจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด

“ไหนๆ พวกเราสองคนก็ลงเรือรำเดียวกันแล้ว ต่อไปก็มาทำงานอย่างใกล้ชิดแบบพี่น้องกันเถอะนะ”

เขากล่าว จู่ๆ ก็ใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียเอง เมื่อหญิงสาวซบใบหน้าเข้าหาแผ่นอกกว้าง หล่อนเริ่มอ่อนแรง แต่ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าหล่อนจวนเจียนจะละลายอยู่รอมร่อ

“จะยังไงก็ได้ค่ะ ตามใจคุณใหญ่”

เธอกล่าวเสียงเบา ท่าทางเหมือนคนโดนมนต์สะกด

“เธอไม่ขัดข้องใช่ไหม ถ้าฉันจะเป็นเหมือนพี่ชายของเธอถ้าเธอไม่มีปัญหา ต่อไปเธอก็เรียกฉันว่า พี่ใหญ่ก็แล้วกัน ห้ามเรียกคุณใหญ่ คุณปู่เอ็นดูเธอเหมือนหลานแท้ๆ ถ้าพี่ไม่ทำตามก็ถือว่าขัดต่อพินัยกรรม ตอนนี้พี่ยอมรับทุกเงื่อนไข พี่จะปฏิบัติต่อเธอเหมือนกับพี่ชายปฏิบัติต่อน้องสาวคนหนึ่ง หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง มีเรื่องอะไรที่พี่พอจะทำเพื่อน้องได้พี่ก็เต็มใจทำทุกอย่าง”พัดชานิ่งอึ้ง ท่าทางลังเล เหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เรื่องไหนเขาพูดจริง หรือเพียงแค่แกล้งพูดเพื่อหวังผลบางอย่างจากเธอ

พัดชาค่อยๆ ผงกศีรษะที่ซบบนอกเขาขึ้น เธอเพิ่งรู้ว่า แรงเสน่ห์ของเขาถึงกับซัดเธอหมอบอย่างไม่เป็นท่า

“อ่า...เอ่อ...”แค่อ้าปาก อีกฝ่ายก็สอยเธอร่วงตกเวทีเสียแล้ว

“มวยคนละชั้นกัน”

แววตาคมปลาบที่จ้องมองเธอราวจะบอกแบบนั้น

“ต่อไปถ้าหากน้องจะคบหากับผู้ชายคนไหน พี่จะสนับสนุนเต็มที่ ขอเพียงน้องรักเขาก็พอ...เออ! ว่าแต่ว่าน้องชอบผู้ชายสไตล์ไหนล่ะ พี่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องผู้ชายในสเปคของน้องเลย บอกหน่อย”ถามไปกอดไปด้วย แถมทำท่าจะงับปากเธอตลอดเวลา แล้วจะให้น้องร่วมโลกคนนี้ตอบยังไง

“เอ่อ...ก่อนอื่นคุณใหญ่ปล่อยหนูก่อนสิคะ พวกเรานั่งคุยกันธรรมดาไม่ได้เหรอคะ ทำไมต้องกอดไปคุยไปด้วย มันแปลกๆ ยังไงไม่รู้ค่ะ”

พัดชาพยายามดึงเกมกลับ ขณะที่แข้งขาก็เริ่มออกอาการสั่นพั่บๆ แทบทรงตัวไม่อยู่ พอเขาทำท่าจะปล่อยมือ เข่าหล่อนก็อ่อนยวบเกือบทรุดลงไปนั่งกับพื้น จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ก็ฉวยโอกาสนั้นพยุงหล่อนเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนต่อทันที

“อ๊ะ! น้องเป็นอะไรหรือเปล่า ดูเหมือนคนไม่มีแรงเอาเสียเลย ได้กินอะไรรองท้องบ้างหรือเปล่าตั้งแต่เช้า”

อยากบอกว่า เป็นเพราะเขานั่นแหละที่แกล้งยั่วให้คลื่นอารมณ์หล่อนเตลิดจนเกือบจะเป็นลมแบบนี้

“หนูไม่เป็นไรค่ะ”

“จะไม่เป็นไรได้ยังไง” เขาบอก แล้วพูดต่อ

“แบบนี้น้องต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่กับพี่เหมือนที่เคยอยู่ดูแลคุณปู่สมัยก่อนแล้วนะ”

“อ่า...ยะ ย้ายทำไมคะ ตอนนี้หนูอยู่ที่บ้านชมดาวที่คุณปู่สร้างให้ก็ดีอยู่แล้วค่ะ”

“ไม่ได้ๆ อันตรายเกินไปสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว ที่นี่มีคนงานผู้ชายเยอะแยะ ท่าทางหื่นๆ ทั้งนั้น”

พัดชาแค่นหัวเราะ คิดในใจ อยู่ใกล้เขาอันตรายมากกว่าเสียอีก

“อีกอย่างพี่สังเกตเห็นเมื่อครู่ ร่างกายของน้องก็ดูเหมือนจะไม่แข็งแรงเท่าไหร่ถ้าอยู่คนเดียวเกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมา ใครจะช่วยได้ทัน คุณปู่ไม่รู้คิดยังไงถึงได้ไปสร้างบ้านให้น้องอยู่เสียไกลจากบ้านใหญ่”

“นั่นมันเป็นความคิดของหนูเองแหละค่ะ ไม่เกี่ยวกับปู่ อีกอย่างก็เดินเท้าถึงกันได้เพียงแค่สองร้อยเมตรเอง หนูอยากอยู่ในบ้านหลังเล็กมากกว่า เพราะอยู่ใกล้ลำธาร ตอนกลางคืนได้นอนชมดาวและหิ่งห้อยไปพร้อมกัน หนูจึงชอบบ้านหลังนั้นมากกว่า ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงของคุณใหญ่นะคะ หนูดูแลตัวเองได้ อีกอย่างคนงานที่นี่ก็น่ารัก รู้จักกันดีทุกคน เรื่องความปลอดภัยจึงหายห่วง”

“อืม...” หมดคำพูดไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีก คราวนี้ทำเอาคนฟังแทบหงายเงิบ เพราะคาดคิดไม่ถึงในแผนเหนือชั้นของเขา

“ถ้าเธอไม่ย้ายมาอยู่บ้านใหญ่ ในฐานะพี่ชายและผู้ดูแลเธอตามพินัยกรรมของคุณปู่ พี่เห็นทีจะต้องย้ายตัวเองไปอารักขาเธอที่บ้านชมดาวเสียแล้ว”

ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *