ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ไฟรัก ปรารถนานิรันดร์


บทที่ 1/2  ฉันตายในวัยเบญจเพส 


ไม่นานหลังจากนั้น ฉันก็ได้พบกับ ท่าน ผู้เป็นเจ้าของบาร์เกิร์ลที่ว่า

เขาชื่อฟีนิกซ์ ซัน อายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป เป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ราว 190 เซนติเมตร มองดูน่าเกรงขาม มาดนิ่งขรึมตลอดเวลา ใบหน้าคมคร้าม คิ้วเข้ม ทรงผมตัดแต่งอย่างทันสมัย ย้อมด้วยสีแดงประกายม่วง มองดูเปล่งประกายในยามต้องแสงไฟ และนัยน์ตาคมกริบสีน้ำตาลคู่นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันเหมือนมีเวทมนตร์ ราวกับดวงตาวิหคเพลิงซึ่งกำลังจ้องมองทะลุเข้าไปในหัวใจและความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ และเวลานี้เขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเพียงเหยื่อตัวเล็กๆ ที่กำลังถูกเขมือบกลืนเข้าไปอยู่ในท้องของเขา



ชื่ออะไร เสียงเข้มถามดังมาจากเก้าอี้ตัวใหญ่

ฟะฟ้า สีทอง

ฉันบอกนามแฝงเสียงตะกุกตะกัก พยายามบังคับตัวเองไม่ให้สั่น แต่เวลานั้นเหมือนเหงื่อในมือและหน้าผากจะเริ่มไหลซึมออกมามากกว่าปกติ

ชื่อจริงล่ะ เขาถามอีก พลางลุกขึ้นเดินเยื้องย่างเข้ามาใกล้ ใช้สายตาคมกริบไล่สำรวจเรือนร่างบอบบางของฉัน ราวกำลังค้นดูทุกซอกทุกมุม

ขอไม่ตอบได้ไหมคะ

ฉันกล่าวอย่างระมัดระวัง เกรงว่าเขาจะไม่พอใจก็ปานนั้น ขณะที่ใจเริ่มสั่นแรง เมื่อเขาโน้มใบหน้าคมคร้ามราวกับเทพบุตรเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดแก้มฉันจนร้อนผ่าว นึกถึงคำพูดของผู้หญิงในห้องกระจกบอกว่า ถ้าเขาชอบน้อยก็จ่ายหลักหมื่น วินาทีนี้หลักแสนและหลักล้านคงปิ๋วไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นชายผู้นั้นชักสีหน้าราวจะบอกว่า ไม่ค่อยชอบใจนัก

เป็นสิทธิ์ของเจ้า

คะ ฉันคงหูฝาดไปเองที่ได้ยินเขาเรียกฉันว่า เจ้า

แล้วต้องการเงินเท่าไหร่

คำถามนั้นตรงจนฉันคิดหาคำตอบไม่ทัน

มากจนถึงมากที่สุดค่ะ

ฉันไม่รู้ว่าเขาจะจ่ายให้ได้มากที่สุดเท่าไหร่ แต่ฉันก็ต้องการเงินมากจริงๆ เวลานี้ เขาจ้องมองฉันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังตรวจสอบสินค้าอย่างไรอย่างนั้น

มันคงง่ายขึ้นถ้าฉันเป็นเพียงหุ่นไม่รู้สึกรู้สา แต่ทว่าฉันเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อและมโนสำนึก แม้จะเหลือเพียงน้อยนิดแต่ก็เรียกว่า มันยังมีอยู่ เป็นเหมือนเส้นด้ายเล็กๆ สีเทาแขวนอยู่บนกิ่งไม้มโนธรรมอันเปราะบาง พร้อมจะปลิดปลิวไปตามกระแสลมแห่งยุคสมัย สมัยแห่งความสับสนวุ่นวายและการดิ้นรนค้นหาทางรอดชีวิต

โสดและบริสุทธิ์ยังงั้นรึ

สำหรับคนมีอันจะกิน เงินก็เหมือนเครื่องต่อรอง มีไว้สำหรับเล่นเกมบนความสิ้นหวังของคนอื่น ส่วนคนจนก็ไม่ต่างจากหมาจนตรอกวิ่งลิ้นห้อยเพื่อค้นหาน้ำสักหยดมาประทังชีวิตไปวันต่อวัน แต่ใครจะสน...

ฝนแห่งโอกาสไม่ได้ตกบ่อยนัก แต่เมื่อมันมาก็ต้องตักตวงเอาไว้ทุกวิถีทางที่ทำได้

ค่ะ

อืมข้าขอพิสูจน์ได้หรือไม่

คะ

ก็แค่อยากรู้ว่าพูดจริงหรือเปล่า กลิ่นของเจ้าไม่เหมือนคนอื่นๆ เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้อีก ใบหน้าเกือบชิดใบหน้าฉัน

โอ้! คุณพระคุณเจ้า

หัวใจฉันแทบหยุดเต้น แข้งขาสั่นระริก เมื่อเขาเริ่มใช้จมูกทำท่าสูดดมไปตามซอกคอไล่ขึ้นมาที่พวงแก้มเหมือนกำลังตรวจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ดังที่บอก

ราวกับถูกมนต์สะกด ตัวฉันแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้ ผู้ชายคนนี้ช่างเป็นคนแปลกพิลึก ฉันคิด แต่ไม่มีเวลาสงสัยอะไรไปมากกว่านั้น เมื่อเขาลูบไล้ฝ่ามือใหญ่สะเปะสะปะไปตามเรือนร่างราวกับร่ายมนต์คาถา วินาทีต่อมาฉันต้องสะดุ้งโหยง ดวงตาเบิกโพลง เมื่อรู้สึกถึงดอกไม้ในเรือนร่างกำลังถูกบุกรุก

อา…!”  ฝันอยู่หรือเปล่านะ...ร่างกายของฉันกำลังผลิบาน เหมือนจะละลายไปกับสัมผัสอันแปลกแปร่ง ราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟแห่งสวรรค์ ขณะหนึ่งใจฉันพลันสั่นสะท้าน ประเดี๋ยวก็เหมือนลอยเคว้งอยู่กลางเวหา  ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไรกันแน่นะ ทั้งๆ ที่ได้เตรียมทำใจ และเตรียมตัวมาหลายวัน คิดว่าจะไม่เคลิบเคลิ้มตามสัมผัสของผู้ชายคนไหนง่ายๆ แต่เพียงแค่ถูกผู้ชายคนแรกลูบไล้ก็แทบละลายได้ถึงเพียงนี้

เจ้าบริสุทธิ์

เขากล่าวราวกับล่วงรู้ทะลุปรุโปร่ง รู้ได้ยังไงก็สุดจะหยั่งรู้ หรือเพราะความช่ำชองของผู้ชายที่อยู่ในวงการนักล่า เหมือนที่ผู้หญิงคนนั้นบอกก็ไม่แน่ใจ

คืนนี้อยู่ปรนเปรอข้า แล้วเจ้าจะได้เงินตามที่ต้องการ

เพราะเงินปีศาจตัวเดียว จึงทำให้ฉันต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรี ขายจิตวิญญาณให้ซาตาน และคืนนั้นฉันถือว่า ตัวเองได้ตายไปจากโลกใบนี้เรียบร้อยแล้วในวัยเบญจเพส

ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *