ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อุ่นไอรักอ้อมกอดใบชา

 

5

พี่ชายจอมมารยา

 วันงานโอทอปเดินทางมาถึงอาทิตย์ต่อมาพัดชาได้คัดเลือกคนงานชายฉกรรจ์สามสี่ราย และพนักงานหญิงสองคนไปช่วยจัดร้านที่ศาลากลางจังหวัด

พอทราบถึงหูแดนตะวัน ชายหนุ่มก็รีบขับรถบึ่งตามไปที่งานโอทอปทันทีเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รู้เพียงว่า ไม่อยากให้พัดชารอดพ้นไปจากสายตาก็เท่านั้นเอง

            “แล้วนี่คุณใหญ่จะตามมาทำไมคะ วันนี้พวกเราแค่มาจัดร้าน พรุ่งนี้ถึงจะเริ่มงานจริงๆ งานก็ยังไม่ค่อยมีอะไรน่าดูหรอกค่ะ”พัดชาถึงกับงงหนัก ตั้งแต่แดนตะวันยัดเยียดฐานะให้เธอเป็นน้องสาว เขาก็คอยมาจุ้นจ้านเรื่องของเธอแทบจะทุกเรื่อง

“พี่ก็แค่อยากมาเห็นตอนเขาจัดงานเป็นยังไงบ้าง ได้ยินแต่คนเขาพูดกันในอินเทอร์เน็ตว่าโอทอปเมืองไทยสร้างสรรค์อย่างโน้นอย่างนี้ เผื่อจะได้ไอเดียกลับไปพัฒนาธุรกิจไร่ชาของเราบ้าง”พูดซะสวยหรู แต่ความจริงก็เป็นเพียงข้อแก้ตัวไม่ได้สนใจงานโอทอปจริงจังเลยสักนิด



“อ้อ! อย่างงั้นเหรอคะ งั้นก็เชิญคุณใหญ่เดินสำรวจให้ทั่วเต็มที่เลยนะคะ ส่วนพวกเราจะช่วยกันจัดร้านก่อนละ ต้องเร่งมือทำให้เสร็จวันนี้ พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องยุ่ง”

พัดชากล่าว ก่อนจะหันไปร้องบอกคนงานให้ช่วยกันนำเอาอุปกรณ์ต่างๆ และแผ่นพับที่ทำจัดเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่หลายวันที่ไร่ออกมาช่วยกันจัดคนละไม้คนละมือ

ส่วนแดนตะวันก็เดินสำรวจไปรอบๆ เวลานั้นสังเกตเห็นกลุ่มชาวบ้านจากอำเภอต่างๆ ได้เดินทางมาจัดเตรียมร้านกันอย่างคึกคัก บางร้านก็แทบไม่ต้องทำอะไรมาก แค่นำเอาโต๊ะสองสามตัวออกมาจัดเรียงต่อกันนำสินค้ามาวางโชว์แล้วขึ้นป้ายกลุ่มก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

“ง่ายไปไหม” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะนับร้านด้วยสายตา ซึ่งมีอยู่ไม่ถึงสามสิบร้าน ทำให้เขาคิดถึงธุรกิจที่อเมริกาที่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่ง แต่ที่นี่แทบจะไม่รู้สึกถึงความกระตือรือร้นของชาวบ้านที่จะแข่งขันเลยสักนิด

“สวัสดีครับพ่อเลี้ยง ไม่คิดว่าพ่อเลี้ยงก็มาด้วยวันนี้”

ผู้เอ่ยทักคือ เอกรัฐ วันนี้ปลัดหนุ่มมองดูสง่างามเป็นพิเศษ ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ราว 185 เซนติเมตรไล่เลี่ยกับแดนตะวัน บวกกับเป็นคนหน้าตาดี รวมทั้งการแต่งกายด้วยชุดข้าราชการไทยเต็มยศ ทำให้เขามองดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แม้แต่แดนตะวันเองก็ยังแอบชื่นชมอยู่นิดๆ

“อ้าว! คุณปลัดนี่เอง วันนี้ผมตามมาดูเด็กๆ จัดร้าน และอยากมาดูงานโอทอปเมืองไทยด้วยน่ะ”

แดนตะวันกล่าว ขณะที่สังเกตเห็นสายตาอีกฝ่ายมองอย่างละห้อยไปยังพัดชาซึ่งกำลังสาละวนอยู่กับการจัดตกแต่งร้านอย่างขะมักเขม้น

“อะแฮ่มๆ” เสียงกระแอมของแดนตะวันปลุกปลัดหนุ่มตื่นจากภวังค์

“คุณปลัดกับใบชารู้จักกันตั้งแต่เด็กหรือครับ เห็นลุงเดชเล่าให้ฟัง”แดนตะวันถาม

“ครับ เธอเป็นเหมือนเพื่อนผู้หญิงคนแรกที่ผมสนิทด้วย และก็เป็นเหมือนน้องสาว เพราะผมเป็นลูกชายคนเดียวไม่มีน้องชาย น้องสาว ตอนเด็กคุณพ่อพาผมไปที่ไร่ชาบ่อยๆ ทำให้พวกเราสองคนสนิทกันตั้งแต่นั้น”

ขณะเล่าดวงตาของปลัดหนุ่มก็เปล่งประกายระยิบระยับเสียจนน่าหมั่นไส้ในความรู้สึกของแดนตะวัน

“แอบรักข้างเดียวล่ะสิ”

ความในใจของพ่อเลี้ยงหนุ่มเผลอหลุดจากปากโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ห๊ะ! อะไรนะครับ” โชคดีปลัดหนุ่มไม่ทันได้ตั้งใจฟัง

“อ้อ! ปละ เปล่าครับ ผมคิดว่าป้ายที่ใบชาแขวนตรงหน้าร้านมันเอียงๆ เทมาข้างเดียวยังไงก็ไม่รู้สิ เดี๋ยวจะต้องไปช่วยดูสักหน่อยแล้ว ไปด้วยกันไหมครับคุณปลัด”

ความเจ้ามารยาของแดนตะวันดูเหมือนจะมากขึ้นเรื่อยๆ เขาแกล้งทำเป็นใจดีกับพัดชาสารพัด พอเธอเหนื่อยก็หาน้ำมาให้ดื่ม เหงื่อออกที่ใบหน้าก็อาสาเช็ดให้ท่ามกลางความสงสัยระคนแปลกใจของทุกคน

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเช็ดเองได้”

“ไม่ได้ๆ มือเธอเปื้อน เดี๋ยวพี่เช็ดให้ อย่าลืมนะพวกเราลงเรือลำเดียวกันอยู่” เรือลำเดียวที่ว่า เขาเคยพูดไปก่อนหน้านั้นตอนขอเป็นพี่ชายจะคอยดูแลเธอเหมือนที่คุณปู่สิงห์ทองเคยปฏิบัติ แต่เรือลำนี้ทำให้พัดชาอดหวาดระแวงขึ้นมาไม่ได้สักที กลัวว่ามันจะล่มกลางน้ำเสียก่อนถึงฝั่ง

เมื่อเสร็จจากตกแต่งร้านตอนบ่ายสองพัดชาก็พาทุกคนไปนั่งทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านแห่งหนึ่งใกล้ๆ ศาลากลาง แดนตะวันก็อาสาเป็นคนเลี้ยงตัดหน้าเอกรัฐที่รอคอยจะเป็นเจ้ามืออยู่ก่อนแล้ว

“เต็มที่เลยครับวันนี้ ผมเป็นคนเลี้ยงเอง”

“พ่อเลี้ยงใจดีจังเลยเจ้า”

นวลจันทร์พนักงานสาววัย 25 ปี หนึ่งในพนักงานประชาสัมพันธ์ที่รีสอร์ตเอ่ยชมเพื่อนพนักงานรวมทั้งพัดชาหันมองหล่อนเป็นสายตาเดียว นวลจันทร์ได้แต่ทำหน้าเด๋อด๋าเหมือนยังไม่รู้กิตติศัพท์ของพ่อเลี้ยงคนใหม่

“เธอชื่ออะไร” เขาถาม

“นวลจันทร์เจ้า” เธอตอบเสียงหวาน

“เอาไปเลยสิบชามฉันเลี้ยง”

“หา...สิบชามเลยเหรอเจ้า”

“ก็เธอบอกว่าฉันใจดี สิบชามนี่ต้องกินให้หมดนะไหนมีใครอยากได้อีกมั่ง”

ทุกคนเงียบเป็นเป่าสาก ไม่กล้าพูดอะไรอีกหลังจากนั้น

“แล้วนี่เขาใช้กันยังไงใบชามาสอนพี่หน่อย”

ทุกคนมองจ้องไปยังพัดชา อยากรู้ว่าหล่อนจะทำอย่างไร พัดชากำลังขยับตัวลุก แต่เอกรัฐได้เอ่ยขึ้นเสียก่อน

“ผมสอนให้เองครับ ผมเป็นเซียนเรื่องการใช้ไม้ตะเกียบ”

ทุกคนแอบอมยิ้มเมื่อเห็นสองหนุ่มหล่อกำลังจับไม้จับมือสอนวิธีใช้ไม้ตะเกียบให้กัน แม้แต่ลูกค้าที่นั่งในร้านก็ยังพากันหันมองตาโต แล้วหันกลับไปซุบซิบกันเป็นที่สนุกปาก

“สองคนนั้นเกย์ชัวร์ ดูสิๆ จับไม้จับมือกันยังกะคู่รัก”

“ฉันก็ว่างั้นแหละ คนหล่อๆ ทุกวันนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้เลยนะเธอ”เสียงแว่วมาจากมุมหนึ่งของร้าน แดนตะวันถึงกับทนไม่ได้

“พอๆ คุณปลัดกลับไปนั่งกินต่อเถอะ”

พูดจบก็ไล่สายตาไปยังพนักงานแต่ละรายที่กำลังก้มหน้างุดๆ ไม่กล้าสบตา ก่อนจะมาหยุดที่ใบชา หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาพอดี เลยเจอแจ็กพอตแตกเข้าอย่างจัง

“ใบชามานี่”

พัดชาจำใจต้องทำตาม แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจนัก

“ไม่เห็นจะยากนี่คะ” หญิงสาวบอก“ถ้าใช้ตะเกียบไม่เป็นก็ใช้ช้อนส้อมนี่แทนก็ได้”เธอหยิบเอาช้อนส้อมมาตักเส้นก๋วยเตี๋ยวเพื่อสาธิตให้เขาดูทุกคนพากันพยักหน้าเหมือนเพิ่งนึกออกว่ามันง่ายแค่นี้เอง ขณะที่พ่อเลี้ยงหนุ่มจอมมารยาได้แต่อ้าปากหวอ

“หัวแหลมดีนี่” เขาหมดคำพูด

“แค่นี้ก็ได้กินแล้ว เอ้า กินต่อพวกเรา”

หญิงสาวกลับไปนั่งที่เดิม พร้อมกับร้องบอกเสียงดัง ทั้งสองหนุ่มถึงกับถอนหายใจเบาๆ แต่คนละความหมาย

เอกรัฐโล่งอกที่ไม่ต้องเห็นพัดชาใกล้ชิดกับพ่อเลี้ยงคนใหม่เกินความจำเป็น ส่วนแดนตะวันรู้สึกเหมือนพลาดโอกาสอะไรไปสักอย่าง

***********

โอกาสทำชั่วย่องเท้าเดินมาหาแดนตะวันอีกคราก่อนเดินทางกลับเข้าไร่ พัดชาพาทุกคนไปไหว้สักการะพ่อขุนเม็งรายมหาราชที่ถนนห้าแยกพ่อขุนตำบลเวียงซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเมืองเชียงรายมาช้านาน จำได้ว่าคุณปู่สิงห์ทองพาเธอมากราบไหว้สักการะเป็นประจำครั้งที่ท่านยังมีชีวิต และขอพรให้ไร่ชาเจริญก้าวหน้า ไม่มีอุปสรรคปัญหา

พัดชาซื้อพวงมาลัยดอกดาวเรืองจากแม่ค้ามาสำหรับทุกคน พอยื่นให้แดนตะวันก็บอกว่า

“นี่ค่ะของคุณใหญ่ ซื้อให้พวงใหญ่เป็นพิเศษ เพราะน่าจะมาไหว้เป็นครั้งแรกต้องใช้พวงใหญ่ๆสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านจะได้คุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่คิดร้ายอิจฉาริษยา”

ตั้งใจฟังอยู่ตั้งนาน คนฟังเพิ่งรู้ว่า เธอเหน็บแนมเขาทางอ้อม

“นี่เธอ!” เขากะพริบตา เธอยิ้มแบบทะเล้นใส่

“ไปไหว้กันค่ะ เสร็จแล้วจะได้รีบกลับ เย็นมากแล้วด้วย”

พัดชาเปลี่ยนเรื่อง หันไปพูดกับเอกรัฐที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“พี่เอกไปไหว้กับหนูนะคะ” เธอพูด พลางดึงแขนเขาไปที่หน้าแท่นบูชา แดนตะวันตอนแรกกะว่าจะจับคู่เธอให้สมรักกับเอกรัฐ เพื่อให้ทั้งสองได้แต่งงานไปเร็วๆแต่พอเห็นทั้งคู่จูงมือกันไปไหว้สักการะพ่อขุนเม็งรายด้วยกันอย่างสนิทสนมก็เกิดอาการหึงขึ้นมาเสียเอง

“พี่ไหว้ด้วย ขยับไปหน่อยครับคุณปลัด”

แดนตะวันเข้าไปนั่งแทรกตรงกลางอย่างหน้าด้าน ทั้งพัดชากับเอกรัฐต่างทำหน้างง

“ไหว้สิ จะได้รีบกลับไร่” เขาบอก ก่อนวางพวงมาลัยที่แท่นบูชา จากนั้นจึงพนมมือกราบกับพื้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาไหว้สักการะ แต่เคยมากับคุณปู่สิงห์ทองครั้งแรกเมื่อห้าขวบ และอีกครั้งตอนสิบขวบนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบกับปู่เพราะหลังจากนั้นก็เดินทางไปอยู่อเมริกา

“พ่อขุนเม็งรายที่ศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกปักรักษาแผ่นดินแห่งนี้ถ้าหากท่านได้ยินคำอธิษฐานของผมขอท่านจงช่วยฝากบอกไปถึงคุณปู่ด้วยว่า ผมรักและคิดถึงปู่เสมอ และขอโทษที่ไม่ได้มาส่งดวงวิญญาณปู่ไปสรวงสวรรค์เป็นครั้งสุดท้าย โปรดยกโทษให้ผมกับครอบครัวด้วยนะครับปู่ สุดท้ายนี้ขอให้พ่อขุนเม็งรายผู้ศักดิ์สิทธิ์โปรดช่วยคุ้มครองดวงวิญญาณปู่ผมไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเถิด สาธุ! เขาพึมพำเสียงเบา แต่ในท่าทีเศร้าสร้อยนั้นก็มิได้หลุดพ้นจากสายตาของพัดชา เธอรับรู้ถึงมัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาดังๆ ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้มีความหมายบางอย่างสำหรับเขา พอเขาหันมา เธอก็ทำทีก้มกราบทันทีความรู้สึกตอนนั้นไม่สงบอีกต่อไป เหมือนกับชายหนุ่มสองคนที่นั่งจ้องมองเธออยู่เงียบๆ พวกเขาอยากรู้แทบใจขาดว่าเธออธิษฐานถึงสิ่งใดแต่ที่แน่ๆ ไม่มีพวกเขาทั้งสองคนในคำอธิษฐานของหญิงสาว

 

ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *