ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 



บทที่ 2

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อไม่เห็นคนข้างในขานรับ รัถยานึกว่าเจ้านายหล่อนกำลังนอนหลับเพราะเมื่อคืนมารดาบอกว่ากว่าจะกลับเข้าบ้านก็ประมาณตีสอง หล่อนจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป คิดว่าจะนำเอาอาหารไปวางไว้แล้วก็รีบกลับออกมาทันที

“ขออนุญาตนะคะ”

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ พยายามย่องเบาเข้าไป พอนำเอาอาหารไปวางไว้ที่โต๊ะหน้าทีวี บริเวณห้องนั่งเล่นเสร็จ ครั้นหันหลังจะกลับไปที่ประตูก็พบว่าภูวดลกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี

เขาอยู่ในลักษณะเปลือยท่อนบน มองเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ น้ำเกาะพราวตามตัว ท่อนล่างพันด้วยผ้าขนหนูสีขาว รัถยารีบหันหน้าหลบไปอีกทางทันที ใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งเมื่อภูวดลเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวถึงกับขยับขาไม่ออกเลยทีเดียว

“ทำไมเป็นเธอวันนี้ แล้วคนใช้อีกคนไปไหน”

ภูวดลถามเสียงเรียบ เดินผ่านรถยาไปนั่งลงที่โซฟาหน้าทีวีด้วยท่าทางเป็นปกติ ขณะที่รัถยายังคงใจเต้นโครมครามไม่ยอมหยุด

“พี่อ้อยกละกลับบ้านต่างจังหวัดค่ะ ถ้าคุณชายไม่ต้องการอะไรอีกแล้วรัถขอตัวกลับลงไปช่วยแม่ข้างล่างต่อนะคะ”

รัถยากล่าวเสียงตะกุกตะกัก พอก้าวขายังไม่ถึงสามก้าวก็ถูกคุณชายใหญ่ร้องเรียกให้หยุด

“จะรีบไปไหน กลับมานั่งนี่ก่อน ฉันอยากจะถามอะไรสักหน่อย”

“คะ แต่วันนี้วันหยุดนะคะ”

รัถยารีบตอบทันควัน เพราะไม่อยากอยู่เสวนากับเขานานนัก ไม่รู้ว่าเธอกลัวอะไรกันแน่ แต่พออยู่ใกล้เขาทีไร เธอก็มักเจ็บปวดใจขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ด้วยคำพูดประชดประชันแดกดันของเขานั่นเอง

“ไม่ใช่เรื่องงานหรอก”

ภูวดลยังกล่าวเสียงเรียบ หญิงสาวเดินเข้าไปยืนข้างๆ เขาเหมือนกำลังรอรับคำสั่ง ชายหนุ่มปรายตาขึ้นมองรัถยา สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจหล่อนอยู่ในที

“ใจคอเธอจะยืนค้ำหัวฉันอยู่แบบนี้ตอนคุยกันรึไง นั่งลงสิยัยบื้อ!

รัถยาจึงรีบนั่งลงที่พื้นอย่างเร็ว เหมือนเป็นการประชดเขาอย่างไรอย่างนั้น

“นี่! จะแกล้งประชดฉันรึไง ลงไปนั่งที่พื้นแบบนั้นเห็นฉันเป็นคนประเภทไหนกันแน่”

“ก็จะให้นั่งตรงไหนคะ คุณหญิงบอกไม่ให้ตีเสมอพวกคุณชาย ส่วนนายท่านก็บอกห้ามต่อปากต่อคำ ให้ทำตามคำสั่งอย่างเดียว รัถก็ทำตามแล้วนี่คะ”หญิงสาวอธิบายเหตุผล หล่อนถูกบิดาและมารดาของเขาพูดกรอกหูให้ทำแบบนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะคนรับใช้ พอภูวดลได้ยินก็เอาแต่ถอนหายใจหนักๆ

“ต่อไปต้องเชื่อฟังฉันคนเดียวจำไว้นะ ฉันบอกอะไรต้องทำตาม ขึ้นมานั่งบนโซฟาข้างๆ ฉัน”



รัถยาลุกพรวดขึ้นยืนอย่างเร็วด้วยความไม่พอใจ จึงทำให้เสียการทรงตัวเซถลาเข้าไปหาเจ้านายหนุ่มที่กำลังนั่งบนโซฟา จนทั้งคู่ลงไปนอนแนบชิด กอดกันกลมบนโซฟา จู่ๆ หัวใจพวกเขาก็เต้นโครมครามแข่งกันราวกับมีคนเข้าไปตีกลองรัวอยู่ข้างในทั้งสองจ้องมองสบตากันไปมาด้วยหัวใจหวามไหวอยู่สักพัก จากนั้นชายหนุ่มก็พลิกร่างกำยำขึ้นคร่อมร่างเล็กไว้แทน

หญิงสาวแทบหัวใจหยุดเต้นเมื่อเขาก้มลงมาใกล้ทำท่าเหมือนจะจุมพิตริมฝีปากหล่อนรัถยาถึงกับรีบหลับตาปี๋ แต่แทนที่ภูวดลจะจูบเหมือนที่ตั้งใจไว้ในครั้งแรก เขากลับเลื่อนริมฝีปากไปกระซิบเบาๆ ข้างหูหญิงสาวราวจะเยาะเย้ยอยู่ในที

“คิดว่าฉันจะจูบคนแบบเธอลงรึไงยัยบื้อ”

ถ้อยคำนั้นทำให้รัถยาตื่นจากฝันหวานทันที พยายามผลักร่างใหญ่ที่ทับอยู่บนร่างเธอออก แต่ชายหนุ่มกลับยิ่งแนบร่างกำยำแน่นขึ้นอีกเหมือนต้องการแกล้งให้อีกฝ่ายสติแตก

“ปล่อยรัถสิคะคุณชาย”

“ถ้าปล่อยตอนนี้เธอก็เผ่นหนีไปน่ะสิ”

“แล้วจะคุยอยู่แบบนี้หรือคะ คุณหนักจะตาย”

หญิงสาวนอนหายใจรวยรินพูดเสียงแหบแห้งอยู่ภายใต้ร่างกำยำ ภูวดลกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“เมื่อคืนกลับกับใคร ตอบฉันมาก่อน ฉันถึงจะปล่อย”

“ก็กลับกับแท็กซี่สิคะ”

หญิงสาวตอบอย่างยียวน พร้อมกับหลบสายตาที่จ้องมองมาเหมือนจะกลืนกินหล่อนเข้าไปทั้งร่าง

“โกหก!

“เปล่าโกหก”

“แล้วทำไมต้องหลบตาเวลาพูด”

“ก็คุณชายเล่นมานอนทับอยู่แบบนี้ แล้วจะให้ทำยังไงคะ”

“อย่าเปลี่ยนเรื่อง บอกความจริงมา กลับกับใคร”เขาคาดคั้นเอาคำตอบ

“คุณอยากรู้ไปทำไมคะ รัถจะกลับกับใครมันสำคัญด้วยหรือ”

“ก็ถูกของเธอ แต่ฉันก็ยังอยากจะรู้อยู่ดี มันเหมือนหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องรู้ทุกการเคลื่อนไหวของลูกจ้าง” เขากล่าวเหมือนอยู่เหนือหล่อน คำว่านายจ้างกับลูกจ้างนั้นช่างเชือดเฉือนใจรัถยานัก

 หญิงสาวได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจ้องสบตาคมกริบราวกับสายตาเหยี่ยวพิฆาตเหยื่อของเขา แล้วตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงเหมือนประชดประชัน

“กลับกับแฟน”

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งอยู่ชั่วขณะ

“แฟนที่ไหน ชื่ออะไร”

“แล้วคุณชายอยากจะรู้ไปทำไมคะ มันเรื่องส่วนตัวของรัถ” หญิงสาวเริ่มอึดอัด พยายามใช้ฝ่ามือผลักอกเขาออก แต่ร่างใหญ่กลับไม่ยอมขยับเขยื้อน

“บอกแล้วไงเจ้านายต้องรู้ทุกการเคลื่อนไหวของลูกจ้าง บอกมาสิเขาเป็นใคร ฉันจะได้ช่วยสนับสนุนพวกเธออีกแรง”

เขามันบ้าไปแล้ว รัถยาคิด ผู้ชายแบบไหนกันที่ทับอยู่บนร่างหล่อนด้วยท่าทางหื่นกระหาย แต่กลับเชียร์ให้ไปคบกับผู้ชายคนอื่น

“คุณชายอยากรู้จริงๆ หรือคะว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร และคุณแน่ใจหรือคะว่าจะสนับสนุนพวกเรา” หญิงสาวอยากรู้นักว่าเขาจะตอบอย่างไร

“ใช่ บอกมาสิ”

“ก็คุณธาวินไงคะ รัถกับเขาตกลงคบกันเมื่อคืน” ด้วยความโมโหและต้องการประชด รัถยาจึงพูดโกหกออกไปแบบนั้น ขณะที่ผู้ชายซึ่งทับอยู่บนร่างหล่อนก็มีท่าทีเปลี่ยนไปทันทีรัถยาสัมผัสได้ว่าตัวเขาร้อนผ่าวขึ้น ใบหน้าแดงก่ำ ตาขวางเหมือนกำลังไม่พอใจหล่อน

“จะปล่อยได้หรือยังคะทีนี้”

เสียงของรัถยาดังอื้ออึงอยู่ข้างหู มันกระตุ้นอารมณ์โกรธของเขาอย่างบอกไม่ถูก ฝ่ามือใหญ่รั้งลำคอระหงยกขึ้น แล้วริมฝีปากของเขาก็ตามลงไปบดขยี้ริมฝีปากหล่อนด้วยแรงโทสะระคนอยากสัมผัสรสชาติริมฝีปากนั้นอย่างบอกไม่ถูก

หญิงสาวเบิกตาโพลงเมื่อลิ้นสากหนาพยายามจะดันเข้าไปในช่องปากเพื่อตวัดเอาลิ้นหล่อนมาดูด ส่วนอีกมือของเขาก็ไม่อยู่ว่าง ป่ายสะเปะสะปะไปทั่ว จนรัถยาแทบหลอมละลายคามือเขา

“อย่าค่ะ ปล่อยรัถคุณชาย”

รัถยาดึงสติกลับคืนมาได้ก็รีบผลักเขาออกทันที

“เธอมายั่วโมโหฉันก่อนทำไม”

ชายหนุ่มหายใจกระเส่าแรง ริมฝีปากยังคลอเคลียใกล้ริมฝีปากหล่อน ร่างกำยำของเขาแทบจะหลอมรวมเข้ากับร่างเล็ก หัวใจทั้งสองเต้นแรงราวจะทะลุออกมานอกอก

“รัถยังไม่ได้ทำอะไรเลย มีแต่คุณชาย

หญิงสาวกล่าว พร้อมกับเม้มริมฝีปากสนิท และหลบสายตาคมดุที่จ้องมองมาเขม็ง

“อยากโดนจูบอีกรึไง”

ภูวดลกล่าวเสียงดุ เตรียมก้มลงจูบปากช่างเถียงนั้นอีกครั้ง แต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน ทั้งสองรีบผละออกจากกันอย่างเร็ว เมื่อประตูถูกผลักเข้ามา

“อ้าว! รัถก็อยู่ด้วยรึ เป็นไงบ้างสบายดีไหม ไม่ได้เจอตั้งนาน”

ภูวนาถเดินนวยนาดเข้ามานั่งคั่นกลางระหว่างพี่ชายกับรัถยา

“เอ่อ กะ ก็

ใจรัถยาเต้นโครมคราม เตลิดไปไกลและประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ส่วนภูวดลก็ได้แต่นั่งนิ่งเงียบราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้

“แล้วพี่ดลทำไมไม่ใส่เสื้อผ้า ถ้าเป็นคนอื่นคงคิดว่าพวกพี่กำลังคั่วกันอยู่นะเนี่ย”

“เฮ้ย! ไม่ใช่”

ทั้งสองร้องขึ้นเกือบพร้อมกัน

“ถ้าไม่ใช่แล้วจะทำท่าตกอกตกใจทำไม ผมรู้ว่าพี่ไม่เป็นคนแบบนั้นหรอก”

ภูวนาถกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ แล้วหันไปทางรัถยาบ้าง พร้อมกับถือวิสาสะจับมือหล่อนไว้หมับ รัถยารีบสะบัดออกแทบทันที

“เธอกลับลงไปได้แล้วไป๊!

ภูวดลขึงตาดุใส่สาวใช้ พร้อมสะบัดหน้าเป็นเชิงไล่ให้หล่อนรีบออกจากห้องไป

“ส่วนนายมีเรื่องอะไรว่ามา”

หลังรัถยาเดินพ้นออกไปจากประตู ภูวดลก็หันไปถามผู้เป็นน้องชายด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่พอใจ

“ผมอยากมาขอยืมเงินพี่ไปลงทุนร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดผับประมาณสิบล้าน พี่พอจะมีให้ผมยืมไหมครับ ขอยืมกับคุณพ่อท่านก็เอาแต่ด่าอย่างเดียว” ภูวนาถกล่าวเสียงอ่อย

“เงินน่ะมี แต่ไม่ให้ยืมโว้ย นี่กี่ครั้งแล้วที่นายมาขอยืมเงินจากฉันไปทำธุรกิจ แต่ก็คว้าน้ำเหลวกลับมาทุกที พี่สูญเงินไปกับนายไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ต่อไปนี้ห้ามลงทุนกับใคร ถ้านายอยากได้เงินก็ต้องทำงานสิ ตำแหน่งที่บริษัทก็มีเยอะแยะ ทำไมนายไม่รู้จักเข้าไปช่วยทำ มัวแต่ผลาญเงินเล่นแบบนี้ใช้ได้เสียที่ไหน”

“พอๆ ครับคุณพ่อก็ด่าผมมากพอแล้ว แทนที่พี่จะช่วยกลับมาด่าอีก ผมก็พยายามจะทำธุรกิจตัวเองอยู่นี่ไงครับ แต่มันยังไม่สำเร็จ ครั้งนี้ผมขอยืมพี่เป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมครับ ต่อไปจะไม่รบกวนพี่อีก รับรองครั้งนี้ธุรกิจผมไปได้สวยแน่ๆ เพราะย่านที่เปิดผับเป็นย่านนักท่องเที่ยวคึกคักมาก”

ภูวนาถพยายามเกลี้ยกล่อมพี่ชายอยู่นาน คิดว่าพี่ชายจะยอมใจอ่อนช่วยเหลือ แต่เปล่าเลย กลับถูกภูวดลด่าอย่างไม่มีชิ้นดี จนภูวนาถจำต้องเดินคอตกกลับออกไป พร้อมกับคิดหาแผนการใหม่ เพ่งเป้าไปที่เหยื่อรายใหม่คือรัถยา ภูวนาถคิดว่าถ้าเกลี้ยกล่อมให้รัถยายินยอมมอบโฉนดบ้านพร้อมที่ดินไปจำนองกับธนาคารได้ เขาก็จะได้เงินก้อนใหญ่นำไปลงทุนแน่นอน

“รัถฉันขอคุยด้วยหน่อยสิ”

ภูวนาถแอบดักรอรัถยาที่หน้าบ้าน ก่อนที่เธอจะเดินกลับตอนสิบโมง

“มีอะไรคะคุณชายรอง”

รัถยาพยายามยืนห่างเขาสองเมตร กลัวที่สุดคือมือของเขาที่ชอบแต๊ะอั๋ง

“พวกเราไปหาที่คุยกันเงียบๆ ดีกว่าที่บ้านเธอเป็นไง”

“รัถเอ่อ ยุ่งค่ะวันนี้ต้องทำรายงานส่งคุณชายใหญ่”หญิงสาวตอบเลี่ยงๆเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่งามขึ้นถ้าอยู่ภายในบ้านกับเขาสองต่อสอง

“เธอกำลังโกหกฉันอยู่หรือเปล่า”

ภูวนาถไม่เชื่อที่รัถยาบอก

“ถ้าเธอกลัวฉัน งั้นพวกเราไปคุยกันที่ร้านกาแฟหน้าหมู่บ้านก็ได้นะ ฉันมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับเธอจริงๆ” น้ำเสียงภูวนาถฟังดูเครียดและจริงจังไม่ได้ล้อเล่น รัถยากำลังจะตอบตกลงเขา แต่จู่ๆ ภูวดลก็โผล่มาเสียก่อน

“กำลังคุยอะไรกัน”

ภูวดลหันไปจ้องภูวนาถ เลิกคิ้วเป็นเชิงถามส่วนผู้น้องชายก็เอาแต่ก้มหน้าหลบสายตาพี่ชายเพราะกลัวเขาจะต่อว่าอีก

“เขาทำรุ่มร่ามกับเธอหรือเปล่า”

เมื่อเจ้าน้องชายไม่ตอบ เขาจึงหันไปถามฝ่ายหญิงบ้าง หญิงสาวได้แต่สั่นหัวแทนคำตอบ

“รัถวันนี้เธอว่างใช่ไหม”

“ค่ะ”รัถยารีบตอบทันที

“ถ้างั้นก็เข้าบริษัทกับฉันหน่อย มีงานด่วนต้องไปสะสาง อยากให้ช่วยหน่อย”

ภูวดลแกล้งออกคำสั่ง รัถยาจึงรีบเดินตามเขาไปขึ้นรถ ทำให้ภูวนาถได้แต่ยืนมองตามด้วยความเสียดาย กำลังจะเกลี้ยกล่อมรัถยาได้อยู่แล้วเชียว เขาคิด แต่พี่ชายดันเข้ามาขัดจังหวะเสียได้

พอภูวดลเคลื่อนรถออกไปสู่ถนน ภูวนาถก็เดินกระแทกส้นเท้ากลับเข้าบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

“อ้าว! ไอ้ตัวแสบแกอยู่ติดบ้านด้วยรึวันนี้”

เจ้าสัวภูวนัยผู้เป็นบิดาเดินสวนทางที่บันไดร้องถามบุตรชายซึ่งเดินหน้าบูดบึ้งขึ้นบ้าน และไม่ยอมกล่าวทักทายเขา เพราะพานนึกโกรธที่บิดาไม่ยอมให้ยืมเงินไปลงทุนร่วมกับเพื่อน

“ดูๆ มันทำหน้าเข้าเหมือนไปกินรังแตนที่ไหนมาอย่างงั้นแหละ วันๆ เอาแต่สร้างปัญหา งานการไม่เคยทำเป็นชิ้นเป็นอัน ผลาญเงินเล่นไปวันๆ ส่วนอีกคนก็บ้างานเห็นบริษัทเป็นบ้าน มีลูกแต่ละคนไม่เคยได้ดั่งใจกันสักคน ไม่รู้เวรกรรมอะไรกันนักหนา”

ผู้เป็นประมุขของบ้านบ่นเสียงดัง ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาข้างๆ คุณหญิงไลลาผู้เป็นภรรยา

“คุณคะพวกเราหาเมียให้เจ้าสองคนนั่นดีไหมคะ เผื่อลูกเราจะได้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะตาดล อายุจะย่าง 30 แล้วยังไม่เคยมีแฟน ทำแต่งานแบบนี้สงสัยชาตินี้คงไม่ได้แต่งงานมีทายาทสืบสกุลสักทีถ้าเขาไม่มีเวลาแบบนี้พวกเราผู้เป็นพ่อแม่ก็หาให้เขาซะเลยดีไหมคะ”

คุณหญิงไลลาออกความเห็น สามีได้แต่พยักหน้าคล้อยตาม

“เอาสิ ถ้างั้นคุณก็รับหน้าที่เป็นคนไปจัดการหาลูกสาวบ้านไหนที่มีฐานะเสมอกับพวกเรา หรือผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงๆ และหน้าที่การงานที่ดีๆ หน่อยที่จะมาช่วยเกื้อกูลงานของเจ้าดลได้ จัดการหาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีพอมีครอบครัวไปมันจะได้เข้าใจคำว่าครอบครัวมากขึ้นเสียที”

เจ้าสัวภูวนัยกล่าวกับภรรยา ฝ่ายผู้กำลังถูกกล่าวถึงถึงกับจามขึ้นเสียงดัง

“ฮัดเช้ย!

“คุณชายเป็นหวัดหรือคะ”

รัถยาถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นเจ้านายจามไม่หยุด

“ฉันไม่เป็นไร ก็แค่จาม แล้วสรุปว่าเมื่อกี้คุยเรื่องอะไรกับเจ้านาถ”

ภูวดลถามโดยไม่หันไปมองหน้าเลขาสาว ดวงตาจ้องมองไปยังถนนเบื้องหน้าเขม็ง

“เขาจะขอไปที่บ้านรัถค่ะ”

ภูวดลแทบเหยียบเบรกรถกลางถนนเมื่อได้ยิน จนรถที่วิ่งตามมาพากันบีบแตรไล่ระนาว

“เกือบไปแล้ว ตกใจแทบแย่”

รัถยากล่าวเสียงสั่น ใจหายใจคว่ำ ภูวดลขับรถชะลอเข้าไปจอดข้างทาง

“เมื่อกี้ว่าไงนะ นายนาถจะขอไปที่บ้านเธองั้นรึ แล้วจะไปทำอะไรกัน”

เขาซัก ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ จนกว่าจะได้รับคำตอบจากหล่อน

“ก็ไม่รู้สิคะ เขาแค่อยากขอคุย แต่ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไร ดูเหมือนเป็นเรื่องสำคัญ”

รัถยาตอบตามความเป็นจริง แต่ภูวดลกลับทำท่าเหมือนไม่เชื่อ

“แล้วเธอก็อนุญาต”

“เปล่าค่ะ”

“แต่ท่าทางเธอตอนนั้นเหมือนกำลังตอบตกลง”

“ก็บอกแล้วไงว่าเปล่า”รัถยาปฏิเสธเสียงแข็ง

“ยังจะมาขึ้นเสียงอีก ฉันไม่ชอบรู้มั้ยเวลาเห็นเธออยู่กับน้องชายฉันทำท่าระริกระรี้เหมือนให้ท่าเขา เห็นแล้วฉันอยากจะอ้วก ต่อไปห้ามยุ่งกับน้องชายฉันเด็ดขาด เธอจะคบกับใครฉันไม่สน แต่ห้ามคบกับนายนาถน้องฉัน”

คำพูดของภูวดลทำเอารัถยาถึงกับจุกอกจนพูดไม่ออก ไม่คิดว่าเขาจะประเมินหล่อนต่ำถึงเพียงนี้ คงคิดว่าครอบครัวเขาเป็นเทวดาแตะต้องไม่ได้กระมังถึงได้กีดกันหล่อนเสียนักหนา

ครั้งที่หล่อนดูแลเจ้าสัวภูสรวงตอนป่วยอย่างใกล้ชิดนั้นก็เช่นกันภูวดลก็ชอบมาหาเรื่องด่าหล่อนตลอด

“เธออย่าเข้าใกล้คุณปู่ฉันได้ไหม เห็นแล้วขัดลูกหูลูกตา”

“ถ้างั้นทำไมคุณชายไม่มาดูแลท่านเองบ้างคะ ท่านต้องการคนคอยดูแล ไม่ใช่แค่ให้พยาบาลดูแล แต่ท่านต้องการคนในครอบครัว คนที่จะสามารถพูดคุยด้วยได้น่ะค่ะ”

รัถยานึกสงสัยที่เขาทำตัวเป็นหมาหวงก้าง แต่กลับไม่สนใจใยดีคนรอบข้างเหมือนปากพูด

“นี่เธอเป็นใครถึงได้มาขึ้นเสียงกับฉัน ฉันเป็นเจ้านายนะ จำใส่กะโหลกบางๆ โง่ๆ ของเธอเอาไว้หน่อยสิ”

“ค่ะฉันมันโง่ ไม่ฉลาด และไม่ร่ำรวยเหมือนพวกคุณ แต่ฉันก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรดีกว่าคนอย่างคุณนั่นแหละ คุณปู่ไม่ได้โง่ และท่านยังมีชีวิต แต่พวกคุณกลับไม่สนใจท่านบ้างเลย ทำไมถึงปล่อยให้คนอื่นดูแลคะ ลูกหลานก็มี คุณไม่นึกละอายใจบ้างหรือไง”

หล่อนจดจำวันนั้นไปจนตาย แทนที่จะทำให้เขาคิดได้กลับโดนฝ่ามือภูวดลฟาดเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงและตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รัถยาก็ปิดปากเงียบ

“ที่จริงคุณชายไม่ต้องเตือนรัถก็ได้ค่ะ เพราะรัถไม่ได้สนใจคุณชายรอง รัถมีคนที่รัถชอบอยู่แล้ว พวกเราเพิ่งตัดสินใจคบกันเป็นแฟน”

รัถยากล้ำกลืนความเจ็บปวดและน้อยใจลงในอก ก่อนกล่าวออกไป

“ใครกัน ใครคือแฟนเธอ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดคนนั้นหรือเปล่า”

“ค่ะ”

“รู้จักกันแค่ไม่ถึงวันนี่นะก็ตกลงคบกันแล้ว เธอมันใจง่ายจริงๆ แล้วรู้ได้ยังไงว่าเขาจะจริงใจกับเธอ สติยังดีอยู่หรือเปล่าที่ทำแบบนี้”

ภูวดลโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ไม่รู้ว่าทำไมต้องโมโหจนตัวสั่นขนาดนั้น ก็ดีแล้วนี่ถ้าหล่อนมีคนมาคอยดูแล

“ก็คุณชายเป็นคนบอกเองว่าถ้ามีใครมาขอคบด้วยก็คบไปเลย เพราะกลัวรัถจะขึ้นคานไม่ใช่หรือไงคะ รัถก็ทำตามที่คุณสั่งแล้วนี่ แล้วตอนนี้ยังจะมีปัญหาอะไรอีก”

“ห๊ะ! ที่เธอทำไปเพราะฉันสั่งยังงั้นรึ เธอนี่มันเพี้ยนสิ้นดี แล้วรักเขาหรือเปล่าล่ะ”

“ไม่รักวันนี้ วันหน้าพออยู่กันไปก็รักเองแหละค่ะ” หล่อนกระแทกเสียงตอบ

“คิดแบบนั้นรึ ดีนะ ประเสริฐจริงๆ เลยเธอ แล้วถ้าฉันสั่งให้เลิกกับเขาล่ะ จะทำตามไหม”

ภูวดลถามเสียงเข้ม อยากรู้ว่าหล่อนจะตอบเขาอย่างไร รัถยาได้แต่นิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา

“ทำไมไม่ตอบฮึ เป็นใบ้รึไง”

“แล้วพวกเราจะนั่งคุยกันบนถนนอีกนานไหมคะ คุณชายจะไปบริษัทก็ไปสิ”

หญิงสาวเลี่ยงที่จะตอบคำถามเขา  เจ้านายหล่อนจ้องมองตาเขม็ง ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับบึ่งออกถนนอีกครั้งด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว



ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *