ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 


บทที่ 4

 

หลังจากทั้งสองเดินจากกระท่อมมาขึ้นรถ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศที่เคยมืดอึมครึมก่อนหน้านั้นกลับมาสว่างไสวขึ้นทันตา

“เมื่อกี้ดูเหมือนกำลังจะมืดอยู่เลย แต่ทำไมพอถึงรถกลับสว่างนะ แปลกจัง”

รัถยาพึมพำกับตัวเอง หันมองกลับไปยังถนนเส้นเล็กๆ ที่เพิ่งเดินจากมาก็นึกประหลาดใจถนนสายนั้นราวกับมีเวทมนตร์บางอย่างดึงดูดใจเธอให้คนึงหา และไม่เคยลืมว่าเธอเคยเดินกับภูวดล ได้แอบมองแผ่นหลังเหงาๆ ของเขา อยากเข้าไปโอบกอด เพื่อให้เขารับรู้ว่ายังมีหล่อนอีกคนที่อยากเห็นเขามีความสุข

เมื่อภูวดลกดรีโมทเปิดประตู รัถยาเข้าไปนั่งในรถไม่ทันชั่วอึดใจเสียงแตรรถก็ดังลั่นขึ้น ทำเอาทั้งสองสะดุ้งโหยงขึ้นพร้อมกัน

“เธอบีบแตรทำไมยัยบื้อ!

ชายหนุ่มตะคอกเลขาสาวเสียงดัง ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งที่คนขับด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์

“รัถยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ แค่เปิดประตูเข้ามานั่งเฉยๆ ไม่ได้แตะโดนปุ่มอะไรเลย”

หญิงสาวอธิบาย

“ถ้าเธอไม่เป็นคนทำ แล้วใครจะทำ ผีหลอกหรือไง” พอเจ้านายพูดถึงผี หญิงสาวถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาเอาดื้อๆ รู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว

“อย่าพูดเรื่องผีสิคะ รัถยิ่งเป็นคนขวัญอ่อนอยู่ด้วย ออกรถเถอะ”

ภูวดลแอบหัวเราะขบขันที่เห็นหญิงสาวทำท่าเหมือนกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น

“เธอไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะยังจะกลัวผีอยู่อีก แล้วสรุปว่าเธอไปรับอะไรจากคุณตาลึกลับนั่นมาด้วย”

ภูวดลอดถามไม่ได้ เมื่อสังเกตเห็นในมือหญิงสาวถือขวดอะไรบางอย่าง พร้อมกับสมุดเก่าๆ สีน้ำตาลขนาดเอสี่เล่มหนาติดมือมาด้วย

“เป็นความลับค่ะคุณชาย”



“ห๊ะ! ขนาดฉันยังมีความลับอยู่รึ ฉันเป็นเจ้านายเธอนะ”

“แต่คุณตาอยากให้เก็บไว้เป็นความลับนี่คะ และมันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณชายเลยค่ะ เพราะอีกหน่อยของพวกนี้ก็จะถูกถ่ายโอนไปให้คนอื่น รัถก็แค่สานต่อเจตนารมณ์ของคุณตาเท่านั้นแหละค่ะ”

รัถยาอธิบาย แต่เจ้านายหล่อนกลับทำหน้าเหมือนไม่พอใจ นั่งหน้าบูดบึ้งขับรถไม่ยอมพูดจากับหล่อนไปจนตลอดทาง

รุ่งเช้าวันอาทิตย์ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ประมุขของบ้านก็เรียกบุตรชายทั้งสองเข้าไปพบที่ห้องทำงาน

“เรียกผมมาด่าอีกหรือไงครับคุณพ่อ”

ภูวนาถกล่าวกระฟัดกระเฟียดขึ้นทันทีที่ก้นหย่อนถึงเก้าอี้

“หยุดเถอะ แล้วหัดเป็นผู้ฟังที่ดีเสียบ้าง ก่อนจะกล่าวอะไรออกมา”

พี่ชายปรามขึ้นเสียงดุ ภูวนาถจึงหันไปเหวี่ยงหน้าใส่ผู้เป็นพี่ชายอีกราย

“เอาละ ที่เรียกแกสองคนมาวันนี้ พ่อมีสามเรื่องที่อยากจะพูด เรื่องแรกพ่อคิดว่าพ่อจะเกษียณตัวเองเร็วๆ นี้แหละ ส่วนตำแหน่งประธานพ่อคิดว่าจะยกให้ดลเป็นคนรับช่วงต่อ”

“พ่อครับ!” ภูวดลร้องขึ้นขัดจังหวะ ด้วยความตกอกตกใจ บิดายกมือห้ามไว้ กล่าวต่อว่า

“พ่อยังพูดไม่ทันจบ”

“แต่พ่อทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ ผมไม่ยอมรับหรอกครับ ตำแหน่งประธานบริษัทเป็นแหน่งสำคัญ แล้วพ่อก็ยังไม่แก่ ถ้าพ่อออกไปแบบนี้ทุกคนในบริษัทจะรู้สึกยังไง”

“ก็ใช่ว่าพ่อจะไปไหนไกลเสียเมื่อไหร่ ถึงยังไงพ่อก็ยังอยู่คอยช่วยพวกลูกอยู่เบื้องหลังเสมอนั่นแหละ และด้วยบารมีของคุณปู่ บริษัทเราก็รุ่งเรืองเติบโตมั่นคงกว่าอดีตมาก ตอนนี้อายุพ่อก็ย่างหกสิบปีคิดว่าสมควรที่จะส่งต่อตำแหน่งให้ลูกๆ ทั้งสองเป็นผู้ดูแลต่อเสียที ส่วนเรื่องที่สองก็เป็นเรื่องของเจ้านาถ พ่ออยากให้แกเข้ามารับตำแหน่งรองประธาน คอยช่วยเหลืองานพี่ชายบ้าง เริ่มจากเดือนหน้าเลยนะ”

ภูวนาถได้ยินถึงกับทำหน้าหงิกงอเหมือนไม่พอใจพ่อครับผมไม่อยากไปทำงานบริษัท ผมอยากเปิดผับไม่ได้หรือครับ

ไม่ได้! หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว เข้าไปรับตำแหน่งรองประธานแทนพี่แกซะ ถ้าแกไม่เข้าไปทำงานพ่อก็จะตัดเบี้ยเลี้ยงรายเดือน และห้ามทุกคนในบ้านให้เงินแกด้วย เอาแบบนั้นไหมล่ะ

พอจะเอ่ยปากคัดค้านกลับถูกพี่ชายขึงตาดุใส่เป็นเชิงห้ามภูวนาถจึงหุบปากเงียบสนิท

“และเรื่องสุดท้ายเพื่อให้ครอบครัวเรามีทายาทสืบสกุลต่อ ดลถึงเวลาที่ลูกต้องแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาได้แล้วนะ อาทิตย์หน้าก็ไปดูตัวกับแม่แกซะ แล้วหาฤกษ์หมั้นหมายและแต่งให้เร็วที่สุดเอาละพ่อก็หมดเรื่องคุยแค่นี้แหละ พวกแกกลับไปได้แล้ว”

คำพูดของบิดาราวกับประกาศิต สองหนุ่มได้แต่เดินคอตกกลับออกไป ภูวดลนั้นถึงกับช็อกไปเลยเมื่อรับรู้ว่าบิดากับมารดากำลังจะจับเขาคลุมถุงชน

ภูวดลเดินกลับเข้าห้องและเริ่มคิดหนักพอตกเย็นเขาขับรถออกไปดื่มจนถึงเที่ยงคืนจึงขับรถกลับเข้าหมู่บ้าน ระหว่างขับรถผ่านหน้าบ้านรัถยา เห็นไฟในบ้านเปิดอยู่จึงจอดรถที่หน้าบ้านหล่อนนั่งจ้องมองเข้าไปในบ้านด้วยหัวใจปวดร้าวแสนสาหัส

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

และโดยไม่รู้สึกตัวภูวดลก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู พร้อมกับเคาะประตูเรียกรัถยา เขารู้สึกสับสน เพียงแค่ต้องการหาใครสักคนเพื่อระบาย

“ใครคะ”

เสียงเจ้าของบ้านเดินมาที่ประตู พร้อมกับร้องถามอย่างระมัดระวัง

“ฉันเอง”ภูวดลกล่าวเสียงอ้อแอ้

“คุณชายมีอะไรหรือเปล่าคะ ถ้าไม่มีธุระด่วน เอาไว้คุยพรุ่งนี้ได้ไหมคะ รัถกำลังเข้านอน”

รัถยาคิดว่าดีที่สุดที่ทำแบบนี้ เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หล่อนเป็นแค่สาวใช้ แม้ตอนนี้จะได้ทำงานในตำแหน่งเลขาของเขา แต่ความจริงเกี่ยวกับเรื่องฐานะของหล่อนกับเขาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“เธอเป็นลูกจ้าง ฉันเป็นเจ้านาย”

ภูวดลนั่นเองที่ตอกย้ำไม่ให้หล่อนอาจเอื้อมถึงเขา เขามักผลักไสเธอออกห่างเสมอเมื่อเธอพยายามจะสารภาพความในใจ

“ฉันขอเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหมแค่สิบนาทีก็กลับ” เสียงเขาฟังดูเครียดเคร่งเหมือนต้องการที่ไขว่คว้า จู่ๆ แผ่นหลังเหงาๆของเขาก็แว่บขึ้น ทำให้หญิงสาวนึกเวทนาสงสารจับใจ

“เข้ามาสิคะ แต่อย่าคุยนานนักนะ”

หล่อนเปิดประตูให้เขา ภูวดลเดินโซซัดโซเซเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางเหมือนคนเมา เขากำลังเมากับชีวิตที่ถูกบิดามารดาขีดให้มาตลอดชีวิต และครั้งนี้ก็เช่นกัน เขากำลังจะถูกพวกท่านจับคลุมถุงชน แต่กลับไม่กล้าคัดค้าน ไม่รู้ว่าเขากลัวอะไร และไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติเยี่ยงไรเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่เขาแอบรักซึ่งมีฐานะเป็นเพียงหญิงรับใช้

“รัถยาทำไมเธอไม่ไปเกิดในตระกูลที่ดีกว่านี้ หรือไม่เช่นนั้นก็เรียนให้สูงๆ กว่านี้สิ ทำไมถึงเรียนแค่ปริญญาตรี ทำไมไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศจบดอกเตอร์อะไรก็ได้แล้วค่อยกลับมา ทำไม ทำไมกัน”

ภูวดลคว้าร่างบอบบางที่ยืนมองด้วยความมึนงงอยู่เบื้องหน้าเข้ามาโอบกอดแน่น พร้อมกับต่อว่าหล่อนด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ ขณะที่รัถยาได้แต่ยืนแข็งทื่อด้วยไม่เข้าใจในความหมายและไม่รู้ว่าในใจของเขาคิดอะไร

“คุณชายเมาแล้วนะคะ กลับไปนอนที่บ้านเถอะค่ะ เดี๋ยวรัถจะขับรถไปส่ง”

หล่อนผลักเขาออกเบาๆ ทั้งๆ ที่อยากกอด ปลอบประโลมให้นานกว่านี้หล่อนไม่รู้ว่าเขาทุกข์ใจด้วยเรื่องอะไร แต่พอจะเดาได้ว่าเขาเหงา โลกของเขาไม่เคยมีใครนอกจากงานและหล่อนตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยหล่อนไม่เคยเห็นเขามีเพื่อนสักคน นอกจากคอยช่วยงานบิดาจนกระทั่งทุกวันนี้ เขาคงเก็บกดน่าดู แต่หล่อนก็เพียงแค่มองดูอยู่ห่างๆ ในฐานะสาวใช้ที่ครอบครัวเขาเมตตาให้ขยับฐานะขึ้นมาเป็นเลขาเมื่อเรียนจบชั้นปริญญาตรี หล่อนไม่สามารถเป็นได้มากกว่านั้น ทั้งเขากับหล่อนต่างก็รู้เรื่องนี้ดี

“รัถทำไมเธอถึงใจร้ายนัก ทุกคนก็เหมือนกัน ไม่เคยมีใครเข้าใจฉันเลยสักคน”

เสียงของภูวดลยังดังอ้อแอ้ต่อว่าหล่อนและผู้คนรอบข้างต่อไปเรื่อยๆ มันกัดกะเทาะเข้าไปในจิตใจอันเปราะบางของหญิงสาว แล้วเขาไม่เคยใจร้ายกับหล่อนหรอกหรือรัถยาก็อดที่จะต่อว่าเขาในใจไม่ได้เฉกเช่นกัน

“คุณเมามากแล้วนะคะ เดี๋ยวก็ไม่สบายกลับไปนอนเถอะค่ะ”

“ฉันยังไม่เมา ทำไมเธอถึงชอบไล่ฉันกลับนัก หรือกลัวแฟนเธอจะมาเห็นพวกเราอยู่ด้วยกัน”

เขาพานไปใหญ่ แบบนี้เองที่หล่อนอยากจะประชดเขานัก

“ค่ะก็คงต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

รัถยากล่าวเสียงสั่นด้วยนึกไม่พอใจนิดๆ ที่เขาชอบยัดเยียดให้หล่อนไปเป็นแฟนกับคนนั้นคนนี้

“เธอใจร้าย ฉันเป็นเจ้านายเธอนะ”

ภูวดลเชยคางหล่อนเชิดขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะใช้สองมือโอบสองแก้มไว้ โดยไม่คาดฝันนั้นริมฝีปากของเขาก็บดขยี้ลงบนริมฝีปากหล่อนอย่างหนักหน่วง

ดวงตารัถยาได้แต่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ส่งเสียงครางในลำคอห้ามเขา แต่ภูวดลกลับยิ่งรุกไล่หนัก สอดส่ายลิ้นเข้าไปควานหารสหวานในปากหล่อนด้วยท่าทางหื่นกระหาย ราวกับเขาเฝ้ารอช่วงเวลานี้มานานเนิ่นมันเนิ่นนานจนเขาสูญสิ้นความอดทนไม่อาจควบคุมบังคับใจของตนไว้ได้อีกต่อไป

ท่าทางตะกละตะกลามนั้น รัถยารับรู้ว่าลึกๆ เขาต้องการหล่อน ไม่น้อยไปกว่าที่หล่อนต้องการเขา

ไม่รู้ว่าความรัก ความผูกพันระหว่างเธอกับเขาเริ่มต้นจากตรงไหน เมื่อไหร่ แต่มันค่อยๆ ถักทอเป็นปรารถนาขึ้นเงียบๆบนเส้นทางแยกที่ไม่อาจบรรจบ แต่เพลานี้หล่อนอยากลองขีดทางแยกสองเส้นนั้นมาบรรจบกันดูสักครั้ง เพียงหลับตาและยื่นมือออกไปไขว่คว้าเส้นขอบฟ้าสูงลิบนั้นให้โน้มต่ำลงมา

“อา

มีเพียงเสียงครางกระเส่าด้วยความสุขที่เปล่งออกมาจากปากพวกเขาเป็นระยะ

เขาทาบทับร่างตัวเองลงบนร่างเล็กเปลือยเปล่าของรัถยาด้วยแรงปรารถนาอยากหลอมรวมหล่อนเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายและดวงวิญญาณของเขา ปรารถนามีเพียงแค่หล่อนในชีวิต เยียวยาเขา เข้าใจเขา และร่วมรักไปกับเขา

กลิ่นลีลาวดีและสัตตบรรณปีนี้รุนแรงขึ้นในความรู้สึกของรัถยา ถนนแห่งหมู่บ้านภูสรวงหล่อนใช้เดินตลอดสามปีไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ของภูวดล และสามปีนั้นหล่อนได้แต่เฝ้ามองแผ่นหลังเหงาๆ ของเขาจากที่ไกลๆ ราวกับต้องมนต์กลิ่นสัตตบรรณและลีลาวดีโหยหา ต้องการชื่นชม ทว่ากลับสูดดมได้เพียงกลิ่น

ภูวดลรั้งร่างเล็กเข้ามาจุมพิตที่หน้าผาก โดยไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใด เขายังเงียบจนถึงวินาทีสุดท้าย แม้จะร่วมรักกับหล่อนเสร็จไปแล้วก็ตาม จู่ๆ ร่างเล็กก็สั่นสะท้านด้วยความรู้สึกกลัว กลัวอะไรหล่อนก็บอกไม่ถูก แต่ก็กลัวจับใจแม้จะอยู่ในอ้อมกอดของภูวดล

“ได้ยินไหมคะ”

หญิงสาวเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่สยายปีกอันทึมเทาปกคลุมไปทั่วห้อง รู้สึกกระดากใจที่จะเอ่ยบางอย่างออกมา แต่หล่อนก็ต้องทำ เพราะถ้าขืนรอให้ภูวดลเป็นฝ่ายปริปาก หล่อนรู้ว่าคนแบบเขาต้องไม่ยอมพูดก่อน เขาเป็นแบบนั้นเสมอมา

“อะไร”

“กลางคืนที่หมู่บ้านเราจะเงียบมาก ถ้าตั้งใจฟังดีๆ เราจะได้ยินเสียงพวกดอกไม้คุยกัน”

รัถยาเล่าเสียงเบา คนตัวใหญ่ได้แต่นิ่งฟัง พร้อมกับยิ้มขัน

“ไม่เชื่อหรือคะ รัถสังเกตมาได้ระยะหนึ่งแล้ว รัถได้ยินพวกเขาคุยกันจริงๆ นะคะ”

“เพ้อเจ้อ” เขาว่า พลางหัวเราะเสียงเบา

“อยากรู้ไหมคะว่าพวกเขาคุยกันเรื่องอะไร”

หล่อนช้อนตามองเขาที่กำลังก้มมองมาสบตา ความกังวลก่อนหน้าปลาสนาการไปแล้ว ที่สัมผัสได้เวลานั้นคือความผ่อนคลายจากท่าทางและแววตาคู่นั้นของเขา

“เพิ่งรู้ว่าเธอมีหูทิพย์ แล้วพวกเขาคุยเรื่องอะไรฮึ”

“พวกเขากำลังนินทาคนในหมู่บ้านเรา บอกว่าคนในหมู่บ้านเราเป็นพวกไร้ชีวิต วันๆ เอาแต่ทำงานหาเงินงกๆ เพื่อรักษาหน้าตาและชื่อเสียง รวยแต่ขาดจิตวิญญาณ”

“เธอหมายถึงฉันหรือเปล่า”

ภูวดลขึงตาดุใส่ หญิงสาวสั่นหัวไปมา

“ปละ เปล่า ทำไมคุณถึงคิดว่าเป็นคุณคะ”

“ก็ฉันทำแต่งาน ไม่ใช่รึไง”

“อืมมม ถ้าคุณคิดแบบนั้นก็ช่วยไม่ได้”

รัถยากล่าวแล้วหัวเราะ

“หลอกด่ากันนี่นา”

“เปล่า”

“ยังจะกล้าปฏิเสธอีก ชอบด่าดีนักใช่มั้ยมานี่เลย”คนตัวใหญ่พลิกร่างกำยำขึ้นคร่อมร่างเล็กไว้อย่างเร็ว ก่อนจะระดมจูบหล่อนไม่ยั้ง รัถยาได้แต่ปัดป้องปากตัวเองไม่ให้เขาจูบ

“เอามือออก”

“ไม่”

“ไม่เอาออกใช่ไหม งั้นก็ต้องโดนแบบนี้”

เมื่อจูบด้านบนไม่ได้ ภูวดลจึงเปลี่ยนแผนไปจู่โจมที่จุดยุทธศาสตร์ด้านล่างของอีกฝ่ายแทน ร่างเล็กถึงกับบิดเร่าไปมาเมื่อลิ้นสากหนาทั้งปาดเลีย และดูดรัวที่จุดกระสันกลางร่าง

“อ๊ะอายะ อย่าค่ะจั๊กจี้”

“จะให้จูบดีๆ ไหม ถ้าไม่ก็ต้องโดนแบบนี้แหละ” ขณะถามก็ช้อนสายตาอันหื่นกระหายขึ้นมองร่างเล็กที่กำลังบิดเร่าไปมาด้วยความเสียวซ่านสุดจะทนรับไหว

ไม่เคยนึกว่าผู้ชายที่เคยชอบพูดประชดแบบเขาจะเปลี่ยนเป็นอีกคนเมื่อร่วมรักกับหล่อนบนเตียง ทั้งอ่อนโยนและเร่าร้อน กลายเป็นผู้ชายที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อย่างคาดคิดไม่ถึง

“พอแล้วค่ะ อย่าเล่น”

หล่อนผลักศีรษะของเขาออกจากจุดกึ่งกลางกาย แล้วร่างเล็กก็พลิกขึ้นคร่อมร่างใหญ่ไว้แทน หล่อนก้มลงจูบเขาอย่างดูดดื่ม จูบนั้นตราตรึงเขาไว้ในห้วงเวลาขณะหนึ่งไม่รู้จบ

ภูวดลราวกับได้เต้นรำไปกับผู้หญิงที่เขารักบนฟลอร์ที่โปรยปรายด้วยกลีบดอกไม้นานาชนิด เต็มไปด้วยกลิ่นหอมละมุนกลิ่นที่จะทำให้หัวใจเขาจดจำเพียงแค่หล่อนไปจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย

“คุณชายขา

รัถยาร้องเรียกเขา เมื่อร่างใหญ่โถมทับกระแทกเข้าหาอีกครั้งและอีกครั้งดั่งระลอกคลื่นกระทบฝั่ง

ทุกอย่างราวกับความฝันนั้นรัถยาเฝ้ามองเขามาตลอดหลายปี แต่ไม่เคยคาดคิดในชั่วพริบตาภูวดลก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ

เวลานี้เธอกับเขาได้หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แรงปรารถนาฉุดดึงเธอจมดิ่งลงสู่ห้วงทะเลรักที่มีเพียงเขา

และในชั่วพริบตาอีกเช่นกัน ภูวดลกลับไกลห่างออกไปเรื่อยๆ เกินเอื้อมมือถึง เขากลายเป็นคนแปลกหน้าเมื่ออยู่ท่ามกลางสังคมชั้นสูง เป็นคุณชายสูงศักดิ์ที่เธอไม่รู้จัก ทุกครั้งที่รัถยาพยายามจะผลักเขาออกไปจากชีวิต แต่แล้วแรงปรารถนากลับดูดดึงเขากลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าเกินจะหักห้ามความรู้สึก

รูปแบบอีบุ๊ก


ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *