ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 


 บทที่ 3


“ทางนี้ไม่ใช่ทางไปบริษัทนี่คะ”

รัถยานึกแปลกใจที่ภูวดลขับรถออกไปสู่ถนนเลี่ยงเมือง มุ่งสู่จังหวัดสระบุรี และขับไปตามถนนสายเงียบสงบสายหนึ่ง เบื้องหน้ามองเห็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ใกล้กันนั้นมีรีสอร์ทซ่อนตัวอยู่กลางป่า มองดูสวยงามน่าอยู่ จนหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะยื่นใบหน้าออกไปรับลมที่พัดมาปะทะ

ผมยาวสลวยปลิวสยายน่ามอง ทำให้ชายหนุ่มอดใจไม่ได้ที่จะยื่นมือหนึ่งที่ว่างจากพวงมาลัยไปแตะเบาๆ พอหญิงสาวหันกลับมา เขาก็รีบชักมือกลับทันที ทำเป็นนั่งนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“คุณชายคะที่นี่ที่ไหน”

“เธอชอบหรือเปล่าล่ะ”

“ก็สวยแปลกตาดี ทำแต่งานรัถไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย ไม่คิดว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่ในเมืองไทย”

ท่าทางหล่อนเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆ ได้ออกมาทัศนศึกษานอกสถานที่

“วันหลังฉันจะพามาบ่อยๆ”

ชายหนุ่มกล่าวเสียงเบา เสียงเขากลืนหายไปกับสายลมที่พัดกระโชกผ่านมา

“คะ ว่าไงนะคะคุณชาย”

รัถยาย้ำถาม

“อ้อ! ไม่มีอะไร ใกล้จะถึงจุดชมวิวแล้วละ”

ภูวดลกล่าว ก่อนจะบังคับเลี้ยวพวงมาลัยไปตามถนนเส้นเล็กๆ และจอดรถทิ้งไว้ใต้ร่มไม้ข้างทาง

“เดินเข้าไปอีกนิดเดียวประมาณร้อยเมตรก็จะถึงที่หมาย” ภูวดลบอก พลางเดินนำหน้าหญิงสาวไปก่อน หญิงสาวเดินตามเขาไปติดๆ ทิ้งระยะห่างประมาณสามเมตร เพื่อคอยจ้องมองแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของเขาด้วยหัวใจหวามไหว และเป็นสุขใจอย่างประหลาด

แม้จะเกิดในครอบครัวร่ำรวย แต่ภูวดลกลับเป็นผู้ชายขี้เหงา หล่อนมักสังเกตเห็นเขานั่งทอดถอนใจกับตัวเองบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยแต่เขากลับไม่รู้ตัว



“ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ ฉันจะมาที่นี่บ่อยๆ” ภูวดลสารภาพกับหล่อนเป็นครั้งแรก เมื่อเดินถึงเพิงเล็กๆ ที่ชาวบ้านสร้างขึ้นไว้เป็นที่พักข้างทะเลสาบ เพื่อเอาไว้หลบแดดฝน และนั่งพักผ่อน

รัถยาเดินไปนั่งลงข้างๆ เขา เพ่งสายตามองไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า ใจของหล่อนรู้สึกสงบสุขอย่างแปลกประหลาด เช่นเดียวกับใจของภูวดลที่เยือกเย็นลงเมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้

“ทำไมคุณชายถึงรู้จักที่นี่คะ”

“บังเอิญฉันขับรถหลงทางมาน่ะ ตอนคุณปู่เสีย จู่ๆ ก็อยากขับรถไปเรื่อยๆ และก็มาถึงรีสอร์ทแห่งนี้ มันเหมือนมีเวทมนตร์ เธอว่ามั้ย”

“จริงด้วย ทำให้เราลืมโลกภายนอกไปเลยค่ะ”

หญิงกล่าว หันมองสำรวจไปรอบๆ ก็รู้สึกชื่นชอบที่นี่ขึ้นมาทันที หล่อนมองเห็นกระท่อมเล็กๆ ซ่อนอยู่หลังรีสอร์ทเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็รู้สึกว่ากระท่อมหลังนั้นดึงดูดใจจนอยากเดินเข้าไปสำรวจดูใกล้ๆ

“เธอจะไปไหน”

เมื่อเห็นหญิงสาวลุกยืน ชายหนุ่มก็ร้องถามขึ้นด้วยนึกสงสัย

“รัถจะไปสำรวจกระท่อมหลังโน้นดูค่ะ น่าจะมีคนอยู่ด้วยนะคะ” รัถยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็กๆ พลางสาวเท้าเดินมุ่งไปที่กระท่อมทันที

“เธอจะเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ เดี๋ยวก็โดนข้อหาบุกรุกหรอกยัยบื้อ”

ชายหนุ่มวิ่งตามไปติดๆ คว้าแขนหล่อนไว้ได้ทัน

“คุณชายก็คิดมากเกินไป คนไทยไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องนี้หรอกค่ะ ยิ่งในป่าเขาแบบนี้ด้วย ถ้าเป็นคฤหาสน์ของคุณชายก็ว่าไปอีกอย่าง”

รัถยากล่าวยิ้มๆ แล้วเดินต่อไม่ฟังเสียงห้ามของอีกฝ่าย

“ยัยบื้อเอ๊ยเตือนก็ไม่ฟังกันบ้างเลย รู้งี้ไม่พามาด้วยเสียก็ดี” ภูวดลบ่นงึมงำ แต่ก็ยังเดินตามหล่อนไปติดๆ

พอถึงกระท่อมหลังนั้น ทั้งสองต่างนึกแปลกใจที่รอบกระท่อมปลูกดอกไม้นานาชนิดราวกับแดนสวรรค์

“ว้าว! ที่นี่เหมือนสวรรค์บนดินชัดๆ เลยนะคะคุณชายใหญ่ ดูสิดอกไม้แบบนี้ก็มีด้วย เคยเห็นแต่ในหนังสือ คุณชายมาดูนี่สิคะ”รัถยาวิ่งเข้าไปดูดอกซ่อนกลิ่น พร้อมกับก้มลงใช้จมูกสูดดม ภูวดลรีบดึงแขนหญิงสาวให้ถอยออกห่าง

“ดมเข้าไปได้ยังไง รู้ไหมดอกอะไรที่เธอกำลังดมอยู่”

“ดอกซ่อนกลิ่นไงคะ นี่ถือเป็นบุญตาที่ได้เห็นที่นี่”

“กลับเถอะ ที่นี่วังเวงยังไงชอบกล ดอกไม้ก็แปลกๆ ทำไมปลูกดอกซ่อนกลิ่นที่เขาเอาไปใช้ในงานศพด้วยก็ไม่รู้สิ เจ้าของกระท่อมหลังนี้ท่าทางจะเพี้ยน”

“อย่าเพิ่งกลับสิคะ มาถึงสถานที่สวยๆ แบบนี้พวกเราก็สำรวจดูอีกหน่อยนะคะ เดี๋ยวรัถขอถ่ายภาพดอกไม้พวกนี้ไว้ก่อนดีกว่า”

          หญิงสาวไม่ฟังเสียงห้ามของภูวดล ยังคงวิ่งถ่ายรูปดอกไม้ไปทั่วด้วยท่าทางตื่นเต้น ก่อนจะถือวิสาสะเดินสำรวจไปรอบๆ พร้อมกับร้องเรียกเจ้าของกระท่อมไปด้วย

“สวัสดีค่ะ มีใครอยู่ไหมคะ”

“เธอจะร้องตะโกนไปทำไม กลับเถอะ”

ภูวดลร้องเตือน เพราะเริ่มใจคอไม่ดี รู้สึกสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องร้ายบางอย่างขึ้นที่นี่

“พวกคุณเป็นใคร”

เสียงร้องถามดังมาจากประตูหลังกระท่อม เมื่อทั้งสองหันไปมองก็พบเจ้าของเสียงเป็นชายชราผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะวัยประมาณเจ็ดสิบกว่ากำลังยืนจังก้ามองมาด้วยนัยน์ตาดุดัน

รัถยาเดินเข้าไปยกมือไหว้สวัสดี และแนะนำตัวเองคร่าวๆ ว่าเป็นนักท่องเที่ยวชายชราก็แนะนำตัวเองกับหล่อนว่าชื่อ ตาประจักษ์ แต่ภูวดลกลับยังคงยืนนิ่งมองเฉยๆ ทำเต๊ะจุ๊ยอยู่ด้านหลัง ชายชราจึงร้องถามเขาขึ้นเสียงดัง

“แล้วพ่อหนุ่มคนนั้นเป็นใบ้รึไงทำไมถึงไม่ยอมพูดจาบ้าง”

“ผมไม่”ภูวดลร้องสวนขึ้นด้วยท่าทางไม่พอใจ รัถยาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบตอบแทน

“เขาเป็นเจ้านายหนูเองแหละค่ะคุณตา แต่ไม่ชอบพูด พวกเราชอบที่นี่มาก คุณตาเป็นคนปลูกดอกไม้พวกนี้เองทั้งหมดเลยหรือคะ”

รัถยาถามด้วยความสนใจ

“เปล่าหรอก ยายเป็นคนปลูก”

“แล้วตอนนี้คุณยายอยู่ไหนคะ”

หญิงสาวซักถามไปเรื่อยๆ ชายชราชี้มือไปที่เนินดินเตี้ยๆ ห่างจากกระท่อมไปไม่ถึงยี่สิบเมตร ทั้งสองมองตามนิ้วของชายชราแล้วก็ต้องขนลุกซู่ เมื่อมองเห็นคล้ายหลุมฝังศพ มีไม้กางเขนปักอยู่บนหลุมนั้นเหมือนกับชาวคริสเตียน

“คุณยายเอ่อ

“เพิ่งไปพบพระเจ้าเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะ พวกเธอเป็นคู่รักกันหรือเปล่า”

จู่ๆ ชายชราก็ถามขึ้น รัถยารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน แต่ภูวดลยังคงนิ่งเฉย

“ดีแล้วที่ไม่ได้เป็นคู่รักกัน เท่าที่ดูจากลักษณะของพวกเธอสองคน ฉันมองเห็นแต่เรื่องเศร้ามากมายรออยู่ เจ้าหนุ่มนั่นจะพบจุดจบที่น่าอนาถ ถ้าหากวันใดที่พวกเธอตัดสินใจอยู่ด้วยกัน”

“คุณตาไม่ใช่พระเจ้าช่างรู้ดีจริงๆ นะครับ เอาชีวิตตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”

ภูวดลนึกไม่ชอบใจที่เขาพูดเหมือนกับผู้กุมชะตาชีวิตผู้คนอย่างไรอย่างนั้น รัถยาจึงสะกิดเจ้านายไว้ไม่ให้พูดต่อ

“เสียใจด้วยนะคะคุณตาเรื่องคุณยาย ตอนมีชีวิตอยู่คุณยายคงจะเป็นคนที่มีความสุขมากๆ ดูจากสวนดอกไม้ของท่านก็รู้ว่าเป็นคนที่ใส่ใจ”

พอหญิงสาวกล่าวจบ ชายชราผู้นั้นก็กวักมือเรียกให้หล่อนเดินตามเข้าไปข้างในกระท่อมด้วย

“แม่หนูเข้ามาข้างในก่อนสิ ตามีอะไรจะมอบให้”

รัถยาหันไปมองภูวดลที่เอาแต่สั่นหัวราวจะเตือนไม่ให้หล่อนตามเข้าไป แต่ครั้งนี้หญิงสาวกลับขัดคำสั่งเขาหล่อนเดินตามชายชราเข้าไปภายในกระท่อม ทิ้งให้ภูวดลรออยู่ข้างนอกเพียงลำพัง

ชายหนุ่มได้แต่เดินไปเดินมาเป็นหนูติดจั่นด้วยท่าทางกระสับกระส่าย นึกเป็นห่วงรัถยาอย่างบอกไม่ถูก คิดว่าหล่อนคงไม่โง่ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็คงจะร้องตะโกนให้เขาช่วยเอง จึงได้แต่อดทนรออยู่ข้างนอกต่อไปเรื่อยๆ

รัถยาถึงกับตกตะลึงเมื่อเข้ามาอยู่ภายในกระท่อม เพราะข้างในต่างจากภายนอกอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เนื่องจากด้านในได้สร้างขึ้นคล้ายเป็นห้องแล็บทดลองของนักวิทยาศาสตร์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน

“คุณตาเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือคะ”

รัถยาเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ระคนสงสัย

“ตากับยายเป็นนักวิจัยน้ำหอมน่ะแม่หนู น้ำหอมนี้ชื่อ “ซ่อนปรารถนา”ที่สกัดจากดอกซ่อนกลิ่น และดอกไม้อื่นๆ อีกหลายชนิด พวกเราสองคนช่วยกันคิดค้นกลิ่นขึ้นมา เห็นท่าทางหนูชอบดอกซ่อนกลิ่น ตาจึงอยากมอบให้หนูเก็บไว้เป็นที่ระลึก คิดว่ายายก็คงอยากมอบน้ำหอมนี้ให้หนูเหมือนกับตา”ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“หนูคงรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ ของมีค่าแบบนี้ มันเป็นยิ่งกว่าความทรงจำ น้ำหอมนี้มีเรื่องราวที่น่าจดจำระหว่างคุณตากับคุณยาย คุณตาเอามามอบให้คนแปลกหน้าอย่างหนูมันคงไม่เหมาะหรอกค่ะ เพราะหนูไม่มีความทรงจำกับน้ำหอมขวดนี้ คุณตาเก็บเอาไว้มอบให้ลูกหลานดีกว่าค่ะ”

หญิงสาวกล่าวอย่างเกรงใจ น้ำหอมที่อบอวลในห้องแม้จะส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ แต่รัถยาก็หักห้ามความอยากเอาไว้ได้ ตัดสินใจไม่ขอรับ ชายชรายิ้มให้หล่อนอย่างเอ็นดู รอยยิ้มนั้นราวกับหล่อนเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน “คุณปู่ภูสรวง!

ไม่รู้ทำไมหล่อนจึงนึกประหวัดไปถึงเจ้าสัวภูสรวงผู้ล่วงลับไปแล้วในตอนนั้น

“ลูกหลานมีก็เหมือนไม่มี ถ้าพวกเขาได้ครึ่งหนึ่งของหนูตากับยายก็คงไม่ต้องมาอาศัยอยู่ที่กระท่อมหลังนี้หรอก น้ำหอมนี่เป็นการทดลองครั้งสุดท้ายของพวกเรา มันจะหายสาบสูญไปจากโลก และโลกก็จะไม่มีโอกาสได้รับรู้กลิ่นอันมหัศจรรย์ของมันถ้าแม่หนูไม่รับไว้ และนำเอาไปเผยแพร่เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของพวกเรา”

ชายชรากล่าว เหมือนอ้อนวอนหล่อนกลายๆ ให้ช่วยรับน้ำหอม “ซ่อนปรารถนา” ไว้เพื่อนำไปเผยแพร่ให้โลกรับรู้เป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของตนและผู้เป็นภรรยาที่ล่วงลับไปแล้ว

“หนูไม่มีความรู้เรื่องน้ำหอมเลยนะคะคุณตา จะให้หนูช่วยยังไงคะ”

รัถยาทำหน้าหนักใจ เพราะตั้งแต่เกิดมา แม้จะเคยใช้น้ำหอมกลิ่นต่างๆ มาบ้าง แต่กลับไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย

“นี่คือสมุดสูตรลับในการปรุงน้ำหอมของพวกเรา ตอนนี้มันเป็นของหนู ถ้าหากหนูไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนก็ให้ไปหาคนผู้หนึ่ง แจ้งเขาว่าหนูคือทายาทผู้สืบทอดน้ำหอมตามเจตนารมณ์ของพวกเรา ตาจะเขียนจดหมายให้รอเดี๋ยวนะ”

ชายชราเดินหายเข้าไปภายในอีกห้อง ไม่ถึงห้านาทีก็กลับออกมาพร้อมซองจดหมายที่ปิดผนึกอย่างดี เขายื่นให้รัถยาพร้อมกับกำชับไม่ให้เปิดอ่าน

“นำมันไปให้ผู้ชายที่ตาจ่าหน้าซองถึง ต่อไปคุณปรีชาจะเป็นคนอธิบายรายละเอียดว่าหนูจะต้องทำอะไรบ้าง และสมุดสูตรน้ำหอมห้ามให้ตกอยู่ในมือใครเป็นอันขาด แม้ว่าพวกเขาจะมาพูดเกลี้ยกล่อมยังไงหนูต้องไม่ยอมใจอ่อนยกให้พวกเขาเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”

ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องลึกลับซ่อนเงื่อนและน่าหนักใจขึ้นมาในทันทีสำหรับรัถยา แต่ถึงกระนั้นสุดท้ายก็ต้องยอมใจอ่อนที่จะช่วยสานต่อเจตนารมณ์ให้สองตายายเป็นครั้งสุดท้าย

ก่อนเดินทางกลับรัถยาได้ไปไหว้ลาภรรยาผู้ล่วงลับของชายชรา

“คุณยายมะลิวัลย์ แม้แต่ชื่อของคุณยายก็เป็นชื่อของดอกไม้ เพราะจริงๆ ค่ะคุณตา ต่อไปหนูจะมาเยี่ยมคุณตากับคุณยายบ่อยๆ นะคะถ้ามีโอกาส”

รัถยาหันไปกล่าวกับชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆ ดวงตาพร่ามัวจ้องมองที่หลุมฝังศพของผู้เป็นภรรยาด้วยใบหน้าสงบ ปราศจากความกังวลใดๆ

“ที่นี่กำลังจะถูกรื้อถอน ถ้าหนูมาครั้งต่อไปอาจจะไม่พบตาที่นี่”

คำพูดชายชราทำให้หญิงสาวใจหายอย่างบอกไม่ถูก

“แล้วคุณตาจะไปอยู่ไหนคะ ถ้าไม่มีกระท่อม”

“ถ้าไม่เห็นตาอยู่ที่นี่ก็ไปถามหาที่รีสอร์ทข้างๆโน่นนะแม่หนู นี่ก็จะบ่ายแก่แล้วพวกหนูเดินทางกลับกันเถอะเดี๋ยวเข้าเมืองจะมืดค่ำเสียก่อน จะลำบากเอาได้”

ชายชรากล่าว รัถยาจึงยกมือไหว้ลา ในใจนึกอยากซักถามอะไรเขามากกว่านี้ แต่ก็เกรงใจ จึงได้เพียงแต่เก็บคำถามมากมายเอาไว้ในใจ


ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *