ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อุ่นไอรักอ้มกอดใบชา

 

4

น้องสาวแสนชัง

วันถัดมา

มีเจ้าหน้าที่ทางอำเภอเดินทางมาที่ไร่เพื่อขอพบพัดชาด้วยเรื่องเชิญไปร่วมงานโอทอป ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำใกล้ทุกสิ้นปีที่บริเวณศาลากลางประจำจังหวัดเชียงราย

“ไม่ได้เจอกันนานนะพี่เอก”

ตัวแทนคราวนี้เป็น เอกรัฐเพิ่มพูนสุขปลัดอำเภอหนุ่มหล่อไฟแรงคนใหม่ อายุแก่กว่าพัดชาสองปีเพิ่งสอบได้เป็นปลัดอำเภอประจำอยู่ที่อำเภอเมือง

เอกรัฐเป็นเพื่อนในวัยเด็กของพัดชา เพราะเขาเป็นบุตรชายคนเดียวของทนายพิชัยชอบติดตามบิดามาเที่ยวเล่นที่ไร่ชาบ่อยๆ จึงทำให้ทั้งสองมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ

“พี่เห็นว่าไร่ของใบชามีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อหลายตัว และอยู่ในเขตอำเภอเมืองที่พี่ประจำการอยู่ พี่จึงอยากมาชวนให้น้องเอาสินค้าไปออกงานโอทอปด้วย”

ที่จริงเอกรัฐไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าพัดชาจะสนใจนำเอาสินค้าจากไร่ไปร่วมงานด้วย เพราะรู้มาจากบิดาว่า ทางไร่ชาสิงห์ทองไม่ต้องการนำเอาสินค้าไปแข่งขันทางด้านธุรกิจกับสินค้าของชาวบ้านที่เป็นผู้ผลิตรายย่อย เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการไม่ยุติธรรม

แต่ตอนนี้เขาก็มาแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งเพราะต้องการมาเจอพัดชาด้วยนั่นเอง ตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมปลายที่อำเภอ เขาก็ย้ายไปเรียนปริญญาตรีและปริญญาโทต่อที่กรุงเทพฯ จะกลับบ้านเยี่ยมบิดามารดาที่อาศัยอยู่อำเภอเมืองก็เพียงปีละครั้งตอนปิดเทอมใหญ่ และพัดชาเองก็ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่เชียงใหม่เพิ่งจบปีที่แล้ว โอกาสที่เขาจะได้พบกับหล่อนนั้นก็มีน้อยลงไปอีก



“เรื่องนี้หนูเคยพูดคุยในที่ประชุมไปแล้วค่ะพี่เอกครั้งก่อนที่เจ้าหน้าที่อำเภอมาชวน พี่ก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าไร่เราเป็นรูปแบบบริษัทที่ผลิตสินค้าขายเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แบบชาวบ้านทั่วไป จึงไม่น่าจะเหมาะสมเท่าไหร่ที่จะนำเอาไปออกร้านร่วมกับชาวบ้าน”

“มันก็ใช่ แต่สินค้าที่ไร่ชาก็ถือเป็นสินค้าขึ้นชื่อของอำเภอเมืองของเราเหมือนกัน จะเป็นไรไหมถ้าพี่จะขอให้ทางไร่เธอไปจัดงานด้วยอาจไม่ต้องเน้นการจำหน่ายหรือประกวด แต่เป็นการให้วิทยาทานในแง่ความรู้ เช่นเรื่องการทำไวน์ การทำไร่ชา หรือแง่การตลาดทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จ”

ปลัดหนุ่มพยายามเกลี้ยกล่อม พัดชานิ่งคิดอยู่สักพัก ก่อนกล่าวแบ่งรับแบ่งสู้ไปว่า

“เรื่องนี้หนูตัดสินใจคนเดียวไม่ได้หรอกจ้ะพี่เอก ขอเอาเข้าที่ประชุมก่อนได้ไหมคะ อีกสองสามวันหนูจะแจ้งให้พี่ทราบทางโทรศัพท์”

“ได้สิแล้วพี่จะรอคำตอบนะ”

“ค่ะพี่ แล้วนี่ได้ทานอาหารเช้าอะไรมารึไงคะ หรือจะดื่มชา กาแฟสักหน่อยไหมก่อนกลับ”

หญิงสาวถามไถ่อย่างมีน้ำใจ ชายหนุ่มยิ้มแหย เพราะเมื่อเช้าด้วยความเร่งรีบออกไปทำงาน จึงยังไม่ได้รับประทานอาหารอะไรรองท้องสักคำ

“เอ่อจะไม่เป็นการรบกวนหรอกเหรอใบชา พี่มีลูกน้องมาด้วยนะ เขารออยู่ด้านนอกชื่อพี่วิชาญ เป็นเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ”

“อ๋อ! พี่วิชาญ หนูรู้จักค่ะเป็นเพื่อนกับพี่คำเมืองลูกชายลุงเดชพ่อของดาหวัน พี่จำได้ไหม เคยมากฺรึ๊บเหล้ากันบ่อยๆ ที่ไร่วันหยุด”พัดชากล่าวพร้อมกับทำท่ากรึ๊บเหล้าเข้าปาก

“หา! กฺรึ๊บเหล้ากับเธอน่ะรึ”

“เฮ้ย! ไม่ใช่ๆ กับพี่คำเมืองต่างหากละคะ หนูก็แค่ไปนั่งแจมในวงเหล้า พูดกันคุยกันเรื่อยเปื่อยบางครั้งบางเวลา”

พัดชาพูด พร้อมกับโบกมือไปมา และหัวเราะขบขันกับการสื่อสารของตัวเอง จนทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด

“ตอนนี้พี่คำเมืองได้ข่าวเป็นผู้จัดการที่ฟาร์มโคนมแล้วเหรอครับ”ปลัดหนุ่มถาม

“ค่ะ คุณปู่เห็นว่าพี่เขาเก่งเกี่ยวกับเรื่องโคนม ตอนนี้ไร่เรามีประมาณร้อยตัวเห็นจะได้ ก็ส่งขายให้ร้านค้าเจ้าประจำในเมืองบ้าง และนำมาแปรรูปเป็นโยเกิร์ตนมผงและนมเม็ดขายแค่ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวไร่ก็ยังไม่ค่อยพอเลยค่ะ เลยยังไม่ได้ส่งขายข้างนอก ตอนนี้ไร่เรายังมีหลายเรื่องที่ต้องพัฒนากันต่อไปเพื่อสานฝันของคุณปู่”

พอพูดถึงอดีตเจ้าของไร่ สีหน้าพัดชาก็หมองลงอย่างเห็นได้ชัด

“เสียใจด้วยนะใบชากับเรื่องคุณปู่”

พัดชาได้เพียงแต่พยักหน้า

“ไปกินข้าวด้วยกันดีกว่าค่ะพี่ เดี๋ยวต้องกลับไปทำงานต่อ”แม้หญิงสาวจะทำเหมือนไม่เป็นอะไร แต่เอกรัฐทราบดีว่า หล่อนเจ็บปวดมากกว่าทุกคน เพราะคุณปู่สิงห์ทองถือเป็นทุกอย่างที่หล่อนมี พอสูญเสียร่มโพธิ์ใหญ่ไปชีวิตก็เหมือนขาดที่พึ่งพิงไปด้วย

ระหว่างนั้นแดนตะวันได้เดินผ่านมาเห็นภาพที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันเข้าโดยบังเอิญ เท้าที่กำลังเดินผ่านโรงอาหารของรีสอร์ตได้หยุดกึกลงทันที ทำเอาพ่อบ้านใหญ่ที่เดินตามหลังมาติดๆ เกือบชนหลังเขาเข้าอย่างจัง

“คุณใหญ่จะหยุดก็ไม่บอก มีอะไรครับ”

ลุงเดชนึกสงสัย หันมองเจ้านายหนุ่มที่เอาแต่ขมวดคิ้ว สายตาจับจ้องไปในโรงอาหารเขม็ง

“นั่นใคร” เขาถาม เก็บอาการสอดรู้สอดเห็นเอาไว้แทบไม่มิด เมื่อเห็นหนุ่มแปลกหน้าแต่งชุดข้าราชการสีกากีเต็มยศมาเดินคลอเคลียกับพัดชา

“ใครครับ” ชายสูงวัยสงสัย เพราะในโรงอาหารมีผู้คนเข้ามารับประทานกันจำนวนมาก ยิ่งใกล้ปีใหม่นักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลมากันไม่ขาดสาย

“ก็ผู้ชายที่ใส่ชุดสีกากีนั่นน่ะ”

เขาบอก พร้อมกับบุ้ยปากไปยังข้าการชายสองคนที่กำลังนั่งลงรับประทานอาหาร โดยมีพัดชาคอยเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มอย่างเอาใจใส่

“อ้อ! คุณเอกเป็นลูกชายคนเดียวของคุณทนายพิชัย คุณเอกกับหนูใบชาสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ได้ยินจากคุณทนายว่า คุณเอกเพิ่งมาเป็นปลัดอำเภอประจำที่อำเภอเมืองได้ไม่นานก็คงจะแวะมาทักทายกันตามประสาคนคุ้นเคยนั่นแหละ” ลุงเดชบอก

“พาผมไปแนะนำหน่อย” แดนตะวันกล่าวเสียงเข้ม ลุงเดชเดาไม่ออกว่าชายหนุ่มอยู่ในอารมณ์แบบไหน

“จะดีเหรอครับ”ชายสูงวัยเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท อีกฝ่ายถามเสียงมีอำนาจกลับไป“ผมเป็นใคร”

“เอ่อ...ได้ครับ เชิญครับท่าน”

ตอนที่มองเห็นพ่อบ้านใหญ่เดินกระย่องกระแย่งนำแดนตะวันเข้ามาในโรงอาหาร พัดชาก็นึกสังหรณ์ใจขึ้นมาทันทีว่าอีกฝ่ายต้องมาไม่ดีแน่นอน

“ขอโทษครับที่เข้ามารบกวนตอนทานอาหาร”

ลุงเดชกล่าวออกตัว ทำให้ผู้กำลังนั่งรับประทานอาหารทั้งสามจำต้องละมือจากช้อนลุกยืนขึ้น

“คุณใหญ่ครับนี่คือคุณปลัดคนใหม่ ชื่อปลัดเอกรัฐ และนั่นก็เกษตรอำเภอ คุณวิชาญ ส่วนนี่คือพ่อเลี้ยงคนใหม่ของเราครับ คุณแดนตะวันเพิ่งเดินทางมาจากอเมริกาจะมาบริหารงานไร่ชาต่อจากคุณปู่สิงห์ทองของท่าน”

“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” เอกรัฐกล่าว พร้อมกับยกมือไหว้ในฐานะที่อายุน้อยกว่า และยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เกษตรอำเภอหนุ่มใหญ่ก็ทำตามเช่นกัน

“ยินดีเช่นกัน ว่าแต่ว่า พวกคุณมานี่มีธุระอะไรให้พวกเรารับใช้รึครับ” กัดฟันถามไปอย่างนั้นเอง ที่จริงก็แค่อยากจะรู้จนตัวสั่นว่า พัดชามีความสัมพันธ์กับปลัดหนุ่มอยู่ในขั้นไหน

“พอดีทางจังหวัดได้จัดงานโอทอปขึ้นที่ศาลากลาง ทางอำเภอเลยมาเชิญให้ทางไร่ไปร่วมกิจกรรมออกร้านและให้ความรู้เรื่องการทำไร่ชาเพื่อเป็นวิทยาทานกับผู้สนใจด้วยครับ แต่คุณใบชาบอกว่าจะต้องขอปรึกษาคนอื่นๆ ในที่ประชุมดูก่อน”

เอกรัฐอธิบาย

“ยังงั้นรึ อืมม...” พ่อเลี้ยงหนุ่มทำท่าครุ่นคิด

“ผมในฐานะพ่อเลี้ยงที่นี่และเป็นเหมือนพี่ชายของใบชา ผมอนุญาตให้น้องใบชาตัดสินใจเองได้เลย ไม่ต้องผ่านการเห็นชอบในที่ประชุมหรอก ยุ่งยากจะตาย เข้าใจนะน้องรัก”

พี่ชายเจ้าเล่ห์ปรายตามองน้องสาวร่วมโลกที่กำลังยืนนิ่งฟังตาปริบๆ

“เข้าใจไหมที่บอกน่ะ”ย้ำถามอีกรอบ พัดชาตอบเหมือนยังตื่นไม่เต็มที่

“อ้อ! ค่ะๆ เข้าใจค่ะ”

“งั้นก็จัดการไปตามที่เห็นสมควร มีเรื่องอะไรก็บอกกับพี่ได้โดยตรง เข้าใจมั้ย เราสองคนก็เหมือนพี่น้องกัน”

เน้นคำว่า พี่น้องจนคนฟังอดขนลุกไม่ได้ พัดชายิ้มแหย เพราะไม่รู้จะวางตัวอย่างไรดีถึงจะเหมาะสมกับคำว่า น้องสาวของเขา

“เอาละ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็เชิญพวกคุณรับประทานอาหารต่อไปเถอะ ผมต้องขอตัวก่อน ไปเถอะลุงเดช”

ชายหนุ่มกล่าวน้ำเสียงเหมือนผู้บัญชาการกองทัพอย่างไรอย่างนั้น ก่อนจะเดินยืดอกเชิดหน้าหล่อเข้มออกไปจากโรงอาหาร

“อะไรวะ” พัดชาเกาหัวแควกๆ มองตามแดนตะวันไปอย่างงงๆ

“แบบนี้น้องใบชาก็ตัดสินใจได้เลยสิครับ”

เอกรัฐดึงความสนใจพัดชากลับมา ทั้งสามนั่งลงรับประทานอาหารต่อ และพูดคุยเรื่องงานโอทอปไปด้วย ก่อนปลัดหนุ่มจะเดินทางกลับพัดชารับปากเอกรัฐว่าจะช่วยอย่างเต็มที่เท่าที่ทำได้

“ดีครับ พี่จะไปจองสถานที่ไว้ให้ ส่วนทางนี้ใบชาก็เตรียมตัวไว้นะครับ อาทิตย์หน้างานจะเริ่ม” ปลัดหนุ่มบอก

“ขอบคุณนะพี่เอก และพี่วิชาญด้วย วันหลังก็อย่าลืมแวะมากรึ๊บ! กับพี่คำเมืองนะคะ”

พัดชากล่าวอย่างขี้เล่น ขณะเดินไปส่งทั้งสองหนุ่มที่รถ เกษตรอำเภอหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบตอนต้นรู้ว่าหล่อนหมายถึงอะไร จึงได้แต่หัวเราะแหะๆ

“ได้ครับ เดี๋ยวรอให้แม่ที่บ้านเผลอก่อน”

เขาหมายถึงภรรยาที่บ้านเอกรัฐยืนฟังทั้งสองพูดคุยกันก็อดขำเสียไม่ได้

“ท่าทางสนุกดีนะครับ ถ้าพี่วิชาญแอบมากรึ๊บเมื่อไหร่ก็อย่าลืมชวนผมด้วยนะครับ”

เอกรัฐกล่าวหยอกเย้า ทั้งพัดชากับวิชาญถึงกับพากันหัวเราะเสียงดังที่จะได้เพื่อนร่วมกรึ๊บเพิ่มขึ้นมาอีกราย

เสียงหัวเราะสดใสของพัดชาลอยไปเข้าหูแดนตะวันที่เดินตรวจงานอยู่บริเวณไม่ไกลจู่ๆ หัวใจพ่อเลี้ยงคนใหม่ก็เต้นตึกตักขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยชายหนุ่มเผลอยกมือขึ้นลูบหน้าอก พร้อมกับทำหน้าครุ่นคิด

“เป็นอะไรครับคุณใหญ่เห็นลูบหน้าอกอยู่ตั้งนาน”

ลุงเดชก็เป็นจอมสังเกตการณ์จนน่ารำคาญ คอยจุ้นจ้านเรื่องของเขาไปเสียทุกเรื่อง

“เปล่าหรอก น่าแปลกแฮะ ทำไมจู่ๆ ...

“อะไรแปลกครับ” ชายสูงวัยสงสัย

“โอ๊ย! ลุงนั่นแหละแปลก ถามอยู่ได้ ถ้าไม่รู้สักเรื่องจะเป็นอะไรไหม เดี๋ยวผมจะเดินดูรอบๆ รีสอร์ต และไร่ชาคนเดียวก็แล้วกัน ลุงจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ รำคาญ!

************

 

ไร่ชาสุดลูกหูลูกตาไม่ได้ช่วยให้จิตใจเขารู้สึกแจ่มใสขึ้นมาสักนิดเลย ออกจะหงุดหงิดเสียด้วยซ้ำเมื่อมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวขจีเต็มไปหมด

            เดินเตะโน่นเตะนี่ไปเรื่อยๆ เหมือนคนพาล ไม่รู้โกรธใคร ในใจก็เอาแต่คิดถึงใบหน้าหวานๆ และดวงตาใสซื่อของผู้หญิงคนนั้น เสียงหัวเราะของเจ้าหล่อนก็ช่างน่าหมั่นไส้ ยิ่งเห็นหล่อนพูดจาฉอเลาะอยู่กับพวกผู้ชายข้าราชการพวกนั้น มันทำให้เขาหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

            “โธ่เว้ย! หงุดหงิดๆ”แดนตะวันสบถเสียงดัง และเผลอเหวี่ยงเท้าไปเตะเข้ากับตอไม้อย่างจัง

“โอ๊ย! เจ็บๆๆๆ”

เสียงร้องโอดครวญของเขาลอยไปก่อกวนคนที่กำลังนั่งดื่มเหล้าด้วยความสำราญใจอยู่หลังพุ่มชาใกล้ๆ

“ไผ...ไผมันมากวนใจ๋อ้ายหล่ำ”

ชายวัยหกสิบตอนปลายผงกหัวลุกขึ้นมองเหนือพุ่มชา กลิ่นเหล้าขาวโชยหึ่งมาตามสายลม

“แล้วนี่ตาเป็นใคร ทำไมมานอนเมาอยู่ในไร่คนอื่น เป็นคนงานที่ไร่หรือเปล่า” แดนตะวันร้องถามข้ามพุ่มชาอันยาวเหยียดต่อเนื่องกันเหมือนงูกินหางชายชราที่ยืนตัวโงนเงนอยู่อีกฟากฝั่งร้องตอบมาเสียงดังอ้อแอ้

บ่าวน้อยง่าว เอิ๊ก!ปี่จะบอกหื่อ พวกป้อจายอย่างหมู่เฮานี่ พอมีเมียมันก็เหมือนมีแม่บ่มีผิด ปี่ฮู้ปี่อยู่มาจั๊ดเมินจนขี้เกียจหายใจ๋ พวกแม่ญิงมันก่อเหมือนก๋านหมด เอิ๊ก!

ชายชราบ่นเป็นภาษาเหนือ พร้อมกับกระดกเหล้าในขวดเข้าปากอีก ทำเอาแดนตะวันยืนงงเป็นไก่ตาแตก เพราะฟังภาษาที่แกพูดไม่รู้เรื่อง

เขาหันมองไปรอบๆ ก็มีเพียงแค่ตัวเองกับพ่อเฒ่าเพียงลำพัง คาดเดาว่า ชายชราคงเป็นคนงานจากหมู่บ้านรอบนอกที่เดินทางเข้ามารับจ้างเก็บใบชานั่นเอง

“แล้วเพื่อนๆที่เก็บใบชาด้วยกันไปอยู่ไหนเสียล่ะ”

“เปื่อนหน๋ายน้องจาย เอิ๊ก!ปี่อยู่มาเมินก่อบ่าดาย ปี่หลงทางเป๋นคนง่าว เฮ้ย! น้องจายฮู้ก่อว่าปี่เป็นไผ”

คนฟังได้แต่ยิ้มแหย เหมือนยืนฟังมนุษย์ต่างดาวส่งรหัสลับมายังเขาไม่มีผิดเลยตอนนั้น

“เอ่อ...ผมไม่เข้าใจหรอกที่ตาพูด เอางี้นะ ผมจะพูดให้ตาฟังบ้าง”

“อู้มา”ชายชราร้องบอก พร้อมกับยกขวดเหล้าขาวกวัดแก่วงเรียกให้ชายหนุ่มข้ามมาหา

แดนตะวันเดินอ้อมไปนั่งฝั่งเดียวกับแก จากนั้นทั้งสองก็นั่งพิงพุ่มชาผลัดกันเล่าเรื่องของตัวเอง คนละภาษาและคนละเรื่องราว แต่สำหรับแดนตะวันตอนนั้นก็เหมือนได้ระบายออกเป็นครั้งแรก

“ผมมาจากอเมริกา” ชายหนุ่มบอก

“อเมริกามีไหนกา”

อุ้ยขี้เมาถาม“อเมริกาอยู่ไหนเหรอ”

ส่วนชายหนุ่มเข้าใจไปอีกอย่าง คิดว่า ชายชราถามเรื่องกาในอเมริกา

“มีสิ...”เขาตอบ

“แล้วมีไหนกา”พ่อเฒ่าย้ำถามอีก “แล้วอยู่ไหนเหรอ”คราวนี้แดนตะวันขมวดคิ้วมุ่นสงสัยหนัก

“อเมริกาก็มีกาอยู่เต็มไปหมดนั่นแหละตา”

“โอ๊ย! แล้วมันมีไหนกาง่าวใบ้ง่าวง่าว”

โง่นัก พ่อเฒ่าเลยด่าเข้าให้ว่า เป็นคนโง่บรม โชคดีที่แดนตะวันแปลไม่ออก หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยกันต่อไปเรื่อยๆ ตามประสาคน ง่าวสองคนที่บังเอิญมาพบกันกลางไร่ชา

“คืองี้นะ ผมจะเล่าความลับให้ฟัง ชีวิตผมต้องอยู่ใต้เงามืดของผู้หญิงมาตลอด แม่ผมเอง เจ้ากี้เจ้าการกับผมไปทุกเรื่อง พอมาอยู่ที่นี่ผมก็ยังมีปัญหากับผู้หญิงอีก ปัญหาใหญ่มากคนนี้ จนผมไม่รู้จะจัดการกับเธอยังไงดี”

ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆ พ่อเฒ่าฟาดมืออันอ่อนปวกเปียกเข้าที่กลางหลังเขาดังเพียะ!พร้อมกับยื่นขวดเหล้าให้ดื่มแก้กลุ้ม แดนตะวันสั่นหัวหงึกๆ

เฮ่ย! เป๋นป้อจายบ่กิ๋นเหล้าใจ๊บ่ได้ จ๊ะไปกึ๊ดนัก แค่แม่ญิงคนเดียว ถ้ามันเหลือกำนักก่อจัดการป๊าบๆๆ เลยน้องจาย”

แดนตะวันนั่งงงกับคำพูดของอุ้ยหล่ำอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหัวเราะกับตัวเอง เหมือนเพิ่งคิดได้ว่า ตัวเองก็ไม่ต่างจากคนบ้าที่มานั่งเล่าความในใจกับคนแปลกหน้า แถมยังพูดคุยกันไม่รู้เรื่องอยู่ตั้งนมนาน

“ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะไปกันใหญ่ ผมว่าตากลับบ้านไปนอนซะเถอะ หรือจะให้ผมโทร.เรียกที่บ้านมารับกลับไหม”

แดนตะวันยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะช่วยพยุงชายชราให้ลุกตาม สักพักก็สังเกตเห็นหญิงสูงวัยรูปร่างอ้วนรายหนึ่งสะพายกระบุงไว้ด้านหลังวิ่งมาแต่ไกล พร้อมกับตะโกนเสียงดัง

“อุ้ยหล่ำมีไหน อุ้ยหล่ำมีไหน”

ส่วนอุ้ยหล่ำเมื่อได้ยินเสียงศรีภรรยาก็ลนลานขว้างขวดเหล้าเข้าไปในพุ่มชาเสียจนแทบไม่ทัน

“นางยักษ์แก่มาแล้ว”

“หลบอยู่นี่เอง กิ๋นเหล้าเมาหัวราน้ำแต่หัววันเลยนะงานก๋านก่อบ่ยะบ่ฮู้จะตามมายะหยัง

ภรรยาอายุอ่อนกว่าหลายปีร้องด่าเสียงดัง แต่พอเดินเข้ามาใกล้หันไปมองคนที่ยืนข้างๆ เห็นหน้าชัดๆ ก็ทำท่าตกใจ ยกมือขึ้นไหว้ปลกๆพร้อมกับขอโทษขอโพยแทนสามีเป็นภาษาเหนือ “โอ๊ะ! พ่อเลี้ยงมาอยู่นี่ได้จะไดหมู่เฮาสุมาเต๊อะเจ้า”

พ่อเลี้ยงยืนงงอยู่พักใหญ่จากนั้นก็ทำได้แค่โบกไม้โบกมือไปมาก่อนกล่าวว่า“คุณตาคงเมามาก พูดจาไม่รู้เรื่องเลยครับ พาแกกลับไปนอนเถอะ”

“นี่เมียปี่เองน้องจาย”

ตาเฒ่าขี้เมายังมีสติ รู้จักแนะนำผู้เป็นภรรยาให้แดนตะวันรู้จัก ผู้เป็นภรรยาเปลี่ยนมาพูดภาษาไทยกลางบ้าง เมื่อเห็นพ่อเลี้ยงคนใหม่เอาแต่ทำหน้างง

“ต้องขอโทษด้วยเจ้าท่านพ่อเลี้ยง อุ้ยหล่ำพอเหล้าเข้าปากก็พูดจ้อจนลิงหลับเป็นฝูงแบบนี้แหละเจ้า”

“อ้าว! ยายก็พูดรู้เรื่องนี่” แดนตะวันว่า

“งั้นข้าเจ้าขอตัวพาอุ้ยหล่ำกลับก่อนนะเจ้า”

นางอึ่งบอกแล้วเดินเข้ามาลากแขนสามีขี้เมาไปด้วยกัน ก่อนจากชายชราก็ไม่วายหันกลับมา พร้อมกับประกบฝ่ามือสองข้างเข้าด้วยกัน และร้องบอกแดนตะวันว่า

จ๊ะไปกึ๊ดนักป๊าบๆ เลยน้องจาย”

“ป๊าบๆ อะหยัง ไปไป้ปิ๊กเฮือนไปนอน”

เสียงนางอึ่งตะโกนด่าสามีไปตลอดทาง แดนตะวันมองตามสองสามีภรรยาต่างวัยไปจนลับสายตา ก่อนจะหัวเราะขบขันกับตัวเองท่ามกลางสายลมที่พัดมาอ่อนๆ

“เพี้ยนไปกันใหญ่ตาคนนี้ ป๊าบๆ อะไรกัน”

ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *