ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 


บทที่ 1/2


“ฝนตกอีกแล้ว ให้ผมไปส่งไหมครับ”

เสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง รัถยาที่กำลังยืนจ้องสายฝนเบื้องหน้าอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง

“คุณธาวินเองหรือคะ คิดว่าคุณยังอยู่ที่งานเลี้ยงเสียอีก”

“เบื่อครับ และผมไม่อยากกลับดึก พรุ่งนี้ยังมีงานด่วนต้องสะสางให้เสร็จด้วยจึงแอบหนีออกมาก่อน” ชายหนุ่มกล่าว ขณะที่สายตาจดจ้องมองหญิงสาวตรงหน้ายิ้มๆ ที่จริงเขาเห็นหล่อนเดินออกมาจากลิฟต์จึงปลีกตัวจากงานเลี้ยงติดตามหล่อนมา

“ท่าทางฝนคงตกหนักอีกนานกว่าจะหยุด ถ้าคุณไม่รังเกียจให้ผมไปส่งคุณนะครับ”

หญิงสาวยืนนิ่งเหมือนลังเลอยู่ชั่วขณะ พอทอดสายตามองออกไปด้านนอกเห็นฝนที่เทลงมาอย่างหนักหน่วงก็แอบถอนหายใจเบาๆ

“จะไม่เป็นการรบกวนคุณธาวินหรือคะ บ้านดิฉันอยู่แถวสุขุมวิท”

“ไม่หรอกครับ ผมอยู่แถวสมุทรปราการ พอส่งคุณเสร็จผมก็แค่ขับรถกลับบ้านตามปกติเหมือนทุกวัน ไม่ต้องเกรงใจผมหรอกครับ”

“จริงหรือคะ ไม่ยักรู้ว่าคุณอยู่สมุทรปราการ”

หล่อนกล่าวเหมือนโล่งอกเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น

“นี่เรียกว่าพรหมลิขิตสินะครับ”

ธาวินกล่าวหยอกล้อ พร้อมกับหัวเราะขึ้นเบาๆ แต่ทำเอาอีกฝ่ายกลับหัวเราะไม่ออก

“ผมแค่ล้อเล่นน่ะครับ พวกเราไปกันเถอะรถผมจอดอยู่ลานจอดรถผู้บริหารด้านใน”

ชายหนุ่มเดินนำหน้าหญิงสาวไปที่รถ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เมื่อคิดว่ากำลังจะได้กลับบ้านพร้อมผู้หญิงที่เขาแอบสนใจมาตลอด ขณะที่รัถยากลับคิดกังวลถึงอีกคนซึ่งกำลังทำงานอยู่บนตึก

วันนี้แม้จะเป็นวันสุดสัปดาห์ของการทำงาน และมีงานเลี้ยงฉลอง แต่ภูวดลก็ยังคงกลับไปทำงานตามปกติและกว่าจะกลับเข้าบ้านก็คงเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งโน่นแหละพอวันหยุดก็ยังต้องตื่นมาทำงานอีก ราวกับว่าในชีวิตของเขาไม่มีสิ่งอื่นใดน่าสนใจทำนอกเหนือจากงาน

ธาวินขับรถมาส่งหล่อนถึงหน้าบ้านพัก แล้วก็กลับไป พอเข้าบ้าน อาบน้ำเสร็จ รัถยาก็เข้านอน คืนนั้นหล่อนหลับเป็นตาย เพราะความอ่อนเพลียจากการทำงานเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน

พอรุ่งสางประมาณตีห้าครึ่งซึ่งถือเป็นเวลาปกติของทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หญิงสาวต้องตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติเพื่อล้างหน้า แปรงฟัน และแต่งตัวอย่างสุภาพแม้จะเป็นวันหยุดก็ไม่ละเว้นจากนั้นจึงออกจากบ้าน เดินเท้ามุ่งหน้าไปตามถนนสายหลักของหมู่บ้าน “ภูสรวง”ที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรของคนชนชั้นกลางถึงระดับมหาเศรษฐี สุดปลายทางของหมู่บ้าน ซึ่งนับระยะทางได้ประมาณ 1,000 เมตรคือจุดหมายของหญิงสาว

รัถยาชื่นชอบบรรยากาศยามเช้าเป็นพิเศษ เพราะเงียบสงบ ปราศจากผู้คนและเสียงรบกวนเวลาเดินบนถนนสายนี้ไปตามลำพังตลอดสามปี ทำให้หล่อนเหมือนได้ปลดปล่อยตัวเองจากความยุ่งยากวุ่นวายทั้งปวง

ตลอดสองข้างทางที่ทอดยาวนั้นประดับประดาด้วยต้นลีลาวดีและสัตตบรรณ พอถึงช่วงฤดูผลิดอก ดอกไม้สองชนิดจะแข่งกันโชยกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วหมู่บ้านภูสรวง รัถยาคิดว่าคงมีเพียงหล่อนเท่านั้นที่ล่วงรู้ความลับของมัน ปริศนาที่มาของความหอมเหล่านั้นจะปลุกระบบประสาททุกส่วนของมนุษย์ให้ตื่นตัวและสดชื่นที่สุดก็ตอนรุ่งเช้านี้เอง

**********



“มาแล้วหรือลูก”

หญิงสูงวัยอายุห้าสิบตอนต้นผู้มายืนคอยรับที่หน้าคฤหาสน์เอ่ยทักทายบุตรสาวรัถยายกมือไหว้มารดา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคฤหาสน์หลังใหญ่หลังสุดท้ายในหมู่บ้านภูสรวง ซึ่งสร้างอยู่ภายในอาณาเขตพื้นที่ประมาณสิบกว่าไร่ พอสายตาเลื่อนมองลงมาเห็นชื่อป้ายหน้าคฤหาสน์ที่เขียนว่า “ไพศาลนฤบดินทร์”นั้นหญิงสาวถึงกับทอดถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนชั่วชีวิตนี้ หล่อนจะหนีไม่พ้นครอบครัว ไพศาลนฤบดินทร์ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน หรือแม้แต่ในที่ทำงาน

“เมื่อคืนงานเลี้ยงเป็นไงบ้างลูก สนุกไหม”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะแม่ หนูกลับก่อน”

“อ้าว! เหรอ ถ้าอย่างนั้นเมื่อคืนลูกก็ไม่ได้กลับพร้อมคุณชายใหญ่น่ะสิใช่มั้ยลูก”

นางสายใจเอ่ยถามบุตรสาวคนเดียวของนางด้วยความสงสัย เพราะเมื่อคืนแว่วได้ยินเสียงรถภูวดลบุตรชายคนโตของครอบครัวไพศาลนฤบดินทร์กลับเข้าบ้านก็ราวๆ ตีสองกว่า

“คุณชายใหญ่บอกให้หนูกลับก่อน หนูก็เลยทำตามที่เขาสั่ง”

หญิงสาวกล่าว ถ้าหากใครไม่รู้ก็คงจะนึกว่าหล่อนช่างเป็นลูกน้องที่เชื่อฟังเจ้านายเสียจริงๆ มีแต่มารดาของหล่อนเท่านั้นที่รู้ว่าบุตรสาวกำลังประชด

“คราวหน้าคราวหลังลูกอย่าทำแบบนี้อีกนะ ถ้าท่านบอกว่ากลับก่อนก็ต้องอยู่สิ จะประชดทำตามที่ท่านบอกแบบนั้นได้ยังไงกัน อย่างน้อยท่านก็เป็นเจ้านาย เป็นผู้มีพระคุณต่อพวกเรา อย่าลืมนะลูกนะ จะโกรธไม่ได้ ห้ามเด็ดขาดแม้แต่จะแสดงอาการออกมาให้ท่านเห็น เราเป็นลูกจ้างต้องอดทนรู้มั้ยลูก” มารดาเตือน ส่วนบุตรสาวได้แต่พยักหน้ารับทราบ แต่ภายในใจกลับต่อต้าน

จากนั้นนางก็เดินนำบุตรสาวเข้าบ้าน ขณะเดินผ่านห้องโถงใหญ่ที่ถูกจัดตกแต่งอย่างสวยหรูตามสไตล์ผู้ดีเก่า รัถยาอดที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองรูปภาพสมาชิกในตระกูล ไพศาลนฤบดินทร์บนผนังบ้านไม่ได้เช่นทุกวันที่เดินผ่าน

จำได้ว่าภาพนั้นถ่ายไว้เมื่อสี่ปีก่อน บุคคลทั้งห้าในภาพล้วนแต่เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของหล่อนแทบทั้งสิ้น เริ่มจากเจ้าสัวภูวนัยคุณหญิงไลลา ภูวดล ภูวนาถ และโดยเฉพาะเจ้าสัวภูสรวงผู้ที่เคยให้ความเมตตาต่อหล่อนเป็นพิเศษเหมือนกับลูกหลานคนหนึ่ง

ในบ้านหลังนี้ถ้าจะว่าไปแล้วก็คงมีเพียงแค่เจ้าสัวภูสรวงผู้ล่วงลับเมื่อสามปีก่อนเท่านั้นที่ปฏิบัติต่อหล่อนอย่างเท่าเทียมเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ได้มองว่าเป็นคนรับใช้แต่อย่างไร ก่อนสิ้นลมหายใจด้วยโรคอัมพาต ท่านยังมีความกรุณาอันใหญ่หลวงได้มอบบ้านหนึ่งหลัง ซึ่งท่านเป็นเจ้าของโครงการให้หล่อนเป็นของขวัญก่อนจาก

“เธอจะได้คิดถึงฉัน ตอนที่ฉันไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว รับไว้เถอะนะหนูถือว่าปู่ให้เพราะหนูเป็นคนมีน้ำใจ คอยดูแลฉันเหมือนฉันเป็นปู่แท้ๆ ของหนู ฉันมีหลานชายถึงสองคน คนหนึ่งเป็นคนบ้างานและเย็นชา ส่วนอีกคนกลับไม่เอาถ่าน มีแต่หนูเท่านั้นที่คอยมาเฝ้าดูแลฉันที่โรงพยาบาล ฉันคงไม่ใจจืดใจดำจากไปทั้งๆ ที่ไม่ได้ตอบแทนอะไรหนูเลย บ้านหลังนั้นฉันเต็มใจอยากมอบให้หนูกับแม่เอง ต่อไปจะไม่ต้องเร่ร่อนไปไหนอีก”

ใจรัถยาเจ็บปร่าเมื่อระลึกถึงถ้อยคำเหล่านั้นของท่านเจ้าสัวภูสรวงเมื่อสามปีก่อน ด้วยเหตุนี้หล่อนจึงมีบ้านเป็นของตัวเอง และย้ายเข้าไปอยู่หลังสิ้นเจ้าสัวภูสรวง แต่มารดายังคงอาศัยที่คฤหาสน์หลังนี้ต่อ เนื่องจากเป็นแม่บ้านใหญ่ต้องคอยดูแลรับใช้เจ้านายทั้งสี่

“รีบไปจัดเตรียมอาหารเช้าช่วยแม่ในครัวเร็วเข้าลูก เดี๋ยวคุณๆ ทั้งสี่ตื่นมาจะไม่ทันการ”

คำพูดของมารดาปลุกรัถยาตื่นจากภวังค์ หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่กำลังไหลรินออกมาหล่อนเดินตามมารดาเข้าไปในครัว และช่วยจัดเตรียมสำรับดังเช่นทุกวันหยุด

“แล้วพี่อ้อยเมื่อไหร่จะกลับมาจากต่างจังหวัดคะแม่ แม่ดูแลบ้านคนเดียวแบบนี้จะไหวหรือคะ”

หญิงสาวเอ่ยถาม มารดาจุปากให้เบาเสียง

“เบาๆ หน่อยลูก เดี๋ยวคุณๆ ก็ได้ยินเข้าหรอก แม่ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก อีกสองวันอ้อยก็กลับ”

“แม่ต้องทำงานบ้านทุกอย่าง แถมยังต้องคอยดูแลเจ้านายทั้งสี่อีก พวกเขาก็น่าจะหาคนใช้เพิ่มอีกนะคะ”

ฝ่ามือมารดาฟาดเข้าที่แขนบุตรสาวเบาๆ เพื่อเตือนให้เงียบ

“พอได้แล้ว ไม่ต้องพูดมาก นี่ยกสำรับนี่ขึ้นไปให้คุณภูวดลบนห้องแทนแม่ที ปกติอ้อยจะเป็นคนยกขึ้นไปให้ วันนี้อ้อยไม่อยู่ ลูกก็เป็นคนยกไปแทนหน่อยก็แล้วกัน”

“ไม่เอาหรอกค่ะ ที่ทำงานเห็นหน้าดุๆคุณชาย หนูก็รู้สึกอึดอัดจะแย่ วันหยุดขอให้หนูพักสักวันบ้างเถอะค่ะ” หญิงสาวกล่าวพร้อมโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

“ถ้างั้นลูกอยากไปเสิร์ฟที่ห้องคุณภูวนาถแทนไหมล่ะ”พอมารดาพูดถึงภูวนาถบุตรชายคนเล็กของบ้านนี้ รัถยาก็แทบกัดลิ้นตัวเอง ถ้าเป็นไปได้แทบไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาด้วยไม่ว่าในกรณีใดๆ เพราะภูวนาถเป็นเสือผู้หญิงตัวพ่อ ถ้าคลำไม่เห็นหางเป็นฟาดเรียบ

ภูวนาถอายุ 27 ปี ห่างจากรัถยาแค่ปีเดียว พอเจอกันทีไรเขามักทำรุ่มร่ามกับเธอเสมอ แม้จะอยู่ต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ก็ไม่ละเว้น ใครห้ามยังไงก็ไม่ฟัง ทางเดียวที่หลีกเลี่ยงเขาได้คืออยู่ห่างๆ ผู้ชายคนนั้นเป็นดีที่สุด แม้ภูวดลจะชอบพูดจาประชดและด่า อยู่ด้วยแล้วรู้สึกอึดอัดแต่ก็ยังดีกว่าผู้เป็นน้องชายหลายเท่านัก

“งั้นหนูเอาขึ้นไปให้คุณภูวดลก็ได้”

          รัถยารีบยกสำรับที่เป็นอาหารสไตล์อเมริกัน ซึ่งมีไข่ดาว เบคอน ไส้กรอก ขนมปังและน้ำส้มอาหารจานโปรดของภูวดลเดินออกจากครัวไปทันที

มารดามองตามหลังบุตรสาวไปด้วยใบหน้ายิ้มๆ อีกใจก็นึกเห็นใจหล่อนที่ต้องทนอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเจ้านายทั้งสี่ไปพร้อมๆ กับนาง

จำได้ว่านางพาบุตรสาวเดินทางมาจากหมู่บ้านทางอีสานเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ เมื่อบุตรสาวเรียนจบชั้นมัธยมต้น และได้สูญเสียสามีด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนนั้นรัถยาอายุย่าง 16 ปี ต่อมาได้งานเป็นคนรับใช้ที่ตระกูล ไพศาลนฤบดินทร์ด้วยการไปสมัครงานทิ้งไว้ที่กรมการจัดหางาน โชคดีที่เจ้าสัวภูสรวงได้อนุญาตให้รัถยาอาศัยอยู่กับนางด้วย และส่งเสียให้เรียนจนจบชั้นปริญญาตรี พอหลังจากเรียนจบก็ยังให้บุตรสาวนางเข้าทำงานเป็นเลขาของภูวดลอีกด้วย

ครั้งเมื่อเจ้าสัวภูสรวงยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนในบ้านนี้ยังมานั่งรับประทานร่วมโต๊ะเดียวกันบ้างในบางครั้งคราว แต่พอสิ้นเจ้าสัวผู้เป็นเสาหลักของตระกูล ผู้ที่นั่งรับประทานอาหารด้วยกันก็เหลือเพียงแค่คุณหญิงไลลากับเจ้าสัวภูวนัย ส่วนบุตรชายทั้งสองก็ทำตัวราวกับเป็นเพียงผู้อาศัยบ้านนี้อยู่เท่านั้น



>>>อ่านต่อ


ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *