ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อุ่นรักอ้อมกอดใบชา

 นิยายออนไลน์ อุ่นรักอ้อมกอดใบชา

1

พ่อเลี้ยงคนใหม่

 

         

“คุณใหญ่ครับจะให้ทำยังไงกับเด็กคนนั้นดี”

ทุกอย่างน่าจะราบรื่นดังที่วาดฝัน หลังจากตัดสินใจเดินทางจากอเมริกามารับมรดกไร่ชาที่เชียงรายจากคุณปู่ผู้ล่วงลับซึ่งทำพินัยกรรมทิ้งไว้ให้เขา แต่กลับไม่เป็นไปตามนั้น

“เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ต้องให้ถึงมือผมด้วยรึลุงเดชไล่ไปให้พ้นๆ เลยไป มากวนใจผมอยู่ได้ตั้งแต่เช้านี่ก็อาทิตย์หนึ่งแล้วยังไม่ย้ายออกไปอีก”

แดนตะวัน เดชนฤบดีพ่อเลี้ยงคนใหม่วัย 35ปีแห่งไร่ชาสิงห์ทอง กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวถ้วยชาที่ถืออยู่ในมือถูกวางกระแทกกับพื้นโต๊ะเสียงดังปัง! อย่างไม่สบอารมณ์

“บ้าชิบ!

ทนมาหลายวันแล้ว ตอนแรกที่เงียบอยู่เพราะยังเกรงใจอีกฝ่าย ด้วยได้ยินจากคนรับใช้เก่าแก่อย่าง ลุงเดช ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงคนโปรดของคุณปู่เขา ท่านได้อุปถัมภ์เลี้ยงดูมาตั้งแต่แรกเกิด เพราะมารดาซึ่งเป็นคนงานในไร่ทิ้งไว้ แล้วหนีหายสาบสูญไม่ยอมกลับมารับเด็กคนนั้นอีกเลย จนบัดนี้เด็กสาวผู้นั้นอายุ 23ปีบริบูรณ์ก็น่าจะพอได้แล้วสำหรับหน้าที่การดูแลรับผิดชอบคนคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน แถมไม่ใช่ญาติ หรือคนรู้จัก

“คุณปู่ผมท่านก็เสียไปแล้วตั้งเกือบปี ทำไมเด็กคนนั้นถึงยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ”

ชายหนุ่มไม่เข้าใจเลยสักนิดกับพฤติกรรมของคนงานที่นี่ รวมทั้งเด็กสาวคนนั้น

เขาคิดว่า คนพวกนั้นก็ไม่ต่างจากปลิงดูดเลือดดีๆ นี่เอง สองอาทิตย์ก่อนเมื่อเดินทางมาถึงไร่เขาได้เรียกผู้จัดการและหัวหน้าคนงานในไร่ทั้งหมดมาประชุมเพื่อปรับเปลี่ยนแผนงานและตำแหน่งใหม่ แน่นอนว่า คนงานเหล่านั้นย่อมไม่พอใจในวิธีการการบริหารงานของเขา เพราะเคยชินกับการทำตัวตามสบายทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ขาดระเบียบวินัย



“พวกเราไม่ยอม พวกเราไม่ยอม”

เสียงประท้วงดังขึ้นหลังจากนั้นนั่นก็เป็นอีกเรื่องที่สร้างความปวดหัวให้เขาไม่น้อย และที่หนักยิ่งกว่าก็คือ คนที่คอยยุแหย่ให้คนงานแข็งข้อกับเขานี่สิ

“ถ้ายังไม่ไปก็ให้โทร.แจ้งตำรวจได้เลย ดื้อด้านดีนัก”

“จะดีหรือครับคุณใหญ่ที่จะไล่หนูใบชาออกไปจากไร่ตอนนี้ ผมว่าพวกคนงานต้องไม่ยอมแน่ๆ ถึงอย่างไรเธอก็เติบโตที่นี่ แถมยังเป็นที่รักของคนงานทุกคนอีก”

“นั่นแหละปัญหา ถ้าผมให้เด็กคนนั้นอยู่ที่นี่ แล้วใครจะเชื่อฟังผม”เพื่อดับไฟตั้งแต่ต้นลมก็คงมีวิธีนี้วิธีเดียว แดนตะวันคิด

“เอ่อ...คุณใหญ่ผมว่าน่าจะ...

“นี่ลุงกำลังจะแข็งข้อกับผมเหมือนคนงานพวกนั้นอีกคนรึไง”เขาตะเบ็งเสียง พ่อบ้านใหญ่วัยหกสิบตอนต้นสะดุ้งโหยงลนลานกล่าว“ปละ เปล่าครับ ผมไม่กล้าหรอก”

นึกไม่ถึงว่า เด็กชายตัวเล็กๆ ที่เขาเคยรู้จักสมัยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน บัดนี้อเมริกาได้พรากนิสัยอบอุ่นอ่อนโยนของเขาไปจนหมดสิ้น

**********

 

“ว่าไงคะลุงเดช คุณใหญ่ท่านว่ายังไงบ้างจ๊ะ”

พัดชา แสงนิรันดร์ หรือที่ทุกคนในไร่ชาสิงห์ทองแห่งนี้ชอบเรียกหล่อนว่า คุณหนู ใบชาลุกพรวดจากม้านั่งหน้าบ้านทันทีเมื่อเห็นพ่อบ้านใหญ่เปิดประตูออกมา

ใบหน้าบิดเบี้ยวเหมือนเพิ่งกินยาขมมาสิบถ้วยแบบนั้น หญิงสาวเดาได้ทันทีว่าต้องไม่ใช่ข่าวดีที่รอคอย ที่ใจหายก็คือ เธอต้องออกจากไร่ชาซึ่งเป็นเสมือนบ้านเกิดแห่งนี้ไปตลอดกาล เพราะความเข้าใจผิดของแดนตะวัน คิดว่าเธอเป็นคนเสี้ยมสอนให้คนงานในไร่แข็งข้อไม่เชื่อฟังเขา

“คงยากที่จะเกลี้ยกล่อมคุณใหญ่เวลานี้ ลุงจนปัญญาจริงๆ ขอโทษด้วยที่ลุงเป็นผู้ใหญ่เสียเปล่าแต่ก็ช่วยอะไรหนูไม่ได้เลย”

คิดแล้วเชียว พัดชานึกในใจเมื่อได้ยินจากปากลุงเดช ท่าทางหยิ่งยโสแบบนั้น เขาคงไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ หรือกลับคำพูดที่เคยลั่นออกไปแล้วแน่นอน

“ฉันไม่ชอบขี้หน้าเธอ ถ้าฉันไม่ชอบใครก็คือไม่ชอบ เตรียมตัวย้ายข้าวของออกไปจากไร่นี้ซะ ให้เวลาหนึ่งอาทิตย์คงพอนะ”

อาทิตย์ก่อนเจ้าของไร่คนใหม่ยื่นคำขาดกับเธอแบบนั้น แต่เธอก็ยังไม่เชื่อว่าเขาพูดจริงจนเมื่อเช้านี้ เขาสั่งให้คนงานชายสามสี่รายบุกไปไล่เธอออกจากบ้านชมดาวบ้านที่คุณปู่ของเขาสร้างให้เป็นของขวัญในวันที่เธอสำเร็จปริญญาตรีจากเชียงใหม่เมื่อปีที่แล้ว แต่หลังจากที่ท่านจากไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลวในเวลาต่อมา พอหลานชายแท้ๆ กลับมา เธอก็ไม่ต่างจากหมาหัวเน่าตัวหนึ่ง 

“บ้านหลังนี้ปู่ยกให้หลาน ถ้าปู่ไม่อยู่แล้วหลานก็อยู่ที่นี่ไปได้ตลอดเลยนะ จะนานแค่ไหนก็ได้ เท่าที่หนูต้องการ ไม่ต้องย้ายไปไหนหรอก”

แม้อดีตเจ้าของไร่จะพูดไว้แบบนั้นกับเธอตอนยังมีชีวิต แต่ในทางกฎหมายเธอก็ยังเป็นเพียงแค่ผู้อาศัย เนื่องจากไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและลงนามโดยผู้เป็นเจ้าของให้เธอมีสิทธิ์ในบ้าน หรือมรดกใดๆ

“เขามีสิทธิ์อะไรมาไล่หนูออก หนูไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” เธอก็แค่รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่จู่ๆ เขาก็ไล่เธออย่างไม่มีเหตุผลหากจะว่าไป เธอต่างหากที่เป็นคนคอยอยู่เคียงข้างคุณปู่ของเขามาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต ขณะที่เขากับครอบครัวได้อพยพไปอยู่อเมริกากันหมดเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เธอเพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาดูโลก และทิ้งคุณปู่ให้อยู่กับคนงาน ส่วนกิจการไร่ชาแห่งนี้ก็เหมือนกัน ตอนแรกก็แค่ส่งขายภายในประเทศจนกระทั่งเมื่อห้าปีก่อนขณะเรียนมหาวิทยาลัย ด้านการบริหารธุรกิจ เธอได้เกิดไอเดียในการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและโซเชียลเข้ามาโปรโมทไร่ และผลิตภัณฑ์จากใบชา รวมทั้งรีสอร์ต จนทำให้ธุรกิจไร่ชาสิงห์ทองเจริญเติบโตกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

แต่แล้วจู่ๆ แดนตะวันที่ไม่เคยมาสนใจอะไรกับไร่ชาเลยก็โผล่มารับช่วงกิจการแค่นั้นยังไม่พอ ยังไล่คนงานซึ่งเป็นคนเก่าแก่ออกหลายคนด้วยเห็นว่า อายุมากและทำงานช้าลง เมื่อเธอพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ แดนตะวันกลับแสดงความไม่พอใจ หาว่าเธอเลี้ยงไม่เชื่องและไล่เธอออกอีกคน

“ถ้าจะดันทุรังสู้กับคุณใหญ่ตอนนี้ลุงคิดว่าก็คงไม่ชนะง่ายๆ และเขาคงไม่ยอมรับฟังเหตุผลหรอก อาจเป็นเพราะเขาไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมานาน วิธีคิดก็คงจะเปลี่ยนไป เคยได้ยินแต่คนเขาว่ากันว่า ยิ่งห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปนานรากเหง้าเผ่าพงศ์หลงลืม...ตอนนี้ลุงชักจะเชื่อแล้วว่าเป็นความจริง ลุงแนะนำให้หนูเก็บแรงไว้คิดหาที่อยู่ใหม่ก่อนดีกว่า”

“แล้วลุงจะให้หนูไปอยู่ไหนคะ ก็หนูเกิดที่นี่ โตที่นี่ พ่อแม่ก็ทิ้งไป หนูมีแต่คุณปู่ที่เป็นครอบครัวหนู แบบนี้เขายังจะใจดำไล่หนูไปอยู่อีกเหรอคะลุง”

เธอสะอื้นไห้เสียงดัง สุดจะอดกลั้นเอาไว้ได้อีก มองย้อนกลับไป ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยรู้สึกแย่เท่านี้มาก่อน แม้ตอนเด็กจะถูกเด็กคนอื่นๆ ดูถูกที่ไม่มีพ่อแม่ แต่เธอก็ยังมีคุณปู่สิงห์ทองคอยให้กำลังใจ พอเติบโตขึ้น คุณปู่ได้สอนให้เธอใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญ สอนเรื่องธุรกิจไร่ชา และปลูกฝังจิตวิญญาณเธอให้เป็นส่วนหนึ่งกับไร่ชาแห่งนี้

ชีวิตการเป็นชาวไร่กลายเป็นส่วนหนึ่งในมหาวิทยาลัยชีวิตทั้งหมดที่เธอเรียนรู้ และเธอไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะต้องออกจากที่แห่งนี้ไป

“เขาทำเกินไปแล้ว!เธอคิด เมื่อก่อนเธอเคยชื่นชมเขา เพราะคุณปู่คอยพูดถึงความดีของเขากรอกหูบ่อยๆ แต่ตอนนี้เธอเกลียดความเผด็จการของเขาและเป็นครั้งแรกที่เธอคิดว่า ถูกอีกฝ่ายดูหมิ่นเหยียดหยามในศักดิ์ศรี บีบบังคับให้เธอออกจาก บ้านหลังเดียวที่เธอรู้จัก

“หนูทำผิดอะไรคะคุณใหญ่ ทำไมคุณถึงใจร้ายนัก ทำแบบนี้กับหนูทำไม ฮือ ฮือ”เธอตะโกนถามเขา หวังว่าเขาจะได้ยิน แต่กลับไม่มีแม้แต่เสียงลมพัดออกมาจากประตูใหญ่

“เด็กน้อยเอ๊ย! เธอไม่ผิดหรอก” ชายชราตอบแทนผู้อยู่ข้างใน พลางตบไหล่เล็กที่สั่นเทิ้มตามแรงสะอื้น

“ที่ผิดก็เพราะเราเกิดมาเป็นลูกน้องเขานี่แหละ”

ปกติพัดชาเป็นคนเข้มแข็งเสมอ เขาไม่เคยเห็นเด็กสาวร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นๆ เลยตั้งแต่เล็กจนโต จนกระทั่งวันที่อดีตพ่อเลี้ยงจากไป ดูเหมือนเขาจะเห็นด้านที่อ่อนไหวเกิดขึ้นกับหล่อนบ่อยๆ และดูเหมือนครั้งนี้ก็เช่นกัน ความอดทนของหล่อนคงจะพังทลายไปตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้ว เมื่อถูกแดนตะวันสั่งให้คนงานไปไล่ออกจากบ้าน

“เอาแบบนี้นะ หนูรออยู่ตรงนี้ก่อน ลุงจะลองเข้าไปขอร้องคุณใหญ่ให้อีกที ถ้าไม่ได้ผลจริงๆ ก็คงต้องใช้แผนอื่น”

ลุงเดชเองก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะเกลี้ยกล่อมแดนตะวันได้ผลหรือเปล่า เขาไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆ เหมือนยี่สิบปีก่อนอีกต่อไป แต่เป็นชายหนุ่มเต็มตัว ที่ดูเหมือนจะไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ เสียด้วยสิ

พัดชานั่งรออยู่ตรงม้านั่งหน้าบ้านตรงที่เดิม แต่สักพักก็ต้องลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมา คอยชะเง้อคอมองเข้าไปในบ้านที่เงียบจนผิดปกติ ความเงียบนั้นยิ่งบีบรัดหัวใจเธอเป็นทวีคูณ

ใครจะรู้ ไม่มีใครรู้ มีเพียงแดนตะวันเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินให้เธออยู่หรือไป

สักพักใหญ่ชายสูงวัยก็เดินออกมา ใบหน้าเหี่ยวย่นด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ก่อนมองดูหดหู่อยู่แล้ว เวลานี้มันทำให้หญิงสาวนึกไปถึงวันสิ้นโลก

“ไม่ได้หรือคะ”

ลุงเดชส่ายหน้าแทนคำตอบ ขณะที่ไหล่ของพัดชาก็ตกวูบ น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลรินออกมาอีก เขาเห็นเธอทรุดนั่งลงกับพื้น ไม่ได้สนใจไยดีอะไรอีก แล้วถ้อยคำมากมายจากอดีตพ่อเลี้ยงเจ้าของไร่ก็ผุดขึ้นในหัวของลุงเดช

“ถ้าฉันไม่อยู่ นายช่วยดูแลหนูใบชาแทนฉันด้วยนะเดช อย่าให้เธอมีชีวิตลำบากเหมือนแม่ที่ทิ้งเธอไป”

“ถ้าสมมุติว่า สมมุตินะขอรับพ่อเลี้ยง ถ้าหากคุณใหญ่กับครอบครัวไม่ยอมรับในเรื่องที่ท่านต้องการให้หนูใบชาอยู่ที่นี่ล่ะขอรับ”ไม่คาดคิดว่า สิ่งที่เขาเคยสมมุติไว้จะเกิดขึ้นจริงๆในวันนี้

“ไม่มีวันนั้นหรอก นิสัยหลานฉัน ฉันรู้ดี เจ้าใหญ่เขาเป็นคนจิตใจกว้างขวาง มีเมตตาตั้งแต่เด็ก ถึงมองดูนิ่งๆ ดุๆ ไปบ้างแต่ฉันรู้ดีว่าธาตุแท้เขาไม่ใช่คนใจร้ายใจดำหรอกเขาจะต้องเมตตาหนูใบชามากกว่าทุกคน เพราะเด็กคนนั้นทั้งเก่ง ฉลาดและน่ารัก เธอเป็นนักการตลาดมือทองของไร่เรา นายอย่าลืมสิ ถ้าเจ้าใหญ่มองคนไม่ออกก็คงโง่เต็มที นายไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นนักหรอก เพราะถ้าเกิดเรื่องนั้นขึ้นจริงๆ ฉันก็ยังมีแผนสำรอง”

“แผนสำรองอะไรหรือขอรับพ่อเลี้ยง”

“พินัยกรรมลับฉบับสำรอง ถ้าถึงคราวจำเป็นค่อยเอาออกมาให้ทนายพิชัยเป็นคนประกาศก็แล้วกัน ห้ามเปิดอ่านก่อนเด็ดขาดหากไม่จำเป็น”

ถึงเวลาแล้วสินะ ลุงเดชคิด เวลานี้คงต้องงัดเอาแผนสำรองออกมาใช้เสียแล้วกระมัง

 





ไม่มีความคิดเห็น:

ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *