ค้นหาบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ไฟรัก ปรารถนานิรันดร์



นิยายรักแฟนตาซี โรมานซ์ 

    เกือบ 500 ปีบนโลกมนุษย์ที่ฟีนิกซ์ ค้นหารักแท้เพื่อมาช่วยเติมพลังจิตกลับสู่แดนนิรันดร์ แต่เมื่อ น้ำฤทัยหญิงสาวที่มีกลิ่นกายหอมผู้เป็นเหมือนความหวังใหม่และความหวังสุดท้ายปรากฏตัวขึ้น เธอกลับเป็นหญิงหน้าเงิน แล้วฟีนิกซ์จะทำเช่นไรเพื่อให้เธอยอมมอบรักแท้ให้เขาสุดจิตวิญญาณภายใน 90 วัน ติดตามลุ้นกันได้ใน ไฟรัก ปรารถนานิรันดร์”


บทที่ 2

หญิงสาวผู้มาพร้อมกับไฟหวัง

 

เพียงแค่สูดดมกลิ่นกายนาง ข้าก็มองเห็นไฟแห่งความหวัง เด็กสาวบริสุทธิ์อายุราวยี่สิบตอนต้นที่ต้องการเงินจนตัวสั่นเดินเข้ามาภายในห้องเพื่อเสนอขายร่างกายและจิตวิญญาณแลกกับเงินเพียงน้อยนิด

มานี่สิ ปรนเปรอข้า แล้วเจ้าจะได้ตามที่ต้องการ

ร่างเล็กค่อยๆ เดินเยื้องย่างมาที่เตียง นางบอบบางเหมือนมนุษย์ผู้หญิงทุกรายที่ข้าเคยรู้จัก ความสวยแม้จะไม่เป็นที่โดดเด่นสะดุดตาเหมือนกับหลายคนที่ผ่านมา แต่กลิ่นกายของนางช่างแปลกแตกต่างจากคนอื่นๆ และที่สำคัญข้าอ่านใจนางไม่ออก

นั่นเป็นปริศนาที่ข้าต้องค้นหา และหวังว่าเด็กสาวผู้นี้จะฉุดช่วยดวงวิญญาณข้ากลับสู่แดนนิรันดร์ที่จากมา


วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 


บทที่ 4

 

หลังจากทั้งสองเดินจากกระท่อมมาขึ้นรถ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศที่เคยมืดอึมครึมก่อนหน้านั้นกลับมาสว่างไสวขึ้นทันตา

“เมื่อกี้ดูเหมือนกำลังจะมืดอยู่เลย แต่ทำไมพอถึงรถกลับสว่างนะ แปลกจัง”

รัถยาพึมพำกับตัวเอง หันมองกลับไปยังถนนเส้นเล็กๆ ที่เพิ่งเดินจากมาก็นึกประหลาดใจถนนสายนั้นราวกับมีเวทมนตร์บางอย่างดึงดูดใจเธอให้คนึงหา และไม่เคยลืมว่าเธอเคยเดินกับภูวดล ได้แอบมองแผ่นหลังเหงาๆ ของเขา อยากเข้าไปโอบกอด เพื่อให้เขารับรู้ว่ายังมีหล่อนอีกคนที่อยากเห็นเขามีความสุข

เมื่อภูวดลกดรีโมทเปิดประตู รัถยาเข้าไปนั่งในรถไม่ทันชั่วอึดใจเสียงแตรรถก็ดังลั่นขึ้น ทำเอาทั้งสองสะดุ้งโหยงขึ้นพร้อมกัน

“เธอบีบแตรทำไมยัยบื้อ!

ชายหนุ่มตะคอกเลขาสาวเสียงดัง ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งที่คนขับด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์

“รัถยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ แค่เปิดประตูเข้ามานั่งเฉยๆ ไม่ได้แตะโดนปุ่มอะไรเลย”

หญิงสาวอธิบาย

“ถ้าเธอไม่เป็นคนทำ แล้วใครจะทำ ผีหลอกหรือไง” พอเจ้านายพูดถึงผี หญิงสาวถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาเอาดื้อๆ รู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว

“อย่าพูดเรื่องผีสิคะ รัถยิ่งเป็นคนขวัญอ่อนอยู่ด้วย ออกรถเถอะ”

ภูวดลแอบหัวเราะขบขันที่เห็นหญิงสาวทำท่าเหมือนกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น

“เธอไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะยังจะกลัวผีอยู่อีก แล้วสรุปว่าเธอไปรับอะไรจากคุณตาลึกลับนั่นมาด้วย”

ภูวดลอดถามไม่ได้ เมื่อสังเกตเห็นในมือหญิงสาวถือขวดอะไรบางอย่าง พร้อมกับสมุดเก่าๆ สีน้ำตาลขนาดเอสี่เล่มหนาติดมือมาด้วย

“เป็นความลับค่ะคุณชาย”


โปรฯ ส่งท้ายเดือน พ.ย 2020

 



นิยายรักโรแมนติก เรื่องราวระหว่าง ‘แดนตะวัน เดชนฤบดี’พ่อเลี้ยงคนใหม่แห่งไร่ชาสิงห์ทอง กับ ‘ใบชา’หรือ ‘พัดชา แสงนิรันดร์’หญิงสาวชาวไร่ นักการตลาดมือทองผู้มีอิทธิพลต่อคนงานในไร่
ทั้งสองต้องมาร่วมรับมรดกไร่ชาด้วยกัน ทำให้แผนของแดนตะวันที่เดินทางมาจากอเมริกา เพื่อขายไร่ตามคำสั่งของมารดาต้องหยุดชะงักไป เพราะในพินัยกรรมฉบับลับได้ระบุไว้ว่า ถ้าหากพัดชาแต่งงานออกเรือนไปเมื่อไหร่แดนตะวันถึงจะมีสิทธิ์ได้รับมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว แต่ดูเหมือนคนบ้างานอย่างพัดชาจะไม่มีวี่แววแต่งงานกับผู้ชายคนไหนง่ายๆ
แผนการร้ายของแดนตะวันจึงได้เริ่มขึ้น แต่ยิ่งใกล้ชิดกลับยิ่งทำให้เขาต้องมนต์และหลงรักเธอมากขึ้นทุกที แต่เพราะพัดชาถูกมารดาทอดทิ้งตั้งแต่เกิดเธอจึงไม่กล้ารักใครเพราะกลัวความผิดหวัง แดนตะวันจะสามารถเปิดประตูหัวใจของเธอให้ยอมรับรักเขาได้หรือเปล่าติดตามได้ใน ‘อุ่นรักอ้อมกอดใบชา’


ทะเล...สาดซัดมากระทบใจ
ทราย...กลืนหายในคลื่นถาโถม
ใจ...มิอาจลืมรักแรกสุดสวาท
ปรารถนา...จดจำชั่วนิจนิรันดร์
________________________
เรื่องราวความรักของ "มานูเอล" และ "ครีตินา" สาวน้อยลูกครึ่งไทย-กรีก
ครีตินาเดินทางไปเยี่ยมบิดาที่กรีซ ระหว่างทางได้พบกับมานูเอล ทั้งสองมีเรื่องทะเลาะกันตลอด เมื่อถึงกรีซพบว่ามานูเอลเป็นเพื่อนในวงการธุรกิจท่องเที่ยวเหมือนกับบิดา พอทั้งสองเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ในคืนปาร์ตี้ได้มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง ความรักเหมือนจะราบรื่นไปด้วยดี แต่ก่อนวันแต่งงานก็มีอุปสรรคเข้ามาทำให้เกิดความเข้าใจผิด มานูเอลได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จึงสูญเสียความทรงจำ ไม่สามารถจดจำครีตินาได้ ส่วนครีตินาได้เดินทางกลับเมืองไทยด้วยไม่รู้สาเหตุที่เกิดขึ้นกับคนรัก
อีกสองปีต่อมา เมื่อทั้งสองหวนกลับมาพบกันอีกครั้ง แม้มานูเอลจะจดจำครีตินาไม่ได้ แต่เพราะสายใยความผูกพันแห่งรักครั้งอดีต และสายเลือดที่พวกเขาได้ให้กำเนิดจะเชื่อมโยงพวกเขากลับมาคืนดีกันได้หรือไม่ และมานูเอลจะจดจำครีตินาได้หรือเปล่า ติดตามอ่านได้ใน "ทะเลรัก ปรารถนามิอาจลืม"


เทพแห่งโชคชะตานำพาทั้งสองมาพบกัน
เทพแห่งโชคชะตาทำให้เขาได้เรียนรู้จักคำว่า รักแท้
แต่บังเอิญว่าผู้หญิงที่เขาหลงรักเธอหยิ่งในศักดิ์ศรีจัด
เขาจึงต้องงัดเล่ห์เหลี่ยมออกมาใช้เพื่อจับหล่อนมาทำ ‘เมีย’ เสียให้เข็ด
------------------------
“คุณมันร้ายกาจ ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ปีศาจตัณหากลับ ซาตานร่านสวาท อีตา…บัตเตอร์ฟลาย….เฮ่ย!...ชั่วช้าที่สุด”
ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่าเขาได้ดีไปกว่านี้อีกในเวลานั้น ขณะที่คนถูกด่ากลับเอาแต่หัวเราะชอบอกชอบใจเหมือนคนโรคจิต
“ฮื้อ! ปากจัดไม่เบาเลยนี่ที่รัก แบบนี้ค่อยสนุกขึ้นมาหน่อย เธอกับฉันต่อไปนี้รับรองสนุกแน่”
--------------------------
“หนูทำอะไรผิดอีกล่ะคะ”
“โทษฐานที่ไม่รู้จักบุญคุณผู้อุปถัมภ์”
“ห๊ะ!”
“ใช่! พี่คือเจ้าของทุน ต่อไปนี้เธอต้องเชื่อฟังพี่ทุกอย่างรู้มั้ย ถ้าไม่เช่นนั้นเธอก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กเนรคุณ”
“คะ” สร้อยระย้านิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก รู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายจับกรอกยาพิษบังคับให้ฆ่าตัวตายอย่างไรอย่างนั้น
“แล้วยังไงล่ะคะ คุณจะให้สร้อยทำยังไง”
“ห้ามทำโครงการ ไม่เช่นนั้นพี่จะยกเลิกทุนเธอ”
“แต่โครงการส่งไปแล้ว”
“เดี๋ยวพี่สั่งยกเลิกเอง”
“แบบนี้ก็ได้หรือคะ แล้วต่อจากนั้นล่ะ”
“หน้าที่เธอ…มาเป็นเมียพี่อย่างเดียวก็พอ”
“คุณมันเอาแต่ใจตัวเอง จ้างก็ไม่ทำ ชิ!”
“ยังจะมาทำเสียงชิใส่ผู้อุปถัมภ์อีก สรุปห้ามเธอทำโครงการเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
“ถ้าหนูอยากทำล่ะ”
“พี่จะเสกลูกเข้าท้องเธอเดี๋ยวนี้แหละ”



"ปิ่นปัก" หญิงสาววัย 26 ปี โกสต์ไรเตอร์สาวแสนสวยที่ซ่อนอยู่ในร่างของยัยแว่นขี้เหร่มานานกว่ายี่สิบปี แม้เธอจะเป็นนักเขียนเงาฉายา "สายนที" ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในกลุ่มมหาเศรษฐีไฮโซคนดังที่มาว่างจ้าง แต่กลับไม่มีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ แถมซ้ำร้ายเธอไม่เคยมีผลงานตีพิมพ์รวมเล่มเป็นของตัวเองแม้แต่ชิ้นเดียว เนื่องจากโลกของเธอมีเพียงสีเทาหม่น จึงไม่สามารถจินตนาการถึงโลกสีอื่น
วันหนึ่งเธอถูกว่าจ้างให้เดินทางไปเขียนหนังสือให้กับมหาเศรษฐีหนุ่มโสดเนื้อหอมเจ้าของเกาะทางภาคใต้ของไทย นามว่า "ปุณวัฒน์ บราวน์เด็น" วัย 32 ปี ผู้มองโลกสวยงาม แต่ติดนิสัยขี้บ่น จู้จี้ จุกจิก และขี้มโน ชอบให้คำแนะนำคนอื่นเสมอ เป็นเพลย์บอยตัวพ่อที่คลั่งไคล้สาวสวยรวยเสน่ห์ แต่สุดท้ายดันมาตกหลุมรัก "ปิ่นปัก" นักเขียนเงาสาวขี้เหร่หัวปักหัวปำ เมื่อทั้งสองต่างล่วงรู้ความในใจของกันและกัน พวกเขาจะหยุดความรู้สึกนั้น หรือสานสัมพันธ์กันต่อ เส้นทางชีวิตทั้งคู่จะขัดแย้งกันแบบสุดขั้วแค่ไหน และความรักจะลงเอยยังไงลองติดตามอ่านดูค่ะ...

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เด็กซ่าส์ป๋าแซ่บ

 


บทที่
2

แผนร้ายของป๋าแสบ

 

 

 

          พอย่างเข้าสู่วันที่สาม เมื่อเห็นว่าเพื่อนของน้องสาวยังสิงสถิตอยู่ที่บ้านของเขาไม่ยอมกลับบ้านตัวเองง่ายๆ รพัทธ์ก็ยิ่งร้อนใจอย่างบอกไม่ถูก

“เพื่อนจันทร์ไม่มีบ้านมีซ่อง หรือครอบครัวรึไงถึงไม่ยอมกลับบ้านซะที?

รพัทธ์แอบถามน้องสาวเมื่ออยู่ตามลำพัง พยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับศัตรูฝั่งตรงข้ามให้มากที่สุด

“พ่อแม่ฝันอยู่โคราชค่ะ ฝันมีพี่ชายเป็นนักข่าว แต่พี่ชายตอนนี้ไปทำข่าวต่างประเทศ ฝันเองก็เพิ่งจบปริญญาตรีเหมือนจันทร์ กำลังว่างงานอยู่เธอไม่อยากอยู่บ้านคนเดียวจันทร์เลยบอกให้เธอมาอยู่บ้านเราชั่วคราว พี่ชายคงไม่ว่านะคะ บ้านเราก็ออกจะใหญ่โต มีหลายห้อง ถ้าฝันมาอยู่ด้วยบ้านเราจะได้ไม่เหงาไงคะ”

“อ้อ! อย่างนี้นี่เอง แล้วเพื่อนน้องทำไมไม่รู้จักหางานหาการทำซะบ้างล่ะจบถึงปริญญาตรี”

รพัทธ์ซัก ผู้น้องสาวว่า

“ฝันก็คงกำลังหางานอยู่กระมังคะ อ้อ! พี่คะพี่ถามขึ้นมาก็ดีแล้วค่ะ พี่ช่วยหาตำแหน่งงานในบริษัทให้ฝันทำหน่อยสิคะ”

“ห๊ะ!

รพัทธ์แค่อยากรู้จุดอ่อนของศัตรูเท่านั้นเอง แต่ไม่คิดว่าน้องสาวจะขอร้องเรื่องหาตำแหน่งงานให้เพื่อนของเธอ

“นะคะพี่พัทธ์ พี่ช่วยหาตำแหน่งงานว่างให้เพื่อนหนูหน่อย ถ้าฝันรู้เธอคงดีใจมากเลยแหละ”

“เอ่อ แล้วเพื่อนน้องจบอะไรมา?

รพัทธ์ได้แต่ทำหน้าพะอืดพะอม

“เอกพลศึกษาค่ะ ฝันเก่งเรื่องกีฬา พวกคาราเต้ หมัดมวยเธอชอบนักแหละ”

“ฮ้า! ล้อพี่เล่นหรือเปล่า จะให้คนจบเอกพลศึกษามาทำงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของพี่นี่นะ?

รพัทธ์ร้องเสียงหลงเมื่อได้ยิน

“ขอร้องนะคะพี่ชายช่วยเพื่อนน้องหน่อย ถือว่าน้องขอเป็นของขวัญต้อนรับการกลับเมืองไทยก็แล้วกันนะคะ”น้องสาวคะยั้นคะยอจนพี่ชายเริ่มใจอ่อน

“เฮ่ย! แล้วเพื่อนจันทร์เธอถนัดอะไรล่ะ?

รพัทธ์เอ่ยถามอย่างเสียไม่ได้ แต่คนตอบกลับไม่ใช่รินจันทร์

“ถนัดเตะคนค่ะ

จู่ๆ พาฝันก็โผล่พรวดเข้ามาในห้องขัดจังหวะการสนทนาของสองพี่น้อง หล่อนถือวิสาสะเดินเข้าไปนั่งข้างๆ รินจันทร์ที่โซฟาและโอบกอดคอเพื่อนสาวต่อหน้าต่อตาพี่ชายของหล่อน รพัทธ์เห็นแล้วก็ได้แต่นึกหมั่นไส้ คิดอยากกำจัดพาฝันไปให้พ้นๆ เสียจากน้องสาวโดยเร็ว


เด็กซ่าส์ป๋าแซ่บ

 


บทที่ 1

คู่กัดต่างวัย

 

 

          ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม รถติดยาวเหยียดหลายกิโลเมตร ผู้คนร้องตะโกนโหวกเหวกท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเหนียวเหนอะหนะและควันพิษ บรรดาคนทำงานต่างถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทั้งที่ยังนอนไม่เต็มอิ่ม เข็มเวลาเร่งให้พวกเขาขยับเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าราวกับหุ่นยนต์ไร้ชีวิต

ทุกวัน ทุกวัน และทุกวัน กลายเป็นกิจวัตรประจำวันทุกคนต้องเต้นระบำไปบนฟลอร์แห่งชีวิตที่ตัวเองขีดเขี่ย ราวกับว่าไม่มีเรื่องอื่นใดที่น่าอภิรมย์มากไปกว่านั้น

ในสายตาของหนุ่มใหญ่วัยย่าง 39 ปี อย่าง รพัทธ์ รพีพงศ์พันธ์ทุกคนต่างก็เหมือนนักเดินทางดั้นด้นออกไปค้นหาเศษส่วนชีวิตไม่ต่างจากบ้าหอบฟาง ฟางแต่ละเส้นล้วนแต่เป็นสิ่งไร้สาระ แต่มันกลับถักทอสานต่อชีวิตผู้คนให้ดำรงอยู่ เคยคิดขณะนั่งทอดอารมณ์ออกไปบนถนนระหว่างรถติด อาจมีบางคนที่คล้ายกับเขา พยายามค้นหาบางสิ่งที่แตกต่าง บางสิ่งที่เรียกว่า จิตวิญญาณแห่งรักเพื่อมาเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่า แต่สำหรับเขา “รักแท้” ที่ว่ามันหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร


ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 


 บทที่ 3


“ทางนี้ไม่ใช่ทางไปบริษัทนี่คะ”

รัถยานึกแปลกใจที่ภูวดลขับรถออกไปสู่ถนนเลี่ยงเมือง มุ่งสู่จังหวัดสระบุรี และขับไปตามถนนสายเงียบสงบสายหนึ่ง เบื้องหน้ามองเห็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ใกล้กันนั้นมีรีสอร์ทซ่อนตัวอยู่กลางป่า มองดูสวยงามน่าอยู่ จนหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะยื่นใบหน้าออกไปรับลมที่พัดมาปะทะ

ผมยาวสลวยปลิวสยายน่ามอง ทำให้ชายหนุ่มอดใจไม่ได้ที่จะยื่นมือหนึ่งที่ว่างจากพวงมาลัยไปแตะเบาๆ พอหญิงสาวหันกลับมา เขาก็รีบชักมือกลับทันที ทำเป็นนั่งนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“คุณชายคะที่นี่ที่ไหน”

“เธอชอบหรือเปล่าล่ะ”

“ก็สวยแปลกตาดี ทำแต่งานรัถไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย ไม่คิดว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่ในเมืองไทย”

ท่าทางหล่อนเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆ ได้ออกมาทัศนศึกษานอกสถานที่

“วันหลังฉันจะพามาบ่อยๆ”

ชายหนุ่มกล่าวเสียงเบา เสียงเขากลืนหายไปกับสายลมที่พัดกระโชกผ่านมา

“คะ ว่าไงนะคะคุณชาย”

รัถยาย้ำถาม

“อ้อ! ไม่มีอะไร ใกล้จะถึงจุดชมวิวแล้วละ”

ภูวดลกล่าว ก่อนจะบังคับเลี้ยวพวงมาลัยไปตามถนนเส้นเล็กๆ และจอดรถทิ้งไว้ใต้ร่มไม้ข้างทาง

“เดินเข้าไปอีกนิดเดียวประมาณร้อยเมตรก็จะถึงที่หมาย” ภูวดลบอก พลางเดินนำหน้าหญิงสาวไปก่อน หญิงสาวเดินตามเขาไปติดๆ ทิ้งระยะห่างประมาณสามเมตร เพื่อคอยจ้องมองแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของเขาด้วยหัวใจหวามไหว และเป็นสุขใจอย่างประหลาด

แม้จะเกิดในครอบครัวร่ำรวย แต่ภูวดลกลับเป็นผู้ชายขี้เหงา หล่อนมักสังเกตเห็นเขานั่งทอดถอนใจกับตัวเองบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยแต่เขากลับไม่รู้ตัว


วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ไฟรัก ปรารถนานิรันดร์


บทที่ 1/2  ฉันตายในวัยเบญจเพส 


ไม่นานหลังจากนั้น ฉันก็ได้พบกับ ท่าน ผู้เป็นเจ้าของบาร์เกิร์ลที่ว่า

เขาชื่อฟีนิกซ์ ซัน อายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป เป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ราว 190 เซนติเมตร มองดูน่าเกรงขาม มาดนิ่งขรึมตลอดเวลา ใบหน้าคมคร้าม คิ้วเข้ม ทรงผมตัดแต่งอย่างทันสมัย ย้อมด้วยสีแดงประกายม่วง มองดูเปล่งประกายในยามต้องแสงไฟ และนัยน์ตาคมกริบสีน้ำตาลคู่นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันเหมือนมีเวทมนตร์ ราวกับดวงตาวิหคเพลิงซึ่งกำลังจ้องมองทะลุเข้าไปในหัวใจและความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ และเวลานี้เขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเพียงเหยื่อตัวเล็กๆ ที่กำลังถูกเขมือบกลืนเข้าไปอยู่ในท้องของเขา


ไฟรัก ปรารถนานิรันดร์


เกือบ 500 ปีบนโลกมนุษย์ที่ฟีนิกซ์ ค้นหารักแท้เพื่อมาช่วยเติมพลังจิตกลับสู่แดนนิรันดร์ แต่เมื่อ น้ำฤทัยหญิงสาวที่มีกลิ่นกายหอมผู้เป็นเหมือนความหวังใหม่และความหวังสุดท้ายปรากฏตัวขึ้น เธอกลับเป็นหญิงหน้าเงิน แล้วฟีนิกซ์จะทำเช่นไรเพื่อให้เธอยอมมอบรักแท้ให้เขาสุดจิตวิญญาณภายใน 90 วัน ติดตามลุ้นกันได้ใน ไฟรัก ปรารถนานิรันดร์”


อุ่นไอรักอ้อมกอดใบชา

 

5

พี่ชายจอมมารยา

 วันงานโอทอปเดินทางมาถึงอาทิตย์ต่อมาพัดชาได้คัดเลือกคนงานชายฉกรรจ์สามสี่ราย และพนักงานหญิงสองคนไปช่วยจัดร้านที่ศาลากลางจังหวัด

พอทราบถึงหูแดนตะวัน ชายหนุ่มก็รีบขับรถบึ่งตามไปที่งานโอทอปทันทีเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รู้เพียงว่า ไม่อยากให้พัดชารอดพ้นไปจากสายตาก็เท่านั้นเอง

            “แล้วนี่คุณใหญ่จะตามมาทำไมคะ วันนี้พวกเราแค่มาจัดร้าน พรุ่งนี้ถึงจะเริ่มงานจริงๆ งานก็ยังไม่ค่อยมีอะไรน่าดูหรอกค่ะ”พัดชาถึงกับงงหนัก ตั้งแต่แดนตะวันยัดเยียดฐานะให้เธอเป็นน้องสาว เขาก็คอยมาจุ้นจ้านเรื่องของเธอแทบจะทุกเรื่อง

“พี่ก็แค่อยากมาเห็นตอนเขาจัดงานเป็นยังไงบ้าง ได้ยินแต่คนเขาพูดกันในอินเทอร์เน็ตว่าโอทอปเมืองไทยสร้างสรรค์อย่างโน้นอย่างนี้ เผื่อจะได้ไอเดียกลับไปพัฒนาธุรกิจไร่ชาของเราบ้าง”พูดซะสวยหรู แต่ความจริงก็เป็นเพียงข้อแก้ตัวไม่ได้สนใจงานโอทอปจริงจังเลยสักนิด


อุ่นไอรักอ้มกอดใบชา

 

4

น้องสาวแสนชัง

วันถัดมา

มีเจ้าหน้าที่ทางอำเภอเดินทางมาที่ไร่เพื่อขอพบพัดชาด้วยเรื่องเชิญไปร่วมงานโอทอป ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำใกล้ทุกสิ้นปีที่บริเวณศาลากลางประจำจังหวัดเชียงราย

“ไม่ได้เจอกันนานนะพี่เอก”

ตัวแทนคราวนี้เป็น เอกรัฐเพิ่มพูนสุขปลัดอำเภอหนุ่มหล่อไฟแรงคนใหม่ อายุแก่กว่าพัดชาสองปีเพิ่งสอบได้เป็นปลัดอำเภอประจำอยู่ที่อำเภอเมือง

เอกรัฐเป็นเพื่อนในวัยเด็กของพัดชา เพราะเขาเป็นบุตรชายคนเดียวของทนายพิชัยชอบติดตามบิดามาเที่ยวเล่นที่ไร่ชาบ่อยๆ จึงทำให้ทั้งสองมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ

“พี่เห็นว่าไร่ของใบชามีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อหลายตัว และอยู่ในเขตอำเภอเมืองที่พี่ประจำการอยู่ พี่จึงอยากมาชวนให้น้องเอาสินค้าไปออกงานโอทอปด้วย”

ที่จริงเอกรัฐไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าพัดชาจะสนใจนำเอาสินค้าจากไร่ไปร่วมงานด้วย เพราะรู้มาจากบิดาว่า ทางไร่ชาสิงห์ทองไม่ต้องการนำเอาสินค้าไปแข่งขันทางด้านธุรกิจกับสินค้าของชาวบ้านที่เป็นผู้ผลิตรายย่อย เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการไม่ยุติธรรม

แต่ตอนนี้เขาก็มาแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งเพราะต้องการมาเจอพัดชาด้วยนั่นเอง ตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมปลายที่อำเภอ เขาก็ย้ายไปเรียนปริญญาตรีและปริญญาโทต่อที่กรุงเทพฯ จะกลับบ้านเยี่ยมบิดามารดาที่อาศัยอยู่อำเภอเมืองก็เพียงปีละครั้งตอนปิดเทอมใหญ่ และพัดชาเองก็ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่เชียงใหม่เพิ่งจบปีที่แล้ว โอกาสที่เขาจะได้พบกับหล่อนนั้นก็มีน้อยลงไปอีก


อุ่นไอรักอ้อมกอดใบชา

 

3

จิ้งจอกร้อยเล่ห์

  

            คนงานในไร่กลับมายิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีความสุขกันได้อีกครั้งเมื่อทราบข่าวพินัยกรรมฉบับใหม่ประกาศออกมาให้พัดชามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของไร่ร่วมกับพ่อเลี้ยงแดนตะวัน

“แบบนี้มันต้องจัดงานเลี้ยงฉลองให้พี่ใบชาด้วยหรือเปล่าคะปู่เดช”

ดาหวันหลานสาวแสนซนวัย 18 ปี ของลุงเดช เรื่องขาเม้าท์ประจำไร่ต้องยกให้เธอ

เด็กสาวเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายและไม่คิดจะไปเรียนต่อในเมืองจึงลงสมัครเรียนปริญญาตรีทางออนไลน์เพราะยังอยากทำงานอยู่ที่ไร่ชาสิงห์ทองไปด้วยเด็กหนุ่มสาวหลายคนที่ไร่แห่งนี้ก็เช่นกันตอนนี้พวกเขาเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย และมีวิทยาลัยชุมชนเข้ามาให้ความรู้ภายในไร่จึงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนออกไปแสวงหาโลกใหม่ที่แตกต่าง เพียงแค่พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้ดีขึ้น โลกภายนอกก็เข้ามาหาเอง เหมือนเช่นตอนนี้ พอไร่ชาสิงห์ทองกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกผ่านโลกโซเชียล ผู้คนก็แห่แหนกันมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย ทำให้ชาวบ้านมีงานทำ และมีรายได้ตลอดทั้งปี


อุ่นไอรักอ้อมกอดใบชา

 


2

พินัยกรรมลับฉบับร้าย

 

“เป็นไปไม่ได้! ผมไม่ยอมรับหรอกพินัยกรรมบ้าบอแบบนี้ ทำไมคุณปู่ถึงได้เขียนพินัยกรรมซ้ำซ้อนขึ้นมาสองฉบับด้วย ตอนแรกพวกคุณไม่เห็นพูดถึงพินัยกรรมฉบับนี้เลย แต่เพิ่งจะมาบอกเอาตอนนี้ หมายความว่ายังไง พวกคุณล้อผมเล่นอยู่รึเปล่า”

เมื่อได้ยินทนายพิชัย ซึ่งเป็นทนายเก่าแก่ประจำตระกูลอ่านประกาศเกี่ยวกับพินัยกรรมฉบับเพิ่มเติมจบลง แดนตะวันก็นั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ ลุกขึ้นมาโวยวายทันที

“ใจเย็นๆ ครับคุณใหญ่ ให้ทนายพิชัยอธิบายให้จบก่อน เราค่อยมาหาทางออกกันดีกว่า”

คุณปู่ของแดนตะวันแม้จะรักหลานชายคนโตมาก และเชื่อในตัวเขาว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ ไม่ทำร้ายคนอื่นง่ายๆ แต่ท่านก็ยังรักพัดชาที่ท่านเลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะไม่น้อยไปกว่ากัน จึงได้เขียนพินัยกรรมลับไว้เพื่อป้องกันไม่ให้หล่อนสูญเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของไร่ร่วมกับผู้เป็นหลานชายส่วนจุดประสงค์อื่นที่ซ่อนอยู่ก็หามีผู้ใดล่วงรู้ไม่ นอกจากคุณปู่สิงห์ทองผู้ล่วงลับ

“คุณปู่ทำแบบนี้ท่านต้องการอะไรกันแน่ ถ้าอยากยกมรดกให้ผมจริงๆ แล้วทำไมต้องมีพินัยกรรมอีกฉบับด้วย ผมไม่เข้าใจเลยสักนิดเรื่องแบบนี้ก็คงมีแต่ในนิยายน้ำเน่าเท่านั่นแหละ”เขาพูดอย่างหัวเสีย ลุกขึ้นเดินไปเดินมา ใบหน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความโมโห ก็แน่ละ ใครจะรับได้เรื่องที่เกินความคาดหมายแบบนี้

“แต่เมื่อมีพินัยกรรมใหม่ออกมาแบบนี้ คุณใหญ่ก็ปฏิเสธ ไม่ได้แล้วนะครับ เพราะคนเขียนเป็นคุณปู่ของคุณใหญ่เอง”

ลุงเดชกล่าวอย่างระมัดระวัง ขณะที่พัดชาก็นั่งรับฟังอยู่เงียบๆ เวลานี้ไม่รู้จะโล่งใจ หรือยิ่งจะต้องกังวลใจมากกว่าเดิม เพราะการได้อยู่ต่อก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะรอดพ้นการคุกคามจากแดนตะวัน เมื่อเขายังอยู่ที่ไร่แห่งนี้


ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 



บทที่ 2

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อไม่เห็นคนข้างในขานรับ รัถยานึกว่าเจ้านายหล่อนกำลังนอนหลับเพราะเมื่อคืนมารดาบอกว่ากว่าจะกลับเข้าบ้านก็ประมาณตีสอง หล่อนจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป คิดว่าจะนำเอาอาหารไปวางไว้แล้วก็รีบกลับออกมาทันที

“ขออนุญาตนะคะ”

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ พยายามย่องเบาเข้าไป พอนำเอาอาหารไปวางไว้ที่โต๊ะหน้าทีวี บริเวณห้องนั่งเล่นเสร็จ ครั้นหันหลังจะกลับไปที่ประตูก็พบว่าภูวดลกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี

เขาอยู่ในลักษณะเปลือยท่อนบน มองเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ น้ำเกาะพราวตามตัว ท่อนล่างพันด้วยผ้าขนหนูสีขาว รัถยารีบหันหน้าหลบไปอีกทางทันที ใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งเมื่อภูวดลเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวถึงกับขยับขาไม่ออกเลยทีเดียว

“ทำไมเป็นเธอวันนี้ แล้วคนใช้อีกคนไปไหน”

ภูวดลถามเสียงเรียบ เดินผ่านรถยาไปนั่งลงที่โซฟาหน้าทีวีด้วยท่าทางเป็นปกติ ขณะที่รัถยายังคงใจเต้นโครมครามไม่ยอมหยุด

“พี่อ้อยกละกลับบ้านต่างจังหวัดค่ะ ถ้าคุณชายไม่ต้องการอะไรอีกแล้วรัถขอตัวกลับลงไปช่วยแม่ข้างล่างต่อนะคะ”

รัถยากล่าวเสียงตะกุกตะกัก พอก้าวขายังไม่ถึงสามก้าวก็ถูกคุณชายใหญ่ร้องเรียกให้หยุด

“จะรีบไปไหน กลับมานั่งนี่ก่อน ฉันอยากจะถามอะไรสักหน่อย”

“คะ แต่วันนี้วันหยุดนะคะ”

รัถยารีบตอบทันควัน เพราะไม่อยากอยู่เสวนากับเขานานนัก ไม่รู้ว่าเธอกลัวอะไรกันแน่ แต่พออยู่ใกล้เขาทีไร เธอก็มักเจ็บปวดใจขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ด้วยคำพูดประชดประชันแดกดันของเขานั่นเอง

“ไม่ใช่เรื่องงานหรอก”

ภูวดลยังกล่าวเสียงเรียบ หญิงสาวเดินเข้าไปยืนข้างๆ เขาเหมือนกำลังรอรับคำสั่ง ชายหนุ่มปรายตาขึ้นมองรัถยา สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจหล่อนอยู่ในที

“ใจคอเธอจะยืนค้ำหัวฉันอยู่แบบนี้ตอนคุยกันรึไง นั่งลงสิยัยบื้อ!

รัถยาจึงรีบนั่งลงที่พื้นอย่างเร็ว เหมือนเป็นการประชดเขาอย่างไรอย่างนั้น

“นี่! จะแกล้งประชดฉันรึไง ลงไปนั่งที่พื้นแบบนั้นเห็นฉันเป็นคนประเภทไหนกันแน่”

“ก็จะให้นั่งตรงไหนคะ คุณหญิงบอกไม่ให้ตีเสมอพวกคุณชาย ส่วนนายท่านก็บอกห้ามต่อปากต่อคำ ให้ทำตามคำสั่งอย่างเดียว รัถก็ทำตามแล้วนี่คะ”หญิงสาวอธิบายเหตุผล หล่อนถูกบิดาและมารดาของเขาพูดกรอกหูให้ทำแบบนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะคนรับใช้ พอภูวดลได้ยินก็เอาแต่ถอนหายใจหนักๆ

“ต่อไปต้องเชื่อฟังฉันคนเดียวจำไว้นะ ฉันบอกอะไรต้องทำตาม ขึ้นมานั่งบนโซฟาข้างๆ ฉัน”


ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 


บทที่ 1/2


“ฝนตกอีกแล้ว ให้ผมไปส่งไหมครับ”

เสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง รัถยาที่กำลังยืนจ้องสายฝนเบื้องหน้าอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง

“คุณธาวินเองหรือคะ คิดว่าคุณยังอยู่ที่งานเลี้ยงเสียอีก”

“เบื่อครับ และผมไม่อยากกลับดึก พรุ่งนี้ยังมีงานด่วนต้องสะสางให้เสร็จด้วยจึงแอบหนีออกมาก่อน” ชายหนุ่มกล่าว ขณะที่สายตาจดจ้องมองหญิงสาวตรงหน้ายิ้มๆ ที่จริงเขาเห็นหล่อนเดินออกมาจากลิฟต์จึงปลีกตัวจากงานเลี้ยงติดตามหล่อนมา

“ท่าทางฝนคงตกหนักอีกนานกว่าจะหยุด ถ้าคุณไม่รังเกียจให้ผมไปส่งคุณนะครับ”

หญิงสาวยืนนิ่งเหมือนลังเลอยู่ชั่วขณะ พอทอดสายตามองออกไปด้านนอกเห็นฝนที่เทลงมาอย่างหนักหน่วงก็แอบถอนหายใจเบาๆ

“จะไม่เป็นการรบกวนคุณธาวินหรือคะ บ้านดิฉันอยู่แถวสุขุมวิท”

“ไม่หรอกครับ ผมอยู่แถวสมุทรปราการ พอส่งคุณเสร็จผมก็แค่ขับรถกลับบ้านตามปกติเหมือนทุกวัน ไม่ต้องเกรงใจผมหรอกครับ”

“จริงหรือคะ ไม่ยักรู้ว่าคุณอยู่สมุทรปราการ”

หล่อนกล่าวเหมือนโล่งอกเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น

“นี่เรียกว่าพรหมลิขิตสินะครับ”

ธาวินกล่าวหยอกล้อ พร้อมกับหัวเราะขึ้นเบาๆ แต่ทำเอาอีกฝ่ายกลับหัวเราะไม่ออก

“ผมแค่ล้อเล่นน่ะครับ พวกเราไปกันเถอะรถผมจอดอยู่ลานจอดรถผู้บริหารด้านใน”

ชายหนุ่มเดินนำหน้าหญิงสาวไปที่รถ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เมื่อคิดว่ากำลังจะได้กลับบ้านพร้อมผู้หญิงที่เขาแอบสนใจมาตลอด ขณะที่รัถยากลับคิดกังวลถึงอีกคนซึ่งกำลังทำงานอยู่บนตึก

วันนี้แม้จะเป็นวันสุดสัปดาห์ของการทำงาน และมีงานเลี้ยงฉลอง แต่ภูวดลก็ยังคงกลับไปทำงานตามปกติและกว่าจะกลับเข้าบ้านก็คงเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งโน่นแหละพอวันหยุดก็ยังต้องตื่นมาทำงานอีก ราวกับว่าในชีวิตของเขาไม่มีสิ่งอื่นใดน่าสนใจทำนอกเหนือจากงาน

ธาวินขับรถมาส่งหล่อนถึงหน้าบ้านพัก แล้วก็กลับไป พอเข้าบ้าน อาบน้ำเสร็จ รัถยาก็เข้านอน คืนนั้นหล่อนหลับเป็นตาย เพราะความอ่อนเพลียจากการทำงานเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน

พอรุ่งสางประมาณตีห้าครึ่งซึ่งถือเป็นเวลาปกติของทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หญิงสาวต้องตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติเพื่อล้างหน้า แปรงฟัน และแต่งตัวอย่างสุภาพแม้จะเป็นวันหยุดก็ไม่ละเว้นจากนั้นจึงออกจากบ้าน เดินเท้ามุ่งหน้าไปตามถนนสายหลักของหมู่บ้าน “ภูสรวง”ที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรของคนชนชั้นกลางถึงระดับมหาเศรษฐี สุดปลายทางของหมู่บ้าน ซึ่งนับระยะทางได้ประมาณ 1,000 เมตรคือจุดหมายของหญิงสาว

รัถยาชื่นชอบบรรยากาศยามเช้าเป็นพิเศษ เพราะเงียบสงบ ปราศจากผู้คนและเสียงรบกวนเวลาเดินบนถนนสายนี้ไปตามลำพังตลอดสามปี ทำให้หล่อนเหมือนได้ปลดปล่อยตัวเองจากความยุ่งยากวุ่นวายทั้งปวง

ตลอดสองข้างทางที่ทอดยาวนั้นประดับประดาด้วยต้นลีลาวดีและสัตตบรรณ พอถึงช่วงฤดูผลิดอก ดอกไม้สองชนิดจะแข่งกันโชยกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วหมู่บ้านภูสรวง รัถยาคิดว่าคงมีเพียงหล่อนเท่านั้นที่ล่วงรู้ความลับของมัน ปริศนาที่มาของความหอมเหล่านั้นจะปลุกระบบประสาททุกส่วนของมนุษย์ให้ตื่นตัวและสดชื่นที่สุดก็ตอนรุ่งเช้านี้เอง

**********


ถนนสายนั้นชื่อว่ารัก

 ถนนสายนั้นชื่อว่า รัก


บทที่ 1

 

        

ถนนสายนั้นแม้จะสั้นๆ เพียงแค่ไม่กี่เมตรแต่สำหรับรัถยามันกลับทอดยาวสุดจะประมาณวัดได้ด้วยความรู้สึก

ทุกครั้งที่ดอกไม้ผลิบาน ถนนสายนั้นจะอบอวลไปด้วยกลิ่นลีลาวดีและสัตตบรรณ กลิ่นอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักกับความเศร้าคละเคล้าเจือปน เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จนสุดปลายทางที่ท้ายหมู่บ้าน ณ ที่แห่งนั้นคือบ้านของเขา ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นที่นั่น เรื่องราวระหว่างเธอกับเขา..

ชายผู้เปรียบเสมือนเส้นทางขนาน ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานแค่ไหนเธอก็ยังต้องการค้นหาทางไปบรรจบ ชายผู้ซึ่งจะอยู่ในใจเธอเสมอไปตราบชั่วนิจนิรันดร์

สามเดือนก่อนหน้านั้น

 

อุ่นรักอ้อมกอดใบชา

 นิยายออนไลน์ อุ่นรักอ้อมกอดใบชา

1

พ่อเลี้ยงคนใหม่

 

         

“คุณใหญ่ครับจะให้ทำยังไงกับเด็กคนนั้นดี”

ทุกอย่างน่าจะราบรื่นดังที่วาดฝัน หลังจากตัดสินใจเดินทางจากอเมริกามารับมรดกไร่ชาที่เชียงรายจากคุณปู่ผู้ล่วงลับซึ่งทำพินัยกรรมทิ้งไว้ให้เขา แต่กลับไม่เป็นไปตามนั้น

“เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ต้องให้ถึงมือผมด้วยรึลุงเดชไล่ไปให้พ้นๆ เลยไป มากวนใจผมอยู่ได้ตั้งแต่เช้านี่ก็อาทิตย์หนึ่งแล้วยังไม่ย้ายออกไปอีก”

แดนตะวัน เดชนฤบดีพ่อเลี้ยงคนใหม่วัย 35ปีแห่งไร่ชาสิงห์ทอง กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวถ้วยชาที่ถืออยู่ในมือถูกวางกระแทกกับพื้นโต๊ะเสียงดังปัง! อย่างไม่สบอารมณ์

“บ้าชิบ!

ทนมาหลายวันแล้ว ตอนแรกที่เงียบอยู่เพราะยังเกรงใจอีกฝ่าย ด้วยได้ยินจากคนรับใช้เก่าแก่อย่าง ลุงเดช ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงคนโปรดของคุณปู่เขา ท่านได้อุปถัมภ์เลี้ยงดูมาตั้งแต่แรกเกิด เพราะมารดาซึ่งเป็นคนงานในไร่ทิ้งไว้ แล้วหนีหายสาบสูญไม่ยอมกลับมารับเด็กคนนั้นอีกเลย จนบัดนี้เด็กสาวผู้นั้นอายุ 23ปีบริบูรณ์ก็น่าจะพอได้แล้วสำหรับหน้าที่การดูแลรับผิดชอบคนคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน แถมไม่ใช่ญาติ หรือคนรู้จัก

“คุณปู่ผมท่านก็เสียไปแล้วตั้งเกือบปี ทำไมเด็กคนนั้นถึงยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ”

ชายหนุ่มไม่เข้าใจเลยสักนิดกับพฤติกรรมของคนงานที่นี่ รวมทั้งเด็กสาวคนนั้น

เขาคิดว่า คนพวกนั้นก็ไม่ต่างจากปลิงดูดเลือดดีๆ นี่เอง สองอาทิตย์ก่อนเมื่อเดินทางมาถึงไร่เขาได้เรียกผู้จัดการและหัวหน้าคนงานในไร่ทั้งหมดมาประชุมเพื่อปรับเปลี่ยนแผนงานและตำแหน่งใหม่ แน่นอนว่า คนงานเหล่านั้นย่อมไม่พอใจในวิธีการการบริหารงานของเขา เพราะเคยชินกับการทำตัวตามสบายทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ขาดระเบียบวินัย


ติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *