วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ปรารถนาโบยบิน (บทเรียนบันทึกสุดปลายฝัน) -1


ไพรัชนิยาย แห่งการเดินทางค้นหาความหมายชีวิต
ในโลกกว้าง

โดย S.P.M.




เหยี่ยวป่าผู้เหลวไหล


        ฉันแหงนจ้องมองท้องฟ้าอยู่นานเพื่อมองหาเหยี่ยวป่าที่ชอบแอบโฉบลงมาจิกเอาลูกไก่ของเราไปกินตอนเผลอ แต่วันนี้ก็ไม่มีวี่แววจะโผล่มา

        ใครๆ ก็ไม่ชอบเหยี่ยว เพราะมันมีนิสัยเลวชอบแอบมาขโมยลูกเป็ดลูกไก่ แม้แต่เนื้อที่ตากแห้ง ก่อนจะออกไปท้องไร่ท้องนา พ่อแม่ก็จะเก็บข้าวของไว้ภายในบ้าน และไล่ต้อนลูกไก่นำไปขังรวมในเล้าไก่เพื่อป้องกันเหยี่ยวมาขโมยไปกิน

        ฉันมักมองหาเหยี่ยวเป็นประจำ รู้สึกว่ามันเป็นสัตว์ที่มีชีวิตท้าทาย เป็นชีวิตที่ได้ออกไปผจญภัย ได้โบกปีกโบยบินไปในที่ต่างๆ ชีวิตช่างเต็มไปด้วยอิสรเสรี


        “โตขึ้นอย่าเป็นเหมือนเหยี่ยวนะลูก ชีวิตจะลำบาก”

        วันหนึ่งแม่กลับบอกฉันไปอีกอย่าง

        “ทำไมล่ะแม่” ฉันถามด้วยนึกสงสัย

        “ก็พวกเหยี่ยวมันชอบทำตัวเหลวไหล ทำตัวอันธพาล เหมือนพวกจรจัดเร่ร่อน ขโมยข้าวของคนอื่นไปทั่ว แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”

        แม่ว่า ทอดสายตาจ้องมองฝ่าเปลวแดดที่เต้นระยิบระยับเบื้องหน้า แล้วยิ้มขัน เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างในใจ

        “เหลวไหลตรงไหนจ๊ะ หนูคิดว่าเป็นเหยี่ยวอิสระดีออก อยากจะบินไปไหนก็ได้ถ้าอยากไป”

        “ข้อนั้นก็ดีอยู่หรอก แต่คิดดูสิ ถ้าทำตามอำเภอใจตัวเองมากๆ ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นรำคาญเอาได้นะ อย่างมาแอบขโมยลูกเป็ดลูกไก่คนอื่นไปกินแบบนี้” แม่อธิบาย แต่ฉันกลับคิดเข้าข้างเหยี่ยว

        “มันคงไม่มีทางเลือกนั่นแหละ”

        “ก็แน่ล่ะ เพราะมันเป็นสัตว์เดรัจฉานจึงคิดไม่ได้ แต่เราเป็นมนุษย์ จะทำอะไรต้องคิดก่อนทำนะลูก”

        แม่มักสรุปแบบนักปราชญ์ชาวบ้านแบบนั้นเสมอ บางครั้งฉันคิดเล่นๆ ว่า ถ้าแม่ได้เรียนสูงๆ ก็คงได้เป็นถึงครูสอนในโรงเรียน นักเขียน หรือนักกวี แต่งหนังสือได้ เพราะสายตาท่านเวลามองผู้คนและชีวิต ก็มักจะเปรียบเปรยออกมาเป็นบทกลอนเสมอ

        ในวันคืนที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง ทุกค่ำคืนมีเพียงแสงดาวแสงเดือนเป็นเพื่อนคอยส่องนำทาง ปลุกจิตวิญญาณอันเงียบเหงาของเราให้ฝันถึงโลกอื่น

        สำหรับฉันโลกภายนอกนั้น ก็เปรียบเสมือนผลไม้ต้องห้ามสีแดงสดเตะตา รสชาติของมันเป็นแบบไหน ฉันไม่เคยรู้ แต่ก็อยากทดลอง ไม่ต่างจาก "อีฟ" กับ "อดัม" แอบขโมยผลไม้ที่พระเจ้าสั่งห้ามเอามาลิ้มลอง



      ตอนนั้นนอกจากศาสนาพุทธ ฉันก็ไม่เคยรู้จักศาสนาอื่น พอมีลัทธิต่างๆ ทยอยเข้ามาเผยแพร่ในหมู่บ้าน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกคนก็พากันแห่ไปลองเข้าดู จากนั้นก็มาเกลี้ยกล่อมเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงว่าดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้

        แต่ความจริงที่เราไป ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากไปลิ้มลองอาหารที่เขาแจกให้กินฟรี และได้สังสรรค์กันในรูปแบบที่ไม่เคยถูกจัดให้มีในหมู่บ้าน ทุกคนถูกสั่งให้พูดจาไพเราะ ไม่มี กู มึง หรือเสียงด่าทอ ให้รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และยังได้รับฟังการเทศนาจากปากของคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระเทศนาให้ฟัง

        คำพูดที่ถูกร้อยเรียงให้ฟังดูตื่นตาตื่นใจอย่างมีอรรถรสอ่อนหวาน ไพเราะเสนาะหูขับกล่อมจิตวิญญาณของชาวบ้านป่าผู้เดียงสาให้คล้อยตาม

        ชาวบ้านทุกคนไม่ใช่คนโง่ หรือจะถูกใครมาจูงจมูกได้ง่ายๆ และคิดไม่เป็น แต่เพราะโลกที่พวกเขาเป็นอยู่มันเรียบง่ายขาดการปรุงแต่ง บริสุทธิ์มาเนิ่นนาน จนกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย หลายคนจึงอยากออกไปแสวงหาทดลองโลกใหม่ๆ ที่แตกต่างดูบ้าง

       สุดท้ายมันก็เหมือนกับหนังกลางแปลงมาฉายหนังเรื่องหนึ่งให้ดู พอฉายให้ดูซ้ำซาก เมื่อรู้แล้วก็หายตื่นเต้น หายสนุก จากนั้นทุกคนก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม เข้าวัดฟังพระเทศน์น่าเบื่อต่อไป บางคนฟังพระเทศนาภาษาบาลีมาชั่วชีวิต แต่ก็แปลไม่ออกเลยด้วยซ้ำ แม้จะย้อนแย้งในความรู้สึกบางครั้ง มีคำถามผุดขึ้นมากมายในใจว่ากำลังทำอะไรกัน ทว่าสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนถูกปลูกฝังให้ปฏิบัติตามมายาวนานก็เป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิต ซึ่งกลายเป็นความผูกพัน ขาดไม่ได้

       ทุกคนก็เพียงแค่ใช้ชีวิตต่อไปเรื่อยๆ เพื่อรอวันหนึ่งมาถึง หลายคนเป็นแบบนั้น และลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป ก็ยังคงดำเนินรอยตามต่อๆ ไป

       สมัยก่อนชาวบ้านจะนำเอาศพคนตายไปฝังในป่าช้าลึก ซึ่งเป็นป่าสาธารณะห่างไกลจากหมู่บ้านไปหลายกิโลเมตร

       เมื่อเคลื่อนศพออกจากบ้าน ลูกหลานของผู้ตายจะเป็นคนโปรยข้าวตอกท้ายขบวนศพ ตามความเชื่อถือที่ปฏิบัติกันมาช้านาน เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณผู้ตายกลับบ้านถูก หรืออาลัยอาวรณ์เรื่องทางโลกคนเป็น

       ในส่วนความหมายของข้าวตอกนั้น ได้ซ่อนปริศนาธรรมไว้อย่างแยบยลว่า เมื่อคนตายตายไปแล้วก็ไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้อีก ข้าวตอกจึงกลายเป็นเหมือนสื่อสัญลักษณ์แทนการแตกดับที่ไม่สามารถนำเอากลับมาปลูกใหม่ได้นั่นเอง

       อีกนัยหนึ่งยังต้องการให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่เข้าใจถึงสัจธรรมว่า สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราต้องค้อมหัวยอมจำนนต่อสัจธรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ข้อนี้

       พอเจริญขึ้น ทางวัดได้มีการสร้างเมรุเผาศพภายในวัด ชาวบ้านจึงไม่ต้องลำบากเดินทางลุยป่าฝ่าหนามไปตามทางเล็กๆ เหมือนทางหนูผ่านเข้าไปในป่าช้าเช่นเดิม และชาวบ้านรุ่นต่อๆ มาก็เข้าใจตรงกันว่า สุดท้ายก็ต้องไปสิ้นสุดลงที่เมรุวัดท้ายหมู่บ้านกันทุกคน

       วัดตั้งอยู่จุดกึ่งกลางระหว่างหมู่บ้านกับโรงเรียน มันเป็นเหมือนจุดกึ่งกลางเชื่อมระหว่างโลกคนเป็นกับโลกหลังความตาย

       หลังเลิกโรงเรียนเดินกลับเข้าหมู่บ้าน ทุกครั้งที่มีการนำเอาศพคนตายมาเผา ฉันมักแหงนมองควันโขมงที่ล่องลอยอ้อยอิ่งออกจากปล่องเมรุ ราวกับกำลังส่งดวงวิญญาณผู้คนขึ้นไปในท้องฟ้า คนแล้ว คนเล่า ชื่อแล้ว ชื่อเล่า บ้างก็จากไปเพราะสังขารหมดอายุขัย บ้างก็จากไปด้วยสาเหตุไม่ปกติผิดธรรมชาติ แตกต่างกันหลากหลายรูปแบบ

       มีคำถามมากมายไหลบ่าเข้ามาในสมองเล็กๆ ของนักเรียนชั้นประถม…

       เราตายแล้วไปไหน นั่นคงไม่สำคัญ แต่สำคัญตรงที่ตอนมีชีวิต เราจะไปไหน???

       มันทำให้ฉันตื่นตระหนักกับชีวิตที่เหลือ เหมือนเหยี่ยวป่าผู้เหลวไหลที่ใช้ชีวิตอย่างขี้ขโมย แต่ไม่มีทางเลือก ชีวิตที่บางครั้งต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ตื่นกลัว และตั้งคำถาม แต่ไม่มีคำตอบ…


       แล้ววันหนึ่งพวกมันก็ค่อยๆ ทยอยหายตัวไปจากท้องฟ้าบ้านนาเราทีละตัวๆ เพราะป่าที่ค่อยๆ ถูกตัดทำลายจนเกือบหมดเกลี้ยง

       ฉันไม่รู้ว่าเหยี่ยวมากมายเหล่านั้นทยอยหายตัวไปอยู่ไหน คิดว่า คงดิ้นรนแสวงหาถิ่นอาศัยแห่งใหม่…ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเหมาะสมกับพวกมัน ฉันคิดแบบนั้น คงมีสถานที่สักแห่ง ที่เหมาะสมรอคอยพวกมันอยู่…

        ฉันเองก็เหมือนกัน…




พบกันในรูปแบบ E-book เร็วๆ นี้ 


ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น