วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ก้าวข้ามขีดจำกัดในตัวเอง กับสองนักสู้แห่งโลกเงียบ!!!



    คำว่า “กลัว” กับ “กล้า” สองคำนี้ทำให้คนเราแตกต่างกัน แน่หรือ? มาติดตามหาคำตอบจากสองนักสู้แห่งโลกเงียบกันดูค่ะ

    "ความกลัว" เป็นธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่ถือกำเนิด สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเลี้ยงดูจากครอบครัวก็อาจมีส่วนส่งผลให้เด็กบางคนกลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง และอื่นๆ อีกหลายปัจจัย ความกลัวจึงเป็นสิ่งที่คอยขัดแข้งขัดขา และขัดขวางบางคนไม่ให้ก้าวข้ามบางสิ่งบางอย่างที่เราอยากทำ หรืออยากเป็น

    ครั้งนี้ที่ผู้เขียนได้หยิบยกประเด็นนี้มาเล่า เพราะอยากแชร์ประสบการณ์เรื่อง การก้าวข้ามความกลัว หรือขีดจำกัดที่มีอยู่ในตัวของเราทุกคนนั่นเอง

    ความกลัวมักทำให้บางคนไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดในตัวเองได้ ขณะบางคนที่มีความกล้ากลับทำในสิ่งที่พวกเขาวางแผนไว้ได้ตามเป้าหมาย พวกเขาทำได้อย่างไร อะไรคือแรงผลักดัน หรือว่าที่พวกเขาประสบความสำเร็จได้ เป็นเพราะโชควาสนา หรือบุญบารมีตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝังกันมา จึงทำให้ประสบความสำเร็จแตกต่างกัน

    เมื่อก่อน ผู้เขียนเคยคิดว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จด้านต่างๆ เหล่านั้น พวกเขามีความสามารถ มีพรสวรรค์ และมีต้นทุนชีวิตด้านต่างๆ มาสนับสนุน จึงทำให้พวกท่านเหล่านั้นประความสำเร็จได้อย่างงดงาม แต่วันหนึ่งเมื่อผู้เขียนได้พบกับบุคคลสองท่านนี้ ความคิดของผู้เขียนก็เปลี่ยนไป เป็นใครนั้นมาติดตามกันเลยค่ะ

    บุคคลท่านแรกคือ คุณกำพล สุวรรณรัต แน่นอนว่าเมื่อเอ่ยชื่อ หลายคนอาจไม่รู้จัก แม้แต่ผู้เขียนเอง ถ้าหากไม่มีโอกาสได้รู้จักท่าน ผู้เขียนเองก็คงไม่รู้เลยว่าท่านนี้เป็นใครมาจากส่วนไหนของประเทศไทย แต่ทุกคนอาจไม่เชื่อว่า บุคคลท่านนี้เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในสังคมของคนหูหนวกเป็นอย่างมาก อาจถือได้ว่าเป็นปูชนียบุคคลที่คนหูหนวกรุ่นหลังๆ ต้องนำไปศึกษาเป็นแบบอย่างเลยก็ว่าได้

    ท่านเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยมาก เพราะได้รับการสั่งสอนอบรมมาจากบิดาซึ่งเป็นทหาร สอนว่า ถึงเป็นคนหูหนวก แต่ต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเอง และผู้อื่นที่ด้อยโอกาส ทุกวันท่านจึงมีเรื่องที่ต้องทำอยู่เสมอ ไม่เคยว่างเลย

    คุณกำพล สุวรรณรัต ประธานมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนหูหนวกไทย ผู้มีปณิธานยิ่งใหญ่ดำเนินรอยตาม "พ่อหลวง ร.9" ขอเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ภาพถ่ายที่ถือในมือมีภาพท่านสมัยยังเด็กได้เข้าเฝ้าพ่อหลวงอย่างใกล้ชิด ในฐานะเด็กนักเรียนหูหนวกรุ่นแรกแห่งประเทศไทย

    คุณกำพล สุวรรณรัต ในวัย 78 ปี ปัจจุบันท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนหูหนวกไทย และเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ นี้ขึ้นด้วยตัวเอง เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของภรรยาที่ล่วงลับ คือคุณ “ม่านฟ้า สุวรรณรัต” ประกอบกับท่านเป็นผู้มีลักษณะนิสัยที่กระตือรือร้นชอบช่วยเหลือผู้คนในสังคมโลกเงียบมาตลอด จึงเปรียบได้กับผู้ปิดทองหลังพระ แม้คนรอบข้างพยายามห้ามปรามไม่ให้ทำงานหนัก เนื่องจากอาจเห็นว่าท่านเป็นผู้พิการทางหู สื่อสารกับคนปกติทั่วไปที่ไม่เข้าใจภาษามือไทยลำบาก แต่กระนั้นคุณกำพลก็ยังไม่หยุดนิ่ง ลุกขึ้นมาทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมโลกเงียบเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ท่านจะคอยหาทุนให้เด็กๆ ด้อยโอกาส ขาดทุนทรัพย์ และเดินทางไปมอบให้ด้วยตัวเองเสมอ ไม่ใช่ทำแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่คุณกำพลได้ดำเนินการช่วยเหลือสังคมโลกเงียบเช่นนี้มาตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน

    ผู้เขียนเคยถามว่า กลัวไหมที่เกิดมาเป็นคนหูหนวก และต้องทำงานหนักเพื่อสังคม โดยไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรมากในแง่ของรายได้เพื่อมาใช้ดำรงชีพ ซึ่งบางครั้งหลายคนไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของท่าน และไม่ได้ยินสิ่งที่คนหูหนวกต้องการสื่อสาร

    ท่านกล่าวว่า ไม่เคยกลัวที่เกิดมาเป็นคนหูหนวก เพราะถ้าหากกลัวก็ทำอะไรไม่ได้เลยในชีวิตนี้ จึงพยายามต่อสู้เพื่อปากเสียงให้คนหูหนวกมีจุดยืนในสังคมเรื่อยมา
และหลังจากผ่านการต่อสู้จนก้าวข้ามความกลัวมาได้ถึงวันนี้ ไม่เพียงทำให้ท่านรู้สึกถึงชัยชนะในตัวเอง ท่านยังทำให้ทุกคนได้เห็น และได้ยินในสิ่งที่ท่านปฏิบัติ 

    เหนืออื่นใดนั้น ท่านกล่าวว่า การก้าวข้ามความกลัวด้วยการลงมือทำจนติดเป็นนิสัย แค่ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครเขา จะได้เปิดโลกทัศน์ของเราได้มากกว่าคนที่จำกัดอยู่เพียงในกรอบเดิมๆ แม้ไม่ได้ยินเสียงแต่ก็มองเห็น ไม่เพียงแค่สายตา แต่เห็นด้วยหัวใจที่เปิดกว้างไร้ขอบเขต การบอกเล่าของท่านอาจมองไม่เห็นภาพ แต่หลังจากผู้เขียนได้เห็นภาพจึงรู้ว่า โลกของท่านนั้นไร้ขอบเขตมาก มาดูภาพที่ท่านทำกันดีกว่าค่ะ ว่าได้ไปทำอะไรมาบ้าง



คุณกำพลเดินทางไปมอบทุนการศึกษาโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี


ภาพนี้คุณกำพลเดินทางไปมอบทุนให้เด็กๆ หูหนวกที่โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชัยภูมิ




    นักเรียนหูหนวกในสังคมไทย ที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ยังมีอีกมากมายในสังคมไทยแต่เพราะเป็นสังคมเงียบจึงไม่ค่อยมีปากเสียงเท่าที่ควรและสังคมยังต้องการผู้นำที่เป็นคนหูหนวกอย่างคุณกำพล สุวรรณรัต อีกมากเพื่อมาช่วยเหลือสังคมคนหูหนวกให้พัฒนาไปมากกว่านี้ คุณกำพลจึงวาดหวังว่า ในอนาคตคนรุ่นใหม่จะมาดำเนินรอยตาม และก้าวข้ามขีดจำกัดในตัวเอง มองโลกให้กว้างๆ หากถูกความกลัวครอบงำก็จะทำอะไรไม่ได้เต็มที่ อยากให้ทุกคนแสดงพลังออกมามากๆ จึงจะเอาชนะตัวเองและช่วยเหลือสังคมที่ด้อยโอกาสกว่าได้

คลิปวิดีโอสัมภาษณ์คุณกำพล สุวรรณรัต



***************


  ส่วนท่านที่สองนี้ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน ท่านชื่อ “ไพศาล เหลืองวรพันธ์” ทำธุรกิจหลายอย่างมากมายนับไม่ถ้วน จนไม่น่าเชื่อว่าคนพิการทางหูเช่นท่านสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นไร ณ ปัจจุบันท่านมีธุรกิจถึงหกธุรกิจด้วยกันคือ

               
คุณไพศาล เหลืองวรพันธ์

 

    1. เจ้าของภัตตาคาร ดิออร์คิดส์ หาดป่าตอง ภูเก็ต
    2. เจ้าของโรงแรม แกรนด์ ออร์คิดส์อินน์ หาดป่าตอง ภูเก็ต
    3. เจ้าของออฟฟิศทัวร์ อันดามัน ออร์คิดส์ หาดป่าตอง ภูเก็ต
    4. เจ้าของกิจการท่าทราย พีพีเค.ทรายทอง จังหวัดพังงา
    5. เจ้าของฟาร์มโคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน จังหวัดพังงา
    6. เจ้าของกิจการแมนชั่น ในเมืองภูเก็ต



    สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่านเป็นคนหูหนวก แต่กลับเป็นนักธุรกิจ และไม่ว่าจะลงมือทำอะไร ส่วนใหญ่ก็ล้วนประสบความสำเร็จทั้งสิ้น

    ท่านสามารถก้าวข้ามความกลัวและขีดจำกัดของตัวเองจนประสบความสำเร็จได้อย่างไรนั้น ผู้เขียนได้ขออนุญาตจากคุณไพศาล นำเอาผลงานเขียนบางส่วนจากหนังสือคุณไพศาล เหลืองวรพันธ์ นักสู้แห่งโลกเงียบ ผู้ก้าวข้ามความพิการ นำมาประกอบเรื่อง ลองมาอ่านวิธีคิด และการเอาชนะความพิการของท่านกันดูเลยค่ะ

    “สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจค้าขาย หรือเรื่องการทำเกษตร ผมก็ได้ใช้หลักการเดียวกันคือ ขยันหมั่นเพียร หมั่นหาความรู้ในเรื่องที่เราสนใจอยากทำ และใช้ประสบการณ์ต่างๆ ที่มีมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ประสบการณ์นั้นจะเป็นครูให้กับเราได้ดีที่สุด ไม่มีใครสอนเราได้ดีเท่ากับการลงมือทำด้วยตัวเราเอง แม้จะผิดพลาดไปบ้าง แต่ความผิดพลาดจะเป็นเครื่องเตือนสติเราได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จไม่ว่าอาชีพอะไร ผมมีสูตรในการลงทุนอยู่ 5 ข้อ ดังนี้

    1. ลงทุนในเรื่องความขยันหมั่นเพียร 
    2. ลงทุนใฝ่ศึกษา เรียนรู้ 
    3. ลงทุนในเรื่องความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจ
    4. ลงทุนด้วยการลงมือทำอย่างมุ่งมั่น
    5. ลงทุนด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นว่าจะประสบความสำเร็จ
      
    แม้ว่าการทำอาชีพแต่ละอย่างจะมีอุปสรรคปัญหาต่างกัน แต่ถ้าหากเราใช้หลักการดังกล่าวข้างต้นเป็นหลักยึดเหนี่ยว ผมเชื่อว่าสักวันคุณจะค้นหาเส้นทาง และวิธีการที่เหมาะสมกับตัวคุณ ทำให้เดินไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด และอย่าลืมว่าประตูความสำเร็จจะเปิดรับเฉพาะคนที่มีความขยันและความฝันอยู่เสมอ ถ้าคุณไม่ใช่คนเกียจคร้าน หรือคนที่ตายแล้วก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน (จากตอน “มหัศจรรย์ทรายทอง”)



    คุณไพศาลเจ้าของภัตตาคาร ดิออร์คิดส์ หาดป่าตอง ได้ออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยวที่แวะมาดื่มและรับประทานอาหารที่ร้านทุกวัน และมีคนหูหนวกจากทั่วโลกชอบแวะมาที่ร้านท่านเสมอ เมื่อรู้ว่าเจ้าของร้านก็เป็นคนหูหนวกเช่นกัน


    “ตอนเด็กๆ ผมเข้าใจมาตลอดว่า คนที่เรียนดีได้คะแนนสูง ได้อันดับดีๆ สอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ จบดอกเตอร์ หลายๆ ใบ คือ ‘คนเก่ง’ โตมาหน่อย ผมเข้าใจว่าคนที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลลัพธ์ขั้นเทพ รายได้สูงๆ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป หรือสังคม คือ ‘คนเก่ง’

    แต่มาวันนี้ ผมเพิ่งเข้าใจว่า ผมคิดผิดมาตลอด คนเก่งที่แท้จริงคือ คนที่ทำงาน หรืออาชีพอะไรก็ได้ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถึงเวลากินก็ได้กิน ถึงเวลานอนก็ได้นอน มีเวลาว่างก็ไปเที่ยว มีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาให้ครอบครัว มีเวลาให้กับคนที่เขารัก มีเวลาให้กับเพื่อนๆ กับส่วนรวม และที่สำคัญ คือมีเวลาให้กับตัวเอง คนที่สมดุลทุกๆ เรื่องในแบบฉบับของตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนั้นแหละคือ 'คนเก่ง' ที่แท้จริง” (จากตอน “คนเก่งที่แท้จริง”)



คลิปวิดีโอกิจกรรมงานสัปดาห์หูหนวกโลก 2018 ที่จัดโดยสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย คุณไพศาล เหลืองวรพันธ์ ได้รับเชิญในฐานะคนหูพิการที่ประสบความสำเร็จ

คุณไพศาลได้รับเชิญไปเล่าประสบการณ์ชีวิตในฐานะผู้พิการทางหูที่ประสบความสำเร็จ 
 (คุณไพศาลคือ คนใส่เสื้อสีขาว)


    “ผมทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิตเพื่อครอบครัว และเพื่อที่จะก้าวข้ามความเป็นคนพิการของผม แม้แต่ปัจจุบันนี้ผมก็ยังต้องต่อสู้ไม่ได้อยู่เฉยๆ ยังทำงานทุกวัน และคงจะทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ไหว ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมสามารถเลือกได้ว่าจะหยุดพักผ่อนอยู่กับบ้านหรือไม่ก็ได้

    แต่ผมกลับเลือกที่จะทำงานมากกว่า เพราะการทำงานหนักสำหรับผมมันกลายเป็นความเคยชิน ถ้าผมขี้เกียจอาจจะไม่มีชีวิตที่ดีอย่างที่เห็นเช่นทุกวันนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะ คนพิการอย่างผมเรียกว่าได้ผ่านการทำงานมาหลากหลายอาชีพ หลายรูปแบบ ซึ่งท่านอาจจะหาพบได้น้อยมากในเมืองไทย

    ที่ผมตัดสินใจเขียนเรื่องราวของผมออกมาเผยแพร่ก็เพราะต้องการให้คนพิการทุกๆ คนมีกำลังใจลุกขึ้นสู้เอาชนะในความพิการเหมือนอย่างผม เราไม่ควรมานั่งเป็นทุกข์ และโทษในโชคชะตาจนลืมไล่ตามความฝันของตัวเอง

    ใช้ความกล้าหาญของคุณนำทางไปสู่จุดหมายที่ต้องการ ทำให้ความฝันเป็นจริงให้ได้ เมื่อท้อก็มองดูคนที่เขามีชะตากรรมเลวร้ายกว่าเรา อย่างคนตาบอดพวกเขาลำบากกว่าเราตั้งเยอะ แต่เขาก็ยังมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตอยู่ได้ ทั้งๆ ที่เขามองไม่เห็นอะไรเลย

ผมก็ไม่ใช่ว่าจะร่ำรวยมาตั้งแต่เกิด ผมต้องค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ได้ร่ำรวยแบบกะทันหัน และประกอบอาชีพสุจริตมาโดยตลอด ไม่เคยทำผิดกฎหมาย แม้ผมจะเป็นคนที่บกพร่องทางการได้ยิน แต่ไม่เคยยอมแพ้กับโชคชะตาที่อาภัพของตัวเอง

    ในวันนี้สำหรับคนพิการ ผมเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในชีวิต หลังจากที่ไม่ยอมแพ้คำว่า “พิการ” หรือด้อยโอกาส เพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นๆ และผมมีหัวใจที่เข้มแข็ง อดทน ต่อสู้ มีความเชื่อมั่น กล้าพูด กล้าทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่นำความสำเร็จมาสู่ชีวิตผม

    ตราบใดที่คุณมีหัวใจที่เข้มแข็ง ถึงคุณจะมีสภาพร่างกายเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญ และจะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอายเลยที่เราจะเกิดมาพิการ ซึ่งเหมือนกับผมเวลานี้ถึงแม้จะพูดไม่ชัด หูไม่ได้ยินและเรียนรู้ช้าไปบ้าง แต่ผมอาศัยการฝึกฝนให้กำลังใจเข้มแข็ง พยายามเสาะหาความรู้โดยการอ่านหนังสือ ท่องหนังสือให้หนักกว่าคนอื่น ผมก็สามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้

    และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ ในชีวิตคนเราแม้จะพบอุปสรรคอะไรก็ตาม แต่ต้องเรียนรู้ทั้งในเรื่องการเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับที่ดีด้วย รวมทั้งทำให้ชีวิตมีความหวังตลอดเวลา เพราะถ้าไม่มีความหวังก็เหมือนไม่มีชีวิต

    เราไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกับใคร แต่ต้องแข่งกับตัวเอง เอาชนะจิตใจที่อ่อนแอของตัวเอง มองไปข้างหน้าอย่ามองกลับหลัง เพราะเบื้องหลังมันอาจเต็มไปด้วยความเจ็บปวดสำหรับคนพิการอย่างเรา แต่ก็ไม่ควรจะลืมความเจ็บปวดทั้งหมด และขอให้นำเอาสิ่งเลวร้ายทั้งหมดในชีวิตคุณไปใช้เป็นอาวุธ หรือใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์งานทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการ

    แม้ผมจะเกิดมาเป็นคนพิการ มีวาสนาน้อยกว่าคนอื่น แต่หลังจากได้ผ่านเรื่องราวมามากมาย ทำให้ผมเรียนรู้ว่าผมนั้นโชคดีที่สุดแล้วที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้ใช้ความพากเพียรจนประสบความสำเร็จทั้งในด้านอาชีพการงานและชีวิตครอบครัว

    ความสำเร็จของผมในวันนี้ไม่ใช่เกิดจากปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากความมานะพยายาม ความสำเร็จที่ได้มาจากการต่อสู้ชีวิตอย่างต่อเนื่องยาวนานและสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองอยู่สม่ำเสมอ (จากตอน “การก้าวข้ามความพิการ”)





    ประชาสัมพันธ์ถึงผู้มีความสนใจหนังสือประสบการณ์ชีวิตของคุณไพศาล เหลืองวรพันธ์ บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ชีวิต การก้าวข้ามความพิการ และการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จหลากหลายรูปแบบ ท่านใดสนใจสั่งซื้อหนังสือ สามารถติดต่อโดยตรงที่ตัวท่านได้ทางไลน์ด้านล่าง

Line ID :  paisan2493

หรือถ่ายคิวอาร์โค้ดตรงนี้ได้เลย



หนังสือมีจำนวน 214 หน้า ภาพสีทั้งเล่ม ราคาหนังสือ 250 บาท 
บวกค่าจัดส่ง 50 บาท ทั่วประเทศ


ภาพตัวอย่าง ปกหน้าและหลัง





           

2 ความคิดเห็น: