วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562

เขียน E-BOOK ขายกันเถอะ มือสมัครเล่นก็ทำได้



มือสมัครเล่นอย่างเราฝันมานานอยากเขียนอีบุ๊กขายแบบคนอื่นเขาบ้าง แต่บางคนก็ได้แค่คิด มีเรื่องราวอยากบอกอยากเล่ามากมาย แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เขียนเสร็จแล้วจะส่งไปขายที่ไหน จะขายได้ไหม สารพัดที่ความกังวลเหล่านี้คอยมาฉุดรั้งเราไว้ จนสุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ เพราะคิดมากเกินไป และเหตุผลอื่นๆ ทำให้เราไม่กล้าลงมือทำ


วันนี้ผู้เขียนจะขอแนะนำขั้นตอนการเขียนอีบุ๊กอย่างง่ายๆ สำหรับผู้นึกอยากเริ่มต้นเขียนอีบุ๊กเพื่อส่งขาย 
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้แต่ประการใด แต่ขอใช้คำว่า “แบ่งปัน” ประสบการณ์ของตัวเองก็แล้วกันค่ะ


เริ่มต้นทำอีบุ๊ก

หาพล็อตเรื่อง และไอเดียจากไหนดี
คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ถ้าอยากได้ไอเดียดีๆ ทุกวันนี้ง่ายมากๆ เพราะเราสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่เราสนใจได้เร็วและสะดวกยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย
แหล่งไอเดีย เราสามารถหาได้จากการอ่าน ภาพยนตร์ ละคร เรื่องเล่า สื่อต่างๆ
ข้อมูล หลังจากได้ไอเดียที่จะเขียน หากข้อมูลไม่แน่นก็ต้องค้นหา สำหรับผู้เขียนจะเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต อ่านบทความ หรือกระทู้ที่ผู้คนเขียนสนทนากัน ตัวอย่างเช่น ผู้เขียนได้พล็อตนิยายขึ้นมาเรื่อง เจ้านายอัจฉริยะสาวใช้ EQ สูงโดยให้นางเอกเป็นสาวนั่งดริ้งก์ แต่บังเอิญตัวเองไม่เคยเข้าผับ หรือไปไนต์คลับเลย และไม่รู้ว่าชีวิตสาวนั่งดริ้งก์เป็นยังไง ผู้เขียนก็จะใช้บริการค้นหาโดยเว็บเสิร์ช แล้วพิมพ์ข้อความที่ต้องการค้นหาลงไป จากนั้นข้อมูล และเรื่องราวที่เราอยากรู้ก็จะขึ้นมาเพียบ เราก็ไล่อ่านเฉพาะเรื่องที่เราอยากรู้ และนำข้อมูลที่ได้มาใส่ในนิยายและบุคลิกของตัวละครของเรา อาจสอดแทรกวิถีชีวิตของสาวนั่งดริ้งก์ลงไป แต่ห้ามเขียนแบบสารคดีเพราะจะทำให้นิยายกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ
แต่ในกรณีที่คุณอยากเขียนสารคดีชีวิตของสาวนั่งดริ้งก์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจเขียนนำเสนอในข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมา เพิ่มเสน่ห์ให้เรื่องเล่าของคุณน่าอ่านมากขึ้นด้วยการใช้ภาษาที่สละสลวย แต่ไม่บิดเบือนจากความเป็นจริง 

เขียนในสไตล์ที่คุณถนัด
ไม่ว่าคุณถนัดเขียนแนวไหนก็ต้องคิดพล็อตเรื่องที่จะเขียนขึ้นมาก่อน เช่น บางคนถนัดการเขียนเกี่ยวกับอาหาร บทความ ความเรียง นิยาย เรื่องสั้น สารคดี ฯลฯ
สมมุติว่า ต้องการเขียนเรื่อง อาหารอีสาน เป็นเรื่องหลัก ส่วนหัวข้อย่อย ก็ต้องมานั่งคิดว่าจะนำเสนอเมนูอะไรบ้าง เช่น แกงหน่อไม้, ส้มตำอีสาน, ลาบน้ำตก, ก้อยไข่มดแดง, เป็นต้น
หากเป็นงานเขียนประเภทนิยาย ความเรียง หรือสารคดี คุณก็ต้องคิดพล็อตเรื่องที่อยากเขียนขึ้นมาก่อนเช่นกัน จากนั้นก็แบ่งเป็นบทๆ ว่าจะเขียนกี่บท นำเสนอแบบไหน ซึ่งสไตล์การเขียนของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป
เคล็ดลับในการเขียนไม่มีตายตัว เพราะเส้นทางแห่งการเขียนเป็นเส้นทางที่อิสระ ทุกคนต้องเดินไปสู่พรมแดนแห่งจินตนาการของตัวเอง
คุณไม่จำเป็นต้องไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเขียนให้ได้อย่างนักเขียนดังๆ หรือนักเขียนคนอื่นๆ และอย่าดูถูกตัวเอง แม้งานของเราจะไม่มีคนอ่าน แต่อย่างน้อยเราก็ต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่เราสร้างสรรค์ออกมาด้วยตัวเอง
ถ้าการเขียนยังไม่เป็นที่น่าพอใจในความรู้สึกของคุณ ก็สามารถพัฒนา ทดลองเขียนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ามันเป็นสไตล์ที่คุณชอบและเป็นที่น่าพอใจ
แต่ถ้าในกรณีคุณต้องการเขียนหนังสือเพื่อเสนอสำนักพิมพ์ก็เป็นอีกเรื่องซึ่งจะต้องผ่านการคัดกรองและตรวจต้นฉบับอย่างพิถีพิถันจากบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ โอกาสที่งานเขียนของคุณจะถูกปฏิเสธ หรือได้รับการตอบรับ ก็ขึ้นอยู่กับบรรณาธิการเป็นหลัก
ดังนั้นวิธีและทางลัดก้าวกระโดดไปสู่เส้นทางการเป็นนักเขียนอย่างง่ายๆ ก็คือการเขียนอีบุ๊กขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งโอกาสในการขายดี หรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับฝีมือ ความสามารถ บวกกับเนื้อหาที่เรานำเสนอ และความขยันโปรโมตตัวเอง บางคนอาจเขียนดีมากแต่ถ้าไม่โปรโมต ผู้อ่านก็ไม่รู้จัก และที่สำคัญเราต้องเขียนผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องให้ผู้อ่านรู้แนวทางที่คุณเขียน
งานเขียนบางชิ้นเรารู้สึกสนุก มันโอเคสำหรับเรา แต่อย่าคาดหวังว่าผู้อ่านทุกคนจะชอบในแบบที่เราเขียนเสมอไป ผู้เขียนอีบุ๊กจึงต้องทำใจเผื่อความผิดหวังไว้ด้วย และต้องบอกตัวเองเสมอว่า ที่เราเขียนเพราะเราชอบที่จะทำมัน ถ้าคิดได้เช่นนั้นก็จงลงมือเขียนอย่างมีความสุข
  
ระหว่างเขียน
บางคนเกิดท้อขึ้นมากลางคัน ไปต่อไม่เป็น ตัน ยังไงก็เข็นไม่ไป ผู้เขียนก็เป็นบ่อย บทจะเขียนได้มันลื่นไหลมาเป็นตาน้ำแตกราวกับพระเจ้าประทานพรสวรรค์มาให้อย่างไรอย่างนั้น แต่พอบทจะเขียนไม่ออกมันก็เหมือนกับว่าพระเจ้าลงโทษ ยึดเอาพรสวรรค์กลับคืนไปซะแบบนั้นแหละ
ช่วงนี้จะทำอย่างไรดีละ งานก็ต้องเขียนให้เสร็จ เพื่อมุ่งหน้าเป็นนักเขียนอีบุ๊กตามเป้า เคล็ดลับของผู้เขียนก็คือ วางมือจากงานเขียนแล้วหันไปทำอย่างอื่นก่อน จะดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรือออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านอะไรก็ได้ ไม่ต้องคิดถึงงานที่เราเขียน เพราะถ้ายิ่งคิดก็ยิ่งทำให้สมองตื้อหนักเข้าไปใหญ่ พานนึกอยากทิ้งไปเลย สุดท้ายก็เขียนไม่จบ
บางคนทิ้งเรื่องเก่ามาเริ่มต้นเขียนเรื่องใหม่ คิดว่าจะไปได้สวย แต่ก็ยังเดินวนมาสู่จุดเดิมอีก คือเจอทางตัน คิดไม่ออกบอกไม่ถูก สุดท้ายก็โบกมือลาอีกตามเคย
ถ้าเรารู้ถึงปัญหาจุดนี้แล้วว่ามันต้องเกิดแบบเดิม คือเขียนไปสักพักก็ต้องเลิกเขียน เราก็แก้ปัญหาด้วยวิธีที่ผู้เขียนแนะนำนี้แหละ รับรองว่าต้องเขียนจบแน่ เพราะลองทำมาแล้วด้วยตัวเอง

การพัฒนาฝีมือ
ทำได้โดยหลายทางหลายวิธี ทั้งการอ่านจากหนังสือที่คนอื่นเขียน ฝึกเขียนบ่อยๆ หรือจากการดูหนัง ดูละคร เก็บข้อมูลจากสื่อต่างๆ (แต่ห้ามไปลอกงานเขียนของคนอื่นเด็ดขาด) เราอ่านเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น เช่น เราชอบเขียนนิยายแนวไหนก็ลองศึกษาอ่านงานเขียนของนักเขียนแนวนั้น สังเกตวิธีเขียน การดำเนินเรื่อง พล็อต การผูกปมเรื่อง ถ้อยคำการสนทนา ฯลฯ
พอเราได้รู้แนวทางก็กลับมาเขียนในเรื่องที่เราอยากเขียนในสไตล์ของเรา ตอนเริ่มต้นอาจยากอยู่สักหน่อย เพราะข้อมูลที่เรารับมาจากแหล่งต่างๆ มันจะเต็มอยู่ในหัวเยอะเสียจนยุ่งเหยิงไปหมด
ทางที่ดีก็ต้องจัดระเบียบซะ เพื่อจะให้เขียนออกมาง่ายๆ ด้วยการเขียนพล็อตเรื่อง ตั้งหัวข้อย่อยว่าจะเขียนเรื่องอะไรก่อนหลัง ตามที่ผู้เขียนได้แนะนำในเบื้องต้น

สรุปขั้นตอนการเขียนอีบุ๊กอย่างง่าย
(แบบจบแน่นอน 100%)
1.จัดระเบียบความคิดมากมายในหัวซะ ด้วยการเขียนเป็นพล็อตเรื่องออกมา
2. แบ่งหัวข้อย่อยออกเป็นตอนๆ
3.ค้นหาข้อมูล และความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้เขียนประกอบ ถ้าเป็นเชิงสารคดี ข่าว ก็สัมภาษณ์จากแหล่งข่าว ถ่ายภาพประกอบ
4. เจอทางตันก็หยุด หันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นค่อยกลับมาเขียน
5. เขียนไปอย่าหยุด เขียนไม่ออกก็ต้องเขียนทุกวัน วันละคำสองคำก็ยังดี ฝึกให้เป็นนิสัย และฝึกจัดระเบียบเรื่องราวในสมอง คิดอย่างเป็นระบบระเบียบ ฝึกสร้างเรื่องราวในหัวเราก่อนว่าจะให้แนวทางของเรื่องเป็นไปในทิศทางไหนคร่าวๆ ตอนแรกไม่จำเป็นต้องใช้คำสละสลวย เขียนแบบหยาบๆ ออกมาก่อน
6. เขียนจบย้อนกลับมาขัดเกลาใหม่ให้สละสลวยน่าอ่านขึ้น หรืออาจจะเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่เข้ามาอีกก็ย่อมได้เพื่อให้เนื้อเรื่องเข้มข้น มีเหตุผลสอดรับกัน หรืออาจจะตัดเนื้อหาที่เยิ่นเย้อออกก็แล้วแต่เราจะเป็นผู้พิจารณา
7. อ่านทบทวนอีกรอบและตรวจคำผิดไปด้วย หรือให้คนอื่นช่วยตรวจ ถ้าคำไหนไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิดก็พยายามค้นหาข้อมูลจากหนังสือพจนานุกรม หรือเสิร์ชหาทางออนไลน์ก็สะดวกดี

ขบวนการเตรียมไฟล์ทำอีบุ๊ก

ก่อนจะส่งขายเป็นรูปแบบอีบุ๊กนั้นก็มาจัดเตรียมไฟล์งานกันก่อน ซึ่งทางเว็บจะร้องขอไฟล์งานจากเรา คือรูปแบบ PDF, EPUB รูปแบบ WORD รวมถึงหน้าปก ซึ่งเป็นไฟล์ JPEG
ในบทความนี้ผู้เขียนจะแนะนำวิธีการทำ ไฟล์ PDF จากโปรแกรม Microsoft Word และการทำหน้าปกหนังสือโดยใช้ Photoshop ขั้นพื้นฐาน รวมถึงการจัดหารูปภาพประกอบหนังสืออย่างง่ายๆ ผู้ไม่มีความรู้เรื่องทำหน้าปกมาก่อนก็ทำได้

ตั้งค่าหน้ากระดาษใน Microsoft Word
เมื่อเริ่มต้นเขียนเรื่อง เราก็ตั้งค่าหน้ากระดาษใน Microsoft Word ให้เป็น A5 ตั้งแต่ต้นไว้เลยจะได้ง่ายต่อการแปลงเป็นไฟล์ PDF เมื่อเขียนเสร็จ
ขนาดความกว้าง 14.8 ซม.
ขนาดความสูง 21 ซม.
เว้นระยะขอบ บน 1.5 ซม. ล่าง 1.5 ซม.
เว้นระยะขอบ ซ้าย 2 ซม. ขวา 2 ซม.
          ขนาดตัวหนังสือ 16, 18 หรือ 20
ใช้ฟอนต์อ่านง่าย สบายตา เช่น Cordia New, Angsana New หรือตามความชอบ


การแปลงไฟล์เวิร์ดเป็น PDF
1.เปิดหน้าต่าง Microsoft Word คลิก ไฟล์
2. ขึ้นหน้าต่างใหม่ ให้ไล่ดูช่องทางด้านซ้ายลงมาคลิกที่คำว่า ส่งออก
3. ขึ้นหน้าต่างใหม่ ให้คลิกที่ สร้าง PDF
4. ก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาอีก ให้เราคลิก จัดพิมพ์ ก็เป็นอันเรียบร้อยสำหรับไฟล์ PDF

 1.เปิดหน้าต่าง Microsoft Word คลิก ไฟล์














2. ขึ้นหน้าต่างใหม่ ให้ไล่ดูช่องทางด้านซ้ายลงมาคลิกที่คำว่า ส่งออก













3. ขึ้นหน้าต่างใหม่ให้คลิกที่ สร้าง PDF










4. ก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาอีก ให้เราคลิก จัดพิมพ์ ก็เป็นอันเรียบร้อยสำหรับไฟล์ PDF









ขั้นตอนการทำปกหนังสือด้วยตัวเอง
1.หาภาพประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการวาด ถ่ายภาพด้วยตัวเอง ออกแบบในโปรแกรมต่างๆ หรือจัดหามาจากเว็บไซต์ที่เขาปล่อยให้ดาวน์โหลดภาพฟรี ไม่มีลิขสิทธิ์ ซึ่งมีหลายเว็บไซต์ด้วยกัน เช่น
https://pixabay.com,
http://streetwill.co,
https://www.pexels.com,
https://www.lifeofpix.com,
https://unsplash.com

2. ใช้โปรแกรม Photoshop ออกแบบ ถ้าหากใครไม่มีหรือไม่สะดวกก็จ้างนักออกแบบทำให้ ภาพปกมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับรายละเอียด เนื้อหา ความยากง่าย นักออกแบบปกหลายคนที่คิดราคาถูกๆ ก็มี เริ่มตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป บางคนรู้จักกันอาจทำให้กันฟรีๆ ก็แล้วแต่จะพูดคุยกัน และอีกช่องทาง เข้าไปในเว็บไซต์ที่เขาทำปกหนังสือสำเร็จรูปเลย มีทั้งแบบฟรี หรือเสียค่าบริการไม่เท่าไหร่ก็มีปกเป็นของตัวเองได้แล้ว
สำหรับผู้เขียนเป็นคนชอบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ใครจะว่าปกเราไม่สวยยังไงก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะเราสามารถเปลี่ยนแปลงปกใหม่ได้ภายหลังในกรณีออกเป็นอีบุ๊ก (แต่ถ้าจะพิมพ์เป็นหนังสือเล่มด้วยก็ต้องออกแบบให้สวยตั้งแต่แรกไว้ก่อนเพราะเปลี่ยนภายหลังมันยาก และแนะนำให้จ้างมืออาชีพออกแบบให้ดีกว่า เพราะราคาก็ไม่ถึงพัน)
            
        ขั้นตอนการออกแบบด้วย Photoshop
     1.เปิดโปรแกรม Photoshop ขึ้นมา  คลิกที่ File แล้วคลิก New


           2.เจอหน้าต่าง New ให้ใส่ชื่อ (Name) ที่เราต้องการตั้ง
             Preset : เป็น International Paper
             Size: A5
             Width: 148 Millimeters
             Height:  210 Millimeters
             Resolution: 300 Pixels
             Color Mode: RGB Color 8 bit
             Background Contents: White














3. จะพบเป็นหน้ากระดาษ A5 สีขาวว่างเปล่า จากนั้นให้ คลิก Open เพื่อค้นหา Folder ที่เราเก็บภาพไว้ จากนั้นคลิกที่ภาพที่ต้องการ มันก็จะมาโผล่ที่หน้าต่าง Photoshop











4.  แล้วลากภาพต้นฉบับนี้โดยใช้ Move Tool ลากไปใส่อีกหน้าต่างที่เราต้องการสร้างปก


5.  ปรับขนาดภาพต้นฉบับตามต้องการ ไปที่ Edit เลื่อนลงมาที่ Free Transform มือซ้ายกด Shift + Alt ค้างไว้ มือขวากดเม้าท์ลากตรงมุมภาพปรับขนาดภาพตามต้องการ



6. เขียนชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง โดยใช้ Horizontal Type Tool

7. ปรับแต่งแสงเงาให้ตัวหนังสือโดยไปที่  Layer Style  ตามภาพด้านล่าง 






จากนั้นจะขึ้นหน้าต่างเล็กๆ ให้เราเลือกปรับแสงเงาคลิก Drop Shadow ลองเลื่อนปรับแสงตามที่เห็นเหมาะสม แล้วกด ok

8.ตรวจสอบความเรียบร้อยจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว คลิก File เลื่อนลงมาที่ Save As ให้ save เป็นไฟล์ JPEG (เพื่อส่งภาพปกให้เว็บไซต์ที่เรานำอีบุ๊กไปฝากขาย) และหากใครต้องการนำกลับมาแก้ไขภายหลังก็ save เป็นไฟล์ Photoshop PSD ไว้ด้วยก็ได้ แค่นี้เราก็ได้ภาพปกหนังสือสำหรับอีบุ๊กเรียบร้อย


ปกหนังสือที่ทำสำเร็จ

หมายเลข ISBN สำหรับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) 
ส่วนใครต้องการหมายเลข ISBN สำหรับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) ของตัวเอง ก็สามารถขอได้จากสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้คลิกเลือก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) ในหัวข้อประเภทสิ่งพิมพ์

โดยสมัครทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร http://e-service.nlt.go.th/ และปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ  รอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและอนุมัติประมาณ 1-3 วัน เพียงแค่นี้คุณก็มีหมายเลข ISBN มาใส่ในอีบุ๊กของตัวเองแล้ว
หากใครต้องการส่งอีบุ๊กส่งขายเลยได้ไหม โดยไม่มีหมายเลข ISBN ก็สามารถทำได้เหมือนกัน หรือถ้าคุณส่งอีบุ๊กไปขายแล้ว วันดีคืนดีนึกอยากขอหมายเลขมาแปะหนังสือทีหลังก็ได้เช่นกัน ลองทำตามที่คุณสะดวก สบายใจ ไม่มีใครบังคับ

แหล่งฝากขายอีบุ๊กในไทยมีหลายเว็บดังนี้
ookbee.com
naiin.com
ebooks.in.th
ilovelibrary.com
zhake.com
asiabooks.com
se-ed.com
4dbook.com
ใครสนใจเว็บไหนก็ลองส่งไปขายดู สำหรับผู้เขียนตอนนี้ก็ส่งขายที่เว็บเดียวคือ mebmarket หวังว่าข้อเขียนเบื้องต้นจะเป็นไกด์นำทางช่วยทำให้คุณเขียนอีบุ๊กออกมาขายได้สำเร็จ 

17/9/2562

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น