เจ้านายอัจฉริยะ สาวใช้ EQ สูง (ตอนที่ 6)



ตอนที่ 6

        “เป็นเพราะเธอที่ทำให้ฉันไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน”
          ปราการต่อว่าวดีเมื่อกลับถึงบ้าน
         “แล้วทำไมเจ้านายไม่นอนที่บ้านคะ จะถ่อสังขารไปตามหาวดีทำไมที่โรงพยาบาล ถึงยังไงวดีก็ไม่หนีไปไหนหรอก ก็ต้องกลับมาทำงานรับใช้คุณทุกวันอยู่ดี”           วดีบ่นพึมพำ ไม่เข้าใจวิธีคิดของเจ้านายเอาเสียเลย
        “แล้วตกลง เจ้านายรู้ได้ยังไงว่าวดีอยู่ที่โรงพยาบาลคะ?
        “GPS บนมือถือไง ฉันฉลาดไหมล่ะ?
         ปราการชูมือถือ พร้อมกับเชิดหน้าชูคอราวจะอวดสาวใช้ว่าเขาฉลาดเสียเต็มประดา ก่อนจะเดินไปที่โซฟา ทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาวด้วยท่าทางสบายอารมณ์
        “คร้า เจ้านายฉลาดสุดๆ แล้ววันนี้ตกลงที่นัดไปดูตัวจะไปดูที่ไหนล่ะคะ ไปกี่โมง?” วดีถาม เจ้านายหนุ่มกวักมือเรียกหล่อนเข้าไปหาที่โซฟา
        “มีอะไรหรือคะ?” วดียืนมองเจ้านายนอนยิ้ม จ้องมองมาที่หล่อนอย่างมีเลศนัย
        “นี่จะบอกให้ เธออยากหารายได้พิเศษเพิ่มอีกไหม?
        “งานแบบไหนคะ?” วดีถามด้วยความสนใจ
         “เล่นละคร” ปราการกล่าวสั้นๆ วดีทำหน้างง คาดเดาความหมายของเขาไม่ออกว่าหมายถึงอะไร
         “หน้าตาอย่างวดี ถ้าเป็นตัวประกอบ หรือคนรับใช้ก็น่าจะได้อยู่ แต่ถ้าเป็นนางเอกกลัวเขาจะไม่รับน่ะสิคะ” วดีมโนไปอีกอย่าง ปราการได้ยินถึงกับหัวเราะก๊าก
          “ยัยบ๊อง ไม่ได้หมายถึงแบบนั้น ฉันจะจ้างให้เธอเล่นเป็นตัวละครตามแต่ฉันจะสั่งให้เป็นน่ะ ถ้าสั่งให้เป็นคนใช้เธอก็ห้ามปฏิเสธ เป็นเลขาก็ต้องแสดงอย่างเนียน แม้แต่เป็นแฟนในบางโอกาสเธอต้องเล่นให้สมบทบาท ถ้าเธอแสดงได้ดีฉันจะจ่ายสองหมื่นทุกครั้งที่ฉันบอกให้แสดง แบบนี้เธอสนใจไหม?
          ปราการยื่นข้อเสนอ หญิงสาวได้แต่ทำหน้าเอ๋ออยู่สักพัก คิดไม่ถึงว่าแต่ละวันเจ้านายหล่อนจะสรรหาข้อเสนอแปลกๆ มาหยิบยื่นให้ ไม่เคยซ้ำซาก เมื่อนึกถึงเงินก้อนโตที่จะได้รับจากเขาเพื่อส่งไปเป็นค่ารักษาแม่ที่ต่างจังหวัด วดีคิดว่าไม่เสียหายอะไร ดีกว่างานนั่งดริ๊งก์ที่ต้องให้ลูกค้าแต๊ะอั๋งเป็นไหนๆ
         “ว่าไงล่ะ?” ปราการย้ำถามอย่างเร่งเร้าเอาคำตอบ
          “อ่าก็น่าสนค่ะ ว่าแต่เจ้านายจะจ่ายจริงๆ ตามที่บอกแน่หรือคะ?
          “เอ๊ะ! ฉันเป็นเพื่อนเล่นเธอหรือไง บอกจะจ่ายก็ต้องจ่ายสิ” น้ำเสียงเขาจริงจัง
          “งั้นก็ตกลงค่ะเจ้านาย แล้วต้องให้วดีทำอะไรบ้างคะ?
          “ก่อนอื่นมานั่งนี่ก่อน”
          ปราการลุกนั่ง แล้วบอกให้วดีมานั่งข้างๆ หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
          “มาสิ ให้ไว” เขาสั่ง พร้อมกับตบมือบนโซฟาข้างๆ วดีเดินเข้าไปนั่งตามคำสั่งปราการอย่างว่าง่าย
          “แล้วยังไงต่อคะ?” วดีถามประสาซื่อ เจ้านายเจ้าเล่ห์โน้มตัวไปจุ๊บแก้มหล่อนอย่างเร็ว ก่อนจะล้มตัวลงหนุนบนตักเด็กสาวหน้าตาเฉย วดีได้แต่กลอกตาดำไปมาด้วยความมึนงง ก้มมองเจ้านายจิ้งจอกบนตัก พร้อมกับตะคอกใส่เสียงดัง
          “เจ้านายทำอะไรคะ วดีไม่ใช่หมอนนะคะที่จะมาหนุนแบบนี้?
          “อยากได้สองหมื่นไหมล่ะเล่นเป็นหมอนให้ฉันสักชั่วโมงหน่อยสิ ขอฉันหลับสักงีบบนตักเธอหน่อยนะ”
         “
***********

          “โอ้โฮ! นี่หรือคะโรงแรมเอ็ม พลาเลซ ของเจ้านายที่ร่ำลือ มันช่างใหญ่อลังการและหรูหราอะไรเช่นนี้”
          วดีกลายเป็นเหมือนเด็กบ้านนอกเข้ากรุงไปทันทีเมื่อก้าวเท้าเดินเข้าไปภายในโรงแรมหรูระดับห้าดาวของปราการ พอสังเกตการแต่งกายของผู้คนล้วนแต่แต่งกันอย่างเต็มยศ ใส่สูท ผูกเทคไทราวกับนักธุรกิจ ปราการเองก็ไม่แตกต่างกัน เวลาที่เขาสวมใส่สูทครบเครื่องมองดูแตกต่างจากตอนสวมใส่ชุดลำลองราวกับคนละคน
         “ยัยบ๊องเดินให้มันดีๆ หน่อยสิ อย่าทำตัวล่อกแล่ก แล้วชุดเธอทำไมมันโบราณนักล่ะ ไปขุดเอามาจากไหนมาใส่?
          ปราการเพิ่งจะสังเกตเห็นความแตกต่างชัดๆ ของเครื่องแต่งกายวดีก็ตอนที่เดินเข้ามาในโรงแรมนี่เอง ชุดของวดีที่สวมใส่มองเหมือนเสื้อผ้าโหลตามท้องตลาดไปถนัดตาเมื่อเปรียบเทียบกับชุดของเหล่าไฮโซ
          วดีก้มมองสำรวจชุดกระโปรงยาวกับเสื้อที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดนัดตัวละร้อยกว่าบาทแล้วได้แต่ยิ้มแหยกับตัวเอง
          “แล้วเงินที่ฉันจ่ายไปเยอะแยะเอาไปทำอะไร ทำไมไม่รู้จักซื้อเสื้อผ้าดีๆ มาใส่ซะบ้าง” ปราการหันมาจ้องหล่อนอย่างตำหนิ
         “เอ่อก็”
          วดีไม่กล้าบอกว่าส่งกลับบ้านให้มารดารักษาอาการป่วย และบางส่วนเอาให้พี่ชายเป็นค่าใช้จ่ายดูแลความเป็นอยู่ของมารดา แค่เงินห้าหมื่นแรกที่ปราการให้มาแผล็บเดียวก็หมดแล้ว หล่อนจึงดิ้นรนไปทำงานนั่งดริ๊งก์อีก เพื่อเก็บออมไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นกับมารดา
          “ตามฉันมาสิ”
          ปราการคว้ามือวดีให้เดินตามไปที่ลิฟต์ เวลานั้นเหล่าพนักงานต่างก็พากันตื่นเต้นและแปลกใจที่เห็นประธานคนใหม่โผล่มาที่โรงแรมพร้อมกับเด็กสาวกะโปโลอย่างวดี
         “จะพาวดีไปไหนคะเจ้านาย?
         วดีกระซิบถามเมื่ออยู่ในลิฟต์ กำลังจะเลื่อนขึ้นไปชั้นบน
          “ห้องฉัน” ปราการกล่าวห้วนๆ เสียงดัง ทำเอาคนอื่นๆ ที่ติดลิฟต์มาด้วยต่างชำเลืองตามองด้วยความอยากรู้อยากเห็นกันยกใหญ่
          “มองอะไรมิทราบครับ ไม่เคยเห็นแฟนคุยกันหรือไง?” ปราการกล่าวตบหน้าทุกคนที่อยู่ในลิฟต์หงายตึงไปตามๆ กัน
          วดีได้แต่บีบมือเจ้านายหล่อนไว้ไม่ให้เขาพูด พร้อมกับสั่นหน้าไปมา เพราะตอนนั้นหล่อนเริ่มรู้สึกอายจนแทบจะพลิกแผ่นดินหนี
          พอถึงห้องพักของปราการ วดีจึงต่อว่าเขาเบาๆ
          “เจ้านายไม่น่าพูดแบบนั้นเลยนะคะ คนอื่นจะมองวดีเป็นผู้หญิงอย่างว่าไหมเนี่ย”
         “ใครสนกัน”
         “แต่วดีแคร์นี่คะ เข้าโรงแรมกับเจ้านายแบบนี้ แถมกลางวันแสกๆ”
          วดีว่า หน้าหงิกด้วยความไม่พอใจ ปราการเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวประมาณสามนาทีก็กลับออกมาพร้อมเสื้อผ้าผู้หญิงหอบหนึ่ง ก่อนจะโยนให้วดีรับไป
          “อะไรคะ?” หญิงสาวถาม
          “สิบนาทีแปลงโฉมซะ” 
           ปราการสั่งเสียงเข้ม วดีได้แต่ยืนมองดูชุดเดรสหรูหรายี่ห้อดังแพงหูฉี่ที่ปราการให้มาอย่างงงงวย
           “แล้วจะให้วดีเปลี่ยนตรงนี้หรือคะเจ้านาย?
          “เอ๊ะ! เธอนี่มาถามฉันทำไม จะเปลี่ยนตรงไหนก็เรื่องของเธอสิ สมองมีไว้ทำไมคิดเอาเองซะบ้างสิ”
           ปราการด่าเข้าให้ วดีเบะปากใส่เขาเล็กน้อย แล้วทำปากขมุบขมิบกล่าวเลียนแบบเจ้านาย ปราการจ้องเธอตาแทบถลน
          “คร้าๆๆ ไปแล้ว งั้นขออนุญาตเข้าไปเปลี่ยนในห้องแต่งตัวของเจ้านายก็แล้วกันนะ”
           พูดจบวดีก็เผ่นแนบเข้าไปในห้องแต่งตัวทันที ปราการได้แต่มองตามเด็กสาวตาปริบๆ
         “ยัยเด็กนี่นับวันจะคุมยากขึ้นทุกที ทำเอาสมองอันชาญฉลาดของฉันปวดหนึบ” ปราการบ่นอุบอิบ ยืนกอดอกรอวดีด้วยอารมณ์หงุดหงิด
         ไม่ถึงสิบนาที วดีก็กลับออกมาในลุคใหม่ ฝีมือการแต่งหน้าของหล่อนนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในเลาจน์อยู่แล้ว แต่พอยิ่งได้สวมชุดเดรสทันสมัยราคาแพงที่ปราการให้มาก็ยิ่งส่งให้หญิงสาวมองดูสวยสง่าราวกับนางพญา ทำเอาปราการได้แต่ยืนอ้าปากหวอ ตกตะลึงกับโฉมใหม่ของสาวใช้จนพูดไม่ออก ชุดเดรสสั้นสีแดง เปิดไหล่ ทรงเข้ารูปที่วดีสวมใส่มองดูเลอค่าและแพงขึ้นมาในทันทีเมื่ออยู่บนเรือนร่างเพรียวระหง สูงได้สัดส่วนของหล่อน
          “อ่าเป็นไงคะ วดีเหมือนมนุษย์ต่างดาวหรือไง ทำไมเจ้านา” 
          คำต่อไปยังไม่ทันได้หลุดออกมาจากปากของวดี เจ้านายหล่อนก็สอยมันร่วงด้วยปากของเขา วดีได้แต่เบิกตาโพลง เมื่อปากของปราการประกบจูบแน่น โดยที่หล่อนไม่ทันได้ตั้งตัว
          เจ้านายปากกรรไกรเผยธาตุแท้ตัวเองออกมาโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเห็นสาวสวยอีกภาคของวดี ปราการบดขยี้ริมฝีปากหล่อนด้วยท่าทางหื่นกระหาย เวลานั้นวดีทำได้เพียงแค่ส่งเสียงครางในลำคอ อือ อือ เพราะคาดคิดไม่ถึงว่าจะโดนเจ้านายจู่โจมแบบสายฟ้าแลบเช่นนี้
          “เจ้านายเอาอีกแล้วนะคะ คุณทำแบบนี้ทำไม วดีไม่ได้ยินยอมเสียหน่อย”
          พอปราการถอนริมฝีปากออก วดีก็ตวาดแว้ดใส่ทันที  ปราการยืนกัดริมฝีปากที่เต็มไปด้วยลิปสติกสีแดงสดซึ่งรับมาจากปากวดีนั้นเหมือนคนจนปัญญาจะหักห้ามอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ได้
           ครั้นเมื่อวดีมองเห็นปากเจ้านายจอมเอาแต่ใจตัวเองเลอะไปด้วยลิปสติกก็อดที่หัวเราะขบขันเสียไม่ได้
          “ทำไมถูกฉันจูบจนสติเลอะเลือนไปเลยรึไง?” ปราการยังมีกะจิตกะใจถามอย่างยียวน พยายามควบคุมอารมณ์หวามไหวที่ปะทุขึ้นในทรวงเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์
วดีบุ้ยปากให้เขาหันไปมองตัวเองที่กระจกใกล้ตัว เจ้านายปากกรรไกรของหล่อนก็แทบเต้นผาง
         “ว้าย! ต้ายตาย!
          ปราการทำท่าเลียนแบบสาวประเภทสอง อย่างตลกขบขัน ทำให้วดียิ่งหัวเราะขบขันเข้าไปใหญ่ จ้องมองเจ้านายหนุ่มด้วยสายตาที่คาดคิดไม่ถึงว่าเขาจะเพี้ยนได้ถึงเพียงนี้
        แม้ปราการจะเป็นคนปากร้าย แต่อีกด้านเขาก็ยังมีมุมตลกที่ซุกซ่อนเอาไว้เหมือนกัน
         พอเช็ดปากด้วยกระดาษทิชชูที่ห้องน้ำเสร็จ ปราการเดินกลับออกมาเห็นวดีกำลังนั่งแต่งหน้าใหม่ที่โซฟาห้องนั่งเล่น ก็อดที่จะเข้าไปนั่งลงข้างๆ และจ้องมองใกล้ๆ ไม่ได้
         “ต่อไปอย่าแต่งสวยนักนะ”
        ปราการกล่าว ถือวิสาสะยื่นมือไปเชยคางวดีขึ้นเล็กน้อย วดีได้แต่ขมวดคิ้วเป็นเชิงถาม
        “ทำไมคะ?
        “แต่งให้ฉันดูคนเดียวก็พอ”
        “ห๊ะ…”
         หญิงสาวร้องขึ้นเบาๆ ปราการโน้มใบหน้าคมคายเข้าไปใกล้ วดีสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่เป่ารดใกล้ใบหน้า หัวใจหญิงสาวยิ่งเต้นรัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อริมฝีปากเขาคลอเคลียอยู่ใกล้ริมฝีปากได้รูปของหล่อน
         “จะทำอะไรคะเจ้านาย?
          วดีผลักใบหน้าเจ้านายออกเบาๆ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกและปรารถนาลี้ลับที่มีต่ออีกฝ่ายซึ่งพวยพุ่งขึ้นไว้ได้ทัน
          “เสร็จงานไปดินเนอร์กับฉันต่อนะ”
            ปราการเพิ่งแจ้งแผนการใหม่กับวดี หญิงสาวนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะสั่นหัวไปมาเมื่อคำนวณเวลาเดินทางไปที่เลาจน์
            “วดีต้องไปทำงานต่อค่ะ เกรงว่าจะไปไม่ทันสามทุ่ม อีกอย่างเมื่อวานวดีก็ลาไปแล้ววันหนึ่ง วันนี้ไม่ไปไม่ได้ค่ะเกรงใจมาม่าซัง”
            “เกรงใจมาม่าซัง หรือเกรงว่าจะหาเงินเข้ากระเป๋าไม่ได้เยอะๆ กันแน่ฮึ?
            ปากปราการเริ่มกลับมาเป็นกรรไกรสับวดีอีกครั้ง เมื่อหล่อนเอาแต่ปฏิเสธเขา
           “จะว่ายังงั้นก็ไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะวดีเป็นคนเห็นแก่เงินนี่คะ มีงานอะไรที่ทำได้ก็ต้องรับทำทุกอย่าง”
          วดีกล่าวอย่างหน้าตาเฉย ท่าทางเหมือนไม่แคร์อะไรของเจ้าหล่อนยิ่งทำให้เจ้านายหนุ่มนึกฉุนเฉียว
          “ลีลาสมฉายาของเธอเลยนะ แล้วถ้าฉันซื้อดริ๊งก์เธอสองหมื่นคืนนี้จะไปดินเนอร์กับฉันไหม?” ปราการกัดกรามถามลอดไรฟันเหมือนไม่พอใจ วดีส่ายหน้าอีก ปราการขมวดคิ้วสงสัย
          “ทำไม?
          “ดูเหมือนเจ้านายไม่เต็มใจ”
          “แล้วจะให้ฉันกราบขอร้องรึไง?
         “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่า แค่พูดแบบปกติธรรมดาน่ะ ทำไมเจ้านายต้องกัดฟันพูดตลอดเวลาด้วย ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเจ้านายไม่เต็มใจอยู่เรื่อย”
          วดีกล่าว ปราการได้แต่จ้องหน้าหล่อนเขม็ง
         “อ๊ะ! พูดยังไม่ทันขาดคำ เอาอีกแล้วนะคะ ยิ้มหน่อยสิคะ” วดีเตือนสติเขา
          “ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ แล้วสรุปจะยอมไปดินเนอร์ด้วยหรือเปล่า สองหมื่นเชียวนะ แถมฉันเลี้ยงอาหารฟรีอีก แบบนี้มีที่ไหนในโลก”
          “อ่าขอคิดดูก่อน พอเสร็จงานดูตัวของเจ้านายค่อยให้คำตอบ โอเคไหมคะ?” วดีแบ่งรับแบ่งสู้ ปราการถอนหายใจฟืดฟาดเหมือนไม่ได้ดังใจ
          “เมื่อไหร่จะออกจากงานเลาจน์นั่นล่ะ ฉันไม่ชอบใจนักนะที่เห็นลูกน้องต้องไปทำงานที่เปลืองตัวแบบนั้น รีบๆ ออกมาซะ นี่เป็นคำสั่ง และมาเริ่มทำงานเป็นเลขาฉันเริ่มตั้งแต่วันจันทร์หน้า เข้าใจไหม?
         คำสั่งของปราการจริงจังจนวดีขนลุกซู่ ไม่รู้จะอธิบายให้เขาเข้าใจในสถานการณ์ของหล่อนเช่นไรดี เพราะหล่อนต้องใช้เงินแทบจะเรียกว่าเป็นรายวันเพื่อให้มารดานำไปล้างไต และฟอกเลือด หากรอเงินทุกเดือน แม้จะเป็นเงินก้อนโตถึงห้าหมื่นก็ใช่ว่าจะเพียงพอในยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น