บทเรียนบันทึกสุดปลายฝัน (บทเรียนที่ 1 )




บทเรียนที่ 1 
ผลไม้ต้องห้าม ในดินแดนต้องคำสาป 


          สำหรับฉันโลกภายนอกนั่นก็เปรียบเสมือนผลไม้ต้องห้าม รสชาติของมันเป็นแบบไหน ฉันไม่เคยรู้ แต่ก็อยากทดลอง ไม่ต่างจาก "อีฟ" กับ "อดัม" แอบขโมยผลไม้ที่พระเจ้าสั่งห้ามเอามาลิ้มลอง
         จำได้ว่าตอนเรียนปริญญาตรี ฉันมีโอกาสได้ไปอาศัยอยู่บ้านญาติ ที่บ้านของญาติเต็มไปด้วยหนังสือปรัชญาและนิยายที่อ่านยาก ต้องอาศัยการตีความอยู่นานจึงเข้าใจ และที่นั่นฉันได้บังเอิญพบกับหนังสือแปลเล่มหนึ่งชื่อ "สิทธารถะ" ของนักเขียนชาวเยอรมันนามว่า เฮอร์มานน์ เฮสเส ฉันตกหลุมรักงานเขียนที่อ่านเข้าใจยากนั้นแบบงงๆ
         ตั้งแต่นั้น เฮอร์มานน์ เฮสเส ก็กลายเป็นเหมือนครูในการเขียน ฉันจึงลองพยายามตามหาผลงานของท่านเล่มอื่นๆ จนได้พบกับ “ปีเตอร์ คาเมนซินด์”  
         การเดินทางเพื่อเรียนรู้ชีวิตในโลกกว้างของปีเตอร์ คาเมนซินด์ จนนำไปสู่ความเข้าใจโลกภายใน เป็นโลกฝ่ายจิตวิญญาณอันลุ่มลึก ตอนนั้นเองที่ฉันมีความคิดแผลงๆ ว่า เอาล่ะ...ฉันจะลองทำอย่างปีเตอร์ดูบ้าง  ต้องออกเดินทางเรียนรู้เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเองและโลกภายในให้มากขึ้นกว่าเดิม
        หลังเรียนจบปริญญาตรี ฉันได้ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อทำงานแสวงหาความรู้และประสบการณ์ และค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ บนเส้นทางที่ไร้จุดหมาย ได้พบเจอเรื่องราวมากมายซึ่งในสถาบันการศึกษาไม่เคยสอนมาก่อน แต่ชีวิตก็ไม่ได้เป็นเหมือนนิยายที่เฮอร์มานน์ เฮสเส เขียนขึ้นแม้แต่น้อย และมันก็ไม่ได้มีเสน่ห์เหมือนกับตัวหนังสือที่เขาร้อยเรียงอย่างสวยหรูนั่นเลย
           ชีวิตฉันเจอทางตันอยู่หลายครั้ง ตอนนั้นฉันเริ่มเบื่อหน่ายไม่อยากนึกถึงปีเตอร์อีกแล้ว อยากกลับไปที่หมู่บ้าน ทิ้งความวุ่นวายทุกอย่างไว้เบื้องหลังอย่างสิทธารถะ และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ทำตัวขี้เกียจไปวันๆ ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับโลกอันแสนวุ่นวายข้างนอก เพียงแต่รอคอยให้เวลาผ่านไปวันๆ เมื่อวันนั้นเดินทางมาถึง อย่างมากก็แค่กลับคืนสู่พระแม่ธรณี
          ฉันมีชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านอย่างคนขี้เกียจนานเกือบถึงปี และคงไม่มีใครเข้าใจฉัน เพราะแม้แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง
          ปีเตอร์ คาเมนซินด์ และสิทธารถะ มักจะแวะเวียนเข้ามาก่อกวนใจฉันอยู่เสมอ โลกภายนอกนั่นแสนจะวุ่นวาย สิทธารถะพยายามบอกให้ฉันหยุดแสวงหา ละทิ้งอุดมการณ์ทั้งหมด รวมถึงความอยากมีอยากได้ทั้งหลาย แต่ปีเตอร์เด็กหนุ่มนักแสวงหาผู้นั้นกลับมาเกลี้ยกล่อมให้ฉันก้าวออกไปเผชิญโลกกว้างนั่นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผล
          จนกระทั่งวันหนึ่งฤดูอันเหน็บหนาวกำลังสิ้นสุดลง ร่างกายของฉันเริ่มทรุดโทรม สัญญาณเตือนของโรคบางอย่างก็แวะเวียนเข้ามาทักทาย  
          ฉันถูกบังคับให้เดินทางไปโรงพยาบาล จึงทราบว่าป่วยเป็นกรวยไตอักเสบ พอหลังออกจากโรงพยาบาล แม่ซึ่งปกติแต่ไหนแต่ไร ท่านเป็นคนพูดน้อย ไม่เคยตำหนิติเตียนอะไรลูกๆ เลยแม้จะทำผิดพลาดแค่ไหนก็ตาม แต่วันนั้นท่านดูเหมือนสุดจะทนกับฉันเอามากๆ จึงได้กล่าวอะไรบางอย่างขึ้นมา และคำพูดนั้น ทำให้ฉันคิดได้ จึงเริ่มเก็บเสื้อผ้าออกเดินทางจากหมู่บ้านอีกครั้ง    
          ก่อนดอกไม้ในวัยสาวจะร่วงโรยลงเรื่อยๆ นั้นฉันเริ่มตะลุยใช้ชีวิตที่มีเป้าหมายมากขึ้น โดยสมัครเป็นครูอาสาสมัครสอนผู้พิการทางหูตามชนบทห่างไกลความเจริญ ที่จริงฉันก็ไม่ตั้งใจจะเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นหรอก เพราะเป็นหมู่บ้านที่ถูกผู้สมัครทุกรายปฏิเสธหมด เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดหลายสิบกิโลเมตร เรียกว่าเป็นหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ขึ้นชื่อเรื่องยาเสพติด และโจรผู้ร้าย
           “พี่ขอร้องล่ะ ไม่มีใครไปเลย เธอช่วยไปหน่อยได้ไหม ไหนๆ ก็สมัครมาเป็นครูอาสาแล้ว เธอก็ช่วยทำให้โครงการนำร่องของเราประสบความสำเร็จหน่อยนะ ทดลองไปสอนก่อนหนึ่งปี ถ้าไม่ไหวค่อยย้ายเข้าจังหวัด”
           เจ้าหน้าที่สาวใหญ่หัวหน้าผู้ดูแลโครงการนำร่องเพื่อส่งมอบโอกาสการทางศึกษาสู่คนพิการผู้ด้อยโอกาสขอร้องและแนะนำฉัน ตอนนั้นครั้นจะปฏิเสธก็คงไม่ได้เพราะฉันเพิ่งปฏิเสธการสัมภาษณ์งานหนึ่งมาหยกๆ ถ้าปฏิเสธงานครูอาสาอีกก็ต้องมองหางานใหม่ทำ ฉันคิดว่าหนึ่งปีนี้ขอทำตัวลุยๆ สักครั้งก็คงไม่เสียหายอะไร และยังได้ผูกมิตรกับผู้พิการไปด้วยในตัว


          ตอนนั้นทางศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนได้เชิญวิทยากรหูหนวกมาช่วยสอนภาษามือขั้นพื้นฐานให้เหล่าครูอาสาสมัครในเบื้องต้น ทำให้ฉันได้รู้จักกับครู “พล” ผู้พิการทางหู ซึ่งต่อมาในภายหลังเมื่อเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่เมืองหลวง พวกเราได้กลายเป็นเสมือนเพื่อนสนิท และเป็นเหมือนพ่อคนที่สองซึ่งฉันให้ความเคารพรักมากที่สุด
            ความพิการของท่านไม่ได้ส่งผลต่อมิตรภาพของเราเลย เมื่อรู้จักท่านทำให้ฉันนึกไปถึง 'บอบบี้' เพื่อนของปีเตอร์ ในเรื่องปีเตอร์ คาเมนซินด์ ขึ้นมาทันที แตกต่างกันตรงที่ท่านหูหนวก แต่ท่านกลับสามารถเข้าใจเรื่องราวสรรพสิ่งบนโลก เข้าใจธรรมชาติของผู้คนเป็นอย่างดี ชีวิตของท่านในแต่ละวันจะมีเป้าหมาย และมีระเบียบวินัย เนื่องจากบิดาเป็นนายทหารได้สอนว่า แม้เราจะเป็นคนพิการ แต่ห้ามทำตัวเป็นภาระของคนอื่น ต้องช่วยเหลือตัวเองและช่วยเหลือคนอื่นที่ด้อยโอกาสกว่า และห้ามมีจิตใจที่พิการเหมือนร่างกาย  เพราะคำสั่งสอนของบิดา นอกจากท่านจะไม่เคยเป็นภาระของใครแล้วยังพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ตั้งมูลนิธิฯ ช่วยเหลือผู้คนในสังคม โดยเฉพาะคนโลกเงียบตลอดมา
          การใช้ชีวิตในหมู่บ้านแปลกถิ่นแห่งนั้นมีเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาทดสอบคนแปลกหน้าอย่างฉัน
เป็นธรรมดาเมื่อเห็นหญิงสาวแปลกหน้าเดินทางไปเป็นครูอาสาสมัคร เหล่าผู้ชายทั้งโสดและไม่โสดต่างก็อยากลองของใหม่ มันเป็นสันดานหรือยังไงก็มิอาจทราบได้ โลกนี้คิดไปก็น่าขบขัน เพียงแต่ว่าเราจะลงไปเล่นกับมันด้วยหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่อง
          ฉันกลายเป็นผู้หญิงลุยๆ ในสายตาของเหล่าเสือ สิงห์ จระเข้ ดูเหมือนจะง่ายๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเจอใครฉันก็พยายามพูดคุย และทำตัวให้กลมกลืนไปทั่ว วาดหวังในใจเพียงแค่ว่าจะสามารถใช้ชีวิตในถิ่นแปลกหน้าได้อย่างสงบสุข และทุกคนให้ความเป็นมิตรกับฉันในฐานะเพื่อนมนุษย์พลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขาเท่านั้น ไม่ได้ต้องการสานสัมพันธ์เป็นอย่างอื่น แต่ก็ยังมีบางคนที่เข้าใจไปอีกอย่าง สงสัยจะมโนเอาเองถึงขั้นพยายามหาทางรุกไล่ต้อนเพื่อจะมีอะไรด้วยตลอดเวลา โชคดีที่มีพวกผู้หญิงในหมู่บ้านที่หวังดีคอยเตือนให้ระวังและคอยช่วยเหลือ ฉันจึงสามารถผ่าด่านสิงห์ เสือ จระเข้เหล่านั้นมาได้อย่างหวุดหวิด
          การสอนผู้พิการทางหูเป็นเวลาช่วงสั้นๆ ในปีนั้น แต่ฉันกลับได้รับบทเรียนชีวิตมากมายจนคาดคิดไม่ถึง ได้ทั้งมิตรภาพทั้งจากคนหูปกติและจากผู้พิการ รวมทั้งได้รู้ซึ้งถึงน้ำใจของบางคน คนที่คิดว่าตัวเองสมบูรณ์ดี มีอวัยวะครบ 32 ส่วน แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็พิการเสียยิ่งกว่าคนที่มีอวัยวะบกพร่องเสียอีก
         ในความกันดารของชีวิตที่ฉันต้องฝ่าฟันหนึ่งปีนั้น มันทั้งทอดยาว ราวกับว่าชีวิตฉันถูกทอดทิ้งจากความศิวิไลซ์ของโลก
         ฉันมองเห็นตัวเองดิ้นรนต่อสู้ในสายลมอันเหน็บหนาวที่เต็มไปด้วยละอองฝุ่นฝันที่ปลิวตลบทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกวันฉันเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ไปตามบ้านนักเรียนหูพิการ บ้างก็เป็นเส้นทางอันเปล่าเปลี่ยว สองข้างทางเป็นป่าและทุ่งนา บางครั้งเจอกับคนเมา คนบ้า และคนเสพยา พวกเขาร้องเรียกฉัน แต่ฉันยิ่งบิดรถพุ่งไปข้างหน้าด้วยหัวใจสะทกสะท้านหวาดกลัว ในความกลัวนั้น ฉันไม่รู้ว่าฉันกลัวอะไร แต่ฉันก็กลัวจริงๆ กลัวจับใจ...
          ปีกแห่งอิสรภาพนั้นค่อยๆ ถูกความกลัวลิดรอนเด็ดดึง หัวใจฉันถูกกระชากออกไปโดยความทุกข์ที่ถาโถม ถูกครอบงำด้วยอำนาจเงิน และเสียงซุบซิบนินทา
         ฉันตื่นขึ้นทุกเช้าด้วยความกังวลถึงอนาคตและปรารถนาจะโบยบิน แต่มันทำไม่ได้ ปีกฉันถูกหักและถูกผูกมัดด้วยสัญญาบางอย่าง สัญญาที่บีบบังคับให้ต้องอดทนอยู่ในหมู่บ้านคนหูหนวก ซึ่งในเวลาต่อมาฉันก็ค่อยๆ กลายเป็น “คนใบ้” นั้นไปโดยปริยาย








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น