เอเลี่ยนสเตชั่น (Alien Station Live in Thailand) (ตอน 5)



เอเลี่ยนปลอมทั้งตัว


เจฟ เพิ่งจากชุมชนไปเมื่อเร็วๆ นี้ไม่มีคำกล่าวลาใดๆ เขาพร่ำเพ้อตลอดเดือนก่อนจากไปตลอดกาลว่า จะเดินทางกลับไปอยู่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาจากมา เมืองศิวิไลซ์ไร้พรมแดนแต่แห้งแล้งน้ำใจและเต็มไปด้วยภัยคุกคาม แต่มันก็เป็นได้แค่เรื่องจินตนาการที่เขาคิดไปเองเพียงฝ่ายเดียว
ตอนที่เขาจากไป ชายชาวไทยเพื่อนสนิทของเขาเล่าให้อีธานและพีรดาฟังว่า เจฟหัวใจวายแบบเฉียบพลัน เนื่องจากโด๊ปยาเกินขนาด ดวงตาเขาเบิกโพลงด้วยความทุกข์ทรมานระคนสุขสม เขานอนสิ้นลมหายใจอยู่ในห้องเช่าโกโรโกโสอันสกปรกรกรุงรัง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นหืน ขี้แมว และกลิ่นยอดหญ้าสวรรค์ ภรรยาชาวไทยอายุอ่อนกว่าหลายรอบไม่ได้สนใจไยดีต่อการจากไปนั้น
เขาอาศัยอยู่กับหล่อนในฐานะอะไรก็ไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วยก็มีเพื่อนสาวที่เป็นเลสเบี้ยนอยู่ด้วยแล้วทั้งคน
เพื่อนชายชาวไทยรายนั้นได้แจ้งข่าวการเสียชีวิตไปยังตำรวจ เพราะติดต่อญาติทางอเมริกาไม่ได้ และสุดท้ายศพของเขาก็ถูกนำไปเผาที่วัด โดยไม่ได้จัดพิธีกรรมทางศาสนาแต่อย่างใด จากนั้นเรื่องราวของเจฟก็ค่อยๆ จางหายไปจากชุมชน
 เรื่องราวของชายเอเลี่ยนผู้นี้ ถ้ามองอย่างผิวเผินก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวปกติทั่วไป มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาโลกที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน แต่มันกลับทำให้พีรดาหวนคิดถึงเรื่องราวของเขาอยู่เสมอ กับวีรกรรมเพี้ยนๆ ที่เขาเคยกระทำครั้งยังมีชีวิต
เจฟก็เหมือนต้นหว้าที่เกิดผิดที่ ผิดเวลาในป่าคอนกรีตเมืองหลวงของประเทศไทย จู่ๆ ก็โผล่มา มันเติบโตขึ้นทุกปี ผลิดอกและออกผลเต็มต้น ผลสีดำกำมะหยี่ร่วงหล่นแทบไม่มีใครเอื้อมมือไปแตะต้อง เพราะทุกคนไม่รู้จักมัน หรืออาจรู้จัก แต่เหตุผลที่ว่าพวกเขาเป็นชาวเมืองจึงไม่อยากเสียเวลากับมัน หรือไม่ก็อายเกินกว่าจะเก็บกิน
พีรดาจำได้ว่า ครั้งแรกที่รู้จักกับเจฟตอนเขาเดินทางเข้ามาในชุมชน เขาตื่นเต้นดีใจกับสถานที่แห่งใหม่เสียนักหนา ไม่ต่างจากสามีเอเลี่ยนของหล่อน รวมถึงเพื่อนๆ ชาวต่างชาติทุกคนในชุมชน ทุกรายต่างคาดหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่
 ตอนที่พีรดารู้จัก เจฟ เขาน่าจะอายุราวหกสิบกว่า แต่พีรดาไม่ทราบอายุที่แน่ชัดว่าเท่าไหร่แน่ เพราะทุกอย่างที่ออกมาจากปากเจฟนั้นไม่มีข้อมูลใดที่น่าเชื่อถือได้เลย แม้กระทั่งฟันของเขาก็ยังปลอมทั้งปาก ผมก็ย้อมด้วยสีน้ำตาลแดง และภรรยาชาวไทยที่อายุอ่อนกว่าหลายรอบก็ยังเป็นหญิงรักร่วมเพศ เรียกว่าชีวิตของเจฟมีแต่ของปลอม
ทุกวันเจฟจะตื่นแต่เช้าออกจากห้องพักไปจับจองที่นั่งที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งภายในชุมชน ซึ่งพวกฝรั่งตั้งชื่อว่า “กอสซิปซ็อป”
จากนั้นแต่ละคนจะนำเรื่องสัพเพเหระมานินทากันอย่างออกรสไม่รู้จักเบื่อ ว่างงานเสียจนไม่มีอะไรทำ เลยต้องหาทางระบายด้วยการตั้งวงซุบซิบนินทา ถ้าไม่นินทาคนอื่นก็หันมานินทาเพื่อนร่วมก๊วนของพวกเขาแทน
ขณะนั่งจิบกาแฟ พวกเอเลี่ยนเหล่านี้ก็จะมองดูผู้คนเดินผ่านไปมา แล้ววิพากษ์วิจารณ์ราวกับพวกเขาวิเศษวิโสเสียเต็มประดา
พอสายหน่อยชาวเอเลี่ยนก็จะแยกย้ายกันกลับคอนโดฯ หรือไปทำธุระส่วนตัว ถ้าไม่ไปซ็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า ก็จะเตร็ดเตร่ไปตามย่านที่มีชาวต่างชาติชอบไป เช่น ถนนข้าวสาร พัฒน์พงศ์ นานา ฯลฯ พวกเขาจะปลดปล่อยตัวเองจากความกดดันที่เคยเผชิญมาจากอดีต ทั้งเรื่องความล้มเหลวทางครอบครัว อาชีพการงาน และแรงกดดันทางสังคมที่เคยอาศัย ทุกรายที่เดินทางมาอาศัยในเมืองไทยต่างก็พากันคาดหวังสูงจะได้สัมผัสกับความแตกต่างจากชีวิตเดิมๆ มันคือความรื่นรมย์หรรษาในชีวิต เป็นรางวัลเล็กๆ ไม่ต้องการอะไรมากมาย ขอเพียงให้จิตวิญญาณพบความสุขก่อนอำลาจากโลกนี้ไปก็เพียงพอ
ขณะที่คนไทยในชุมชนแห่งนี้ก็ไม่ต่างกัน หลายคนต่างใฝ่ฝันจะอพยพไปอาศัยประเทศอื่น หนีความยากจน ค่าแรงถูก การเมืองน้ำเน่า และสภาพแวดล้อมที่นับวันจะเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ
เจฟ คือ ตัวแทนแห่งปุถุชนคนชั้นกลาง ชายชราที่ไร้บ้าน เร่ร่อนรอนแรมเหมือนยิปซีเพื่อค้นหาสถานที่พักพิงกายและใจในวาระใกล้อวสานของชีวิต
เมืองไทยคือหนึ่งตัวเลือกในหลายประเทศบนโลกที่ค่าครองชีพต่ำ และเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ เขาจึงมองหาสาวไทยเพื่อแต่งงาน เขาอาจมีตัวเลือกมากมาย เนื่องจากเขาเป็นชาวอเมริกัน ประเทศที่ใครๆ ต่างมองว่าเป็นประเทศที่พัฒนา แต่เขากลับตัดสินใจเลือกเด็กสาวรุ่นราวคราวเหลนเพื่อมาแต่งงาน
เขามักคุยโวโอ้อวดทุกเช้าที่ร้านกาแฟเกี่ยวกับภรรยาเด็ก ว่าเจ้าหล่อนลีลาเด็ดดวงเรื่องบนเตียงเสียนักหนา แต่พอตอนบ่ายทะเลาะกับภรรยา เขาก็พลิกคำพูดไปอีกแบบ กล่าวหาว่าหล่อนไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ และถึงขั้นเอ่ยปากว่าจะหย่าขาดหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยทำอย่างจริงจัง
พอช่วงหลังๆ เฒ่าเอเลี่ยนสัญชาติอเมริกันผู้นี้เริ่มคุ้นเคยกับคนในชุมชนมากขึ้น เขาพยายามสรรหายามาโด๊ป แล้วเที่ยวหว่านเสน่ห์กับสาวๆ ในชุมชนไปทั่วไม่แพ้พ่อเฒ่าแจ๊กกี้ แต่คนละสไตล์ พ่อเฒ่าแจ๊กกี้ยังมีขอบเขต และเลือกคบคน พยายามทำตัวอยู่ในกรอบอย่างชาวไทย แต่ตาเฒ่าเจฟถ้าจะเปรียบไป แกก็เหมือนสายป่านว่าวที่ขาดหลุดลอยจากมือ ใช้ชีวิตแบบกู่ไม่กลับ เรื่องกิเลสตัณหาด้านมืดของมนุษย์ต้องยกให้แก ทำตัวเยี่ยงแมลงวันกางปีกอันฉ่ำด้วยความอยากรู้ อยากทดลองโผบินเข้าไปเกลือกกลั้วอบายมุขไม่เลือกเหม็น หรือหอม ทำให้เพื่อนๆ ผู้ที่คอยเฝ้ามองสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ได้แต่นึกสมเพชเวทนา และรอรับฟังข่าวอันชวนระทึกใจของแกไม่ว่างเว้นแต่ละวัน
ครั้งหนึ่งเฒ่าเจฟดูเหมือนจะทะเลาะกับภรรยาอย่างหนัก ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าแกเลิกจริงหรือเปล่า แต่ที่น่าขบขันมากก็คือ แกไปหลอกแต่งงานกับหญิงสาวชาวลาว ถึงกับลงทุนจัดพิธีตบแต่งกันเสียดิบดี แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ให้ความหวังกับผู้หญิงไปทั่ว แต่สุดท้ายตาเฒ่าก็ยังหนีไม่พ้นอกสาววัยเด็กกว่าคราวเหลน
เจฟใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับหล่อนยิ่งกว่าคู่เวรคู่กรรม พอได้รับเงินจากรัฐบาลทุกเดือน เงินเหล่านั้นก็จะนำไปซื้อข้าวของแพงๆ บำรุงบำเรอเมียเด็ก แม้ประกาศว่าจะเลิกหลายครั้ง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ชีวิตแกมักจะวนเวียนหนีไม่พ้นหล่อนจนกระทั่งลาจากโลก
“เจฟจากพวกเราไปแล้ว เขาเป็นครูของเรา เขาสอนพวกเราหลายอย่าง เราต้องขอบคุณเขา
วันหนึ่งอีธานกล่าวขึ้นกับพีรดาที่กำลังลงมือเขียนถึงเจฟในเรื่อง “เอเลี่ยนสเตชั่น” ซึ่งดำเนินมาถึงครึ่งทางของเรื่อง หล่อนกำลังสรรหาถ้อยคำมาเขียนเพื่อกล่าวไว้อาลัยให้กับดวงวิญญาณของเพื่อนที่บังเอิญเดินทางมาพบกันบนโลกสมมุติแห่งนี้อยู่พอดี คำพูดของอีธานตอนนั้นเป็นเหมือนบทสรุปให้กับหล่อน
ชีวิตคือบทเรียนและบททดสอบนั่นแหละคือคำตอบเวลานั้นที่พีรดานึกได้เกี่ยวกับเจฟ เมื่อเจฟสิ้นไป เขาก็คือครูผู้ยิ่งใหญ่ของเพื่อนทุกคนที่ยังอ่อนแอและไร้จุดมุ่งหมายปลายทางในชีวิต
ชีวิตแบบเจฟนั้นก็บรรยายไม่ถูก เขาอาจพอใจและมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตไร้สาระไปวันๆ แต่สำหรับพีรดามักแอบคิดแทนเขา หล่อนมักนึกเสมอว่าเจฟเป็นเหมือนน้ำที่ไม่เคยเต็มขัน โลกนี้มันไม่เคยเติมเต็มให้กับเจฟ แกดิ้นรนหนีจากเมืองนิวยอร์ก เพราะเป็นคนไร้บ้าน พอมาอาศัยอยู่ไทย แกก็ยิ่งกว่าไร้บ้าน กลายเป็นเอเลี่ยนพลัดถิ่น จิตวิญญาณอันสิ้นหวังของแกถูกร้อยขึงอยู่บนเส้นทางที่ไร้วัตถุประสงค์ มันโดดเดี่ยวและมืดมนอนันตกาล
ชายชราเลือกที่จะเดินฝ่าพายุหิมะอันเหน็บหนาวเพื่อค้นหา “บ้าน” ในแดนสมมุติบนโลกจำลองที่เต็มไปด้วยการทดสอบ ปฏิเสธแสงเทียนส่องจิตวิญญาณใดๆ เพราะแกมองว่ามันไร้สาระ
ระหว่างเดินทางค้นหาบ้านในแดนสมมุติ พ่อเฒ่าเจฟอาจมองเห็นแสงแห่งความดีงามส่องสว่างขึ้นริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์ แต่แกกลับเลือกที่จะทิ้งขว้าง เมินเฉย ทั้งความดี ความรัก ศรัทธาที่มีต่อตัวเอง หรือแม้แต่พระผู้เป็นเจ้า
แกเคยเล่าอย่างไม่ยี่หระให้พีรดาและอีธานฟังว่า คนอย่างแกไม่เคยเกรงกลัวต่อความตาย อยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าตายก็คือตายจะแคร์อะไร ในเมื่อไม่รู้ว่าโลกหน้ามีจริงหรือไม่ และด้วยเหตุผลนั้นหรือเปล่าที่แกไม่แยแสต่อความผิดชอบชั่วดีใดๆ
 บางครั้งพีรดาก็คิดถึงคำพูดของเจฟบ่อยๆ มันคล้ายกับว่าเธอกำลังมองดูละครเรื่องหนึ่ง เหมือนจะเป็นละครตลก แต่กลับขำไม่ออก นักแสดงเช่นเจฟเหมือนจะหาได้ยาก แต่กลับปรากฏว่ามีอยู่มากมายในกลุ่มเอเลี่ยนที่อพยพเข้ามาอยู่ภายในชุมชนที่เธออาศัย เพียงแต่แตกต่างพื้นเพที่มา และเรื่องราว คอยเป็นอุทาหรณ์สอนใจผู้คนเสมอ
เมื่อก่อนพีรดาอดคิดวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นไม่ได้ แต่พอเรียนรู้และสัมผัสกับชีวิตผู้คนมากขึ้น รวมถึงชีวิตของเจฟ ทำให้เธอเรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า โดยเนื้อแท้นั้นทุกคนไม่มีสิทธิ์ตัดสินใคร เพราะมนุษย์ไม่ใช่พระเจ้าที่จะไปเที่ยวตัดสินผู้ใดว่าถูกหรือผิด และบางขณะที่ชีวิตเผลอไผลนั้น เราก็อาจถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ในด้านแย่ๆ ไม่แตกต่างกัน
เรื่องราวของทุกคนจึงเปรียบเสมือนบทเรียน เป็นกระจกสะท้อนแก่กันและกัน เจฟก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเปรียบเหมือนกระจกบานใหญ่คอยส่องสะท้อนมายังผู้คนรอบข้าง และทำนองเดียวกันนั้นผู้คนที่คอยจ้องมองกระจกของเจฟก็อาจกลายเป็นกระจกอีกบานที่ส่องสะท้อนเรื่องราวให้กับใครอีกคนได้นำไปเป็นบทเรียนสอนใจได้เฉกเช่นเดียวกัน



รูปแบบ e-book

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น