เอเลี่ยนสเตชั่น (Alien Station Live in Thailand (ตอน 4)



๔…


 ผมไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมผู้คนถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เมื่อก่อนผมจำได้ ตอนเดินทางมาภูเก็ตครั้งแรกเมื่อสามสิบปีก่อน ตอนนั้นผู้คนยิ้มแย้มกันอย่างบริสุทธิ์ใจ กระตือรือร้นช่วยเหลือผมโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่มีใครเข้ามาพูดเสนอขายตัว หรือขายเด็กแบบนี้ มันทำให้ผมซาบซึ้งมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เวลาผมเห็นใครยิ้มให้ ผมรู้สึกเหมือนโดนผีหลอก กลัวอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาไม้ไหนวันหนึ่งอีธานเล่าความในใจของเขาให้ผู้เป็นภรรยาฟังด้วยความอัดอั้นตันใจ
มันก็เกิดขึ้นทั่วโลกนั่นแหละเรื่องแบบนี้ อย่าได้คาดหวังว่ามันจะเป็นเหมือนในอดีตเลย”
พีรดากล่าวอย่างปลงตก ก่อนจะพูดต่อว่า
“ผู้คนทั่วโลกก็เปลี่ยนไปตามสภาพสังคม และความเป็นอยู่ของพวกเขา คุณจะนำเอาอดีตกับปัจจุบันมาเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน แม้แต่จิตใจของเราเองก็เถอะ เปลี่ยนไม่รู้กี่ครั้งต่อวัน นับประสาอะไรกับโลกภายนอก ทางที่ดีเรามาใส่ใจดูแลภายในของเราดีกว่านะ
ผู้เป็นภรรยาอธิบายอย่างใจเย็น แต่ดูเหมือนสามีเอเลี่ยนของหล่อนจะยังไม่กระจ่างแจ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ เพราะทุกวันอีธานมักจะคอยมาบ่นถึงเรื่องเมื่อสามสิบปีก่อนกับหล่อนอยู่บ่อยๆ จนพีรดานึกอยากแต่งเพลงมอบให้พ่อยอดชายสามีเอเลี่ยนขึ้นมาทันที
สามสิบปีแห่งความหลัง ทั้งรัก ทั้งชัง และทั้งเกลียด
“โอ้แม่เจ้า! จะไม่ให้อะไรๆ เปลี่ยนไปได้ยังไง เรื่องบางอย่างก็ใช่ว่าจะนำเอามาสต๊าฟหยุดเวลากันได้เหมือนสัตว์ที่ตายแล้วเสียเมื่อไหร่กัน”
 พีรดานึกในใจ ได้แต่เก็บเอาไว้คอยเป็นระฆังตีเตือนตัวเองให้ปลงตกอยู่คนเดียว เพราะถ้าขืนอธิบายให้อีธานฟัง คราวนี้มีหวังหล่อนต้องแต่งเพลงจังหวะมันส์ยิ่งกว่าเดิม
เลิกกันเถอะ เราเลิกกันเถอะ
แม้ว่าพ่อยอดชายเอเลี่ยนของหล่อนจะเป็นคนค่อนข้างเถรตรงและหัวโบราณคร่ำครึอยู่มาก แต่อีกด้านเขาก็เป็นผู้ชายที่น่ายกย่องสำหรับหล่อน เพราะความซื่อสัตย์ จริงใจที่เสมอต้นเสมอปลาย
วันหนึ่งเขาเล่าให้พีรดาฟังอย่างหมดเปลือกถึงความลับของผู้ชายซึ่งหล่อนไม่เคยรู้มาก่อน
คุณอยู่แต่ในโลกจินตนาการของตัวเอง คงไม่รู้หรอกว่าโลกข้างนอกนั่นเขาเปลี่ยนไปมากแค่ไหน และยิ่งผมเป็นฝรั่งมาอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ ก็ยิ่งต้องเจอเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นกับตัวเองเกือบทุกวัน ตั้งแต่เช้าเดินออกไปดื่มกาแฟก็เจอผู้หญิงมองตามเป็นแถว”
“อ้าว! ก็คุณเป็นเอเลี่ยน ใครๆ ก็คงจะมองเพราะเห็นถึงความแตกต่างหรือเปล่า พวกเขาคงไม่คิดจะงาบคุณกันหมดทุกคนหรอก ถ้าไม่อยากเห็น เวลาเดินก็มองตรงไปข้างหน้าสิอย่าพยายามไปมองสบตาพวกเขา
 พีรดาแนะนำวิธีแก้ให้ อีกฝ่ายได้แต่ทำหน้าเหมือนปลาแห้งตากแดด ไร้ความรู้สึก
“คุณก็พูดง่าย เพราะไม่ได้เจอกับสถานณ์แบบผม จะให้ทำแบบคุณว่าได้ยังไง ในเมื่อผมเป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ สายตามันก็ต้องมองไปรอบด้านนั่นแหละ” อีธานว่า
“บางทีนะอีธาน มายาภาพมันก็ทำให้คนเราคิดจินตนาการไปได้ทุกอย่างนั่นแหละ แต่ที่สำคัญมันอยู่ที่ตัวเราผู้เป็นนายของจิต เราสั่งไปซ้าย ไปขวามันก็ทำตาม จิตเราต้องนิ่งๆ และยืดหยุ่นบ้างตามสถานการณ์ อย่าไปปะทะกับสิ่งที่พุ่งเข้ามาหาเรา มันจะรู้สึกเจ็บหนักถ้าหากตั้งรับไม่ทัน”
อีธานถอนหายใจเฮือก เมื่อได้รับฟัง กล่าวขึ้นว่า
“เฮ้อ! ดีนะที่ผมบล็อกตัวเองอย่างแน่นหนา แต่คุณคงคิดไม่ถึงหรอกว่าพวกผู้ชายคนอื่นๆ เขาเป็นยังไง เอาง่ายๆ ในกลุ่มเพื่อนฝูงของผมนี่แหละ ทั้งคนไทยและฝรั่งที่ผมรู้จักที่ร้านกาแฟ เห็นท่าทางของพวกนั้นเฉยๆ แต่คุณไม่รู้หรอกว่าพวกมันร้ายยิ่งกว่าเสือ ขนาดมีลูกเมียอยู่แล้วยังไม่ทิ้งลาย ชอบหาเศษหาเลยกับผู้หญิงข้างนอกเป็นประจำ
 คุณรู้ไหม คนเรานะ ในวัยหนุ่มสาวถ้าทำอะไรผิดพลาดพลั้งเผลอไปกับสิ่งยั่วยุ จะเจ้าชู้ หรือจะใช้ชีวิตเกกมะเหรกเกเรอย่างไรก็ยังพอให้อภัย แต่พอเราแก่ตัวมา เรียนรู้ชีวิต มีวุฒิภาวะมากขึ้น หากยังคงทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้ว ถ้ายังเจ้าชู้ นอกใจคนรักตัวเองนี่ มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพื่อนๆ ที่ผมคบอยู่ก็เหมือนกัน พวกมันบอกว่า มองนิด มองหน่อย ไม่เป็นไรหรอก แต่คำว่า นิดๆ หน่อยๆ หรือ ไม่เป็นไร นี่แหละที่จะนำเราไปสู่อะไรต่อมิอะไรอีกมากมายในภายภาคหน้า


พีรดาใคร่ครวญถึงคำพูดของอีธานอยู่บ่อยๆ มันอบร่ำอยู่ภายในความรู้สึกอยู่เสมอ ถ้อยคำว่า นิดหน่อยหรือ ไม่เป็นไรถ้าหากผู้คนนำไปใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยจนไม่รู้จักรำงับ ใจของตนจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
นั่นเป็นสิ่งน่าคิด บางคนใช้คำนี้ให้กำลังใจตัวเองหลังจากได้กระทำบางสิ่งที่ไม่สมควรลงไป แม้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยเท่าไรฝุ่น แต่หากใช้บ่อยๆ ก็ไม่ต่างกับการคบหาซาตานอีกรูปแบบหนึ่ง หรืออีกนัยเหมือนได้ให้ที่ซุกซ่อนแก่เหล่าโจรผู้ร้ายหนีคดี แม้วันนี้เจ้าวายร้ายจะยังไม่ถูกจับได้ แต่ถ้ายังขืนดันทุรังปล่อยให้สิ่งชั่วร้ายอยู่ใกล้ตัวต่อไปเรื่อยๆ สักวันชีวิตก็ต้องเจอหายนะเข้าจนได้
อีธานเล่าให้หล่อนฟังว่า สำหรับความเชื่อของชาวคริสเตียนนั้น ซาตานมักปรากฏในรูปแบบต่างๆ บ้างก็มาในร่างของมนุษย์ คอยเป็นเพื่อนที่แสนดีและสนับสนุนเวลาผู้คนหลงระเริงในอ่างแห่งกิเลสตัณหา แต่มันจะสลัดคนนั้นทิ้งทันทีเมื่อพวกเขาถูกพิพากษาให้เป็นคนบาปของสังคม มันซุกหน้าอยู่เบื้องหลัง ยิ้มเยาะ พร้อมกับหัวเราะอย่างมีชัย รอคอยจนเรื่องร้ายๆ บรรเทาเบาบาง มันจะแอบย่องกลับมาด้วยใบหน้าเริงรื่น แล้วกระซิบข้างหูพวกเขาอีกวาระ
 ไม่มีปัญหาไม่เป็นไรหรอก
ชาวคริสต์อย่างเราต้องเลือกเส้นทางเพียงหนึ่งเดียว คือ พระเจ้า จะแบ่งใจให้ฝ่ายซาตานครึ่ง หรือพระเจ้าครึ่งไม่ได้ เหมือนกับเวลาผู้ชายแต่งงานมีเมีย ถ้าเขาแต่งงานกับผู้หญิงสองคนในเวลาพร้อมกันจะเกิดอะไรขึ้น?
คำถามของอีธาน ทำให้พีรดานิ่งขบคิด
“แต่บางช่วงเวลาคนเราก็อ่อนแอได้เหมือนกันนี่คุณ ในตัวคนเราก็ต้องมีทั้งพระเจ้ากับซาตานอยู่แล้วล่ะ จะให้มีแต่พระเจ้าคงเป็นไปไม่ได้หรอก คุณเคยบอกเองว่าเราทุกคนเกิดมาจากบาปของมนุษย์คนแรกที่กระทำผิดสัญญาต่อพระเจ้า”
ผู้เป็นภรรยากล่าว นึกถึงในแง่ความเป็นจริงฐานะมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ยังกิเลสหนา จิตใจคงจะบริสุทธิ์ใสสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่สามีเอเลี่ยนของเธอตอบกลับว่า
“ก็นี่ไง กำลังจะบอกว่าที่เขามีศาสนากันก็เพราะเอาไว้ให้คนบาปหนาอย่างเราเข้าไปศึกษานี่แหละ เพราะศาสนาเขาเอาไว้ควบคุมจิตใจของคนเรา มีไว้ยึดเหนี่ยวให้อยู่ห่างๆ จากความชั่วร้ายทั้งหลาย พอคนเราสามารถควบคุมจิตวิญญาณให้อยู่ในฝ่ายดีและใสสะอาดพอก็จะเข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มากขึ้น ชีวิตก็จะเป็นสุขมากขึ้น ทีนี้เข้าใจหรือยังแม่เต่า?” อีธานกล่าวกับผู้เป็นภรรยา พร้อมกับหัวเราะ โฮะๆๆ ตบท้ายเสียงดังอยู่คนเดียว
พีรดาได้แต่คิดในใจเล่นๆ ว่า สามีเอเลี่ยนของหล่อนท่าทางจะแบกพระคัมภีร์หนักเอาการ เพราะระยะหลังๆ เขามักสอนหล่อนทุกวันในเรื่องพระเจ้ากับซาตาน รวมถึงวันสิ้นโลกที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที ให้หล่อนเตรียมพร้อมเสมอในเรื่องของจิตวิญญาณ
“ระวังให้ดีเลยนะอย่าเผลอไปรับเอาไมโครชิปเข้าเชียวล่ะ” วันหนึ่งพูดคุยกันถึงเรื่องเทคโนโลยีอยู่ดีๆ อีธานก็เอ่ยถึงเรื่องไมโครชิปขึ้นมาเฉย และเน้นย้ำไม่ให้พีรดาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน
“อ้าว! บอกช้าไปหรือเปล่าพ่อใหญ่”
หล่อนกล่าวอย่างตลกขบขัน สามีเอเลี่ยนหน้าบึ้งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่า “พ่อใหญ่” เพราะเขารู้ว่าคำนี้คนไทยทางภาคอีสานเอาไว้ใช้เรียกผู้อาวุโสที่สุดภายในบ้าน
“เรียกผมซะแก่หงำเหงือกเลยนะคุณแม่ใหญ่” สามีเอเลี่ยนตอกกลับ เรียกภรรยาคืนว่า “แม่ใหญ่” บ้าง พร้อมกับหัวเราะอย่างสะใจที่ได้แก้แค้น
“ว่าแต่ที่บอกว่าช้าไปคุณหมายความว่ายังไงแม่เต่า หรือคุณกลายเป็นสาวกซาตานไปเรียบร้อยแล้วฮึ?
“ถ้าจะพูดแบบนี้คนทั้งโลกก็คงกลายเป็นสาวกซาตานไปกันหมดแล้วล่ะมั้ง เพราะอะไรรู้มั้ย ถ้าจะแจกแจงกันจริงๆ มันก็คงเริ่มตั้งแต่บัตรประชาชนโน่นแหละที่มีไมโครชิป แล้วยังจะพวกบัตรเอทีเอ็ม และบัตรอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ รวมทั้งหนังสือเดินทางของคุณก็ยังมีไมโครชิปที่ว่านั่นด้วยนะ
อ้าว! แบบนี้คุณเองก็กลายเป็นสาวกของซาตานไปเรียบร้อยแล้วนี่นา หรือไม่จริง?
ผู้เป็นภรรยาว่า ทำเอาอีธานหน้าเครียดขึ้นมาเชียว
“ไมโครชิปที่ว่าให้ระวัง ผมหมายถึงอย่าให้เขาฝังไว้บนร่างกายเราต่างหาก เฮ้อ! คุณนี่ ถ้านอกร่างกายไม่เป็นไร แต่ถ้าหากวันใดมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา แล้วมีคนมานำเสนอให้คุณฝังบนร่างกายเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม อย่าไปทำเป็นเด็ดขาด โดยเฉพาะที่ข้อมือขวา และบนหน้าผาก เพราะนั่นมันหมายถึงสัญลักษณ์ของซาตาน ชาวคริสเตียนเชื่อแบบนั้น คุณต้องระวังให้ดีล่ะ”
อีธานเตือนผู้เป็นภรรยาหน้าดำคร่ำเคร่ง รายละเอียดที่เขาบอกให้ระวังนั้นดูเหมือนจะเยอะแยะเต็มไปหมด จนพีรดารู้สึกอึดอัดและหนักแทน จึงเปรยขึ้นว่า
“พ่อใหญ่เอ๊ย ถ้าโน่นนี่นั่นก็ไม่ได้ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้วล่ะ เดินสายกลางดีกว่า เรื่องบางอย่างเราก็ควบคุมไม่ได้หรอก ถ้าขืนแบกเอาไว้ทุกเรื่องมันจะหนักเอานะ วางลงซะบ้างเถอะ?
 “วางอะไรรึคุณ?
อีธานยังย้อนกลับมาถาม
“เฮ้อ! ก็ปล่อยวางมันทุกเรื่องนั่นแหละ ลองทำดูสักวันสิ อาจจะรู้สึกโล่งขึ้นมาบ้างก็ได้นะ”  พีรดาแนะนำ แต่ดูเหมือนพ่อยอดชายเอเลี่ยนของหล่อนจะไม่เข้าใจ คิดยังไงเขาก็นึกไม่ออกว่าวิธีปล่อยวางจะต้องทำแบบไหนถึงจะโล่งอย่างที่บอก เพราะตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินจากพีรดาเป็นครั้งแรกนี่แหละ
let it go, let oneself on. ลองฝึกพูดสองประโยคนี้ทุกวันนะ” พีรดาบอกสั้นๆ
“ทำไม?
“คาถากำราบมารจ้ะ ใจสงบนักแล ท่องไปเถอะแล้วทุกอย่างจะดีเอง”
“ปล่อยมันไป, ปล่อยวางคาถาบ้าบออะไรของคุณนี่?” อีธานทวนสองประโยคที่ภรรยาบอกกลับไปกลับมาอยู่สักพัก แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น นึกขบขันกับคาถาเพี้ยนๆ ที่ภรรยาให้มาอย่างหนัก
พีรดาฉีกยิ้มให้กับท่าทางที่ผ่อนคลายมากขึ้นของสามี ก่อนจะกล่าวว่า
“เห็นไหมแค่นี้คุณก็ปล่อยวางไปได้เยอะแล้ว”


to be continued



รูปแบบ e-book

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น