บทเรียนบันทึกสุดปลายฝัน, บทเรียนที่ 3 เกิดใหม่ในโคลนตม




บทเรียนที่ 3 
เกิดใหม่ในโคลนตม 


           “ลองดูดดูสิ” 
           ผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันบังเอิญได้พบระหว่างทาง (ใช้ชีวิตอยู่บนโลก) ขณะที่ชีวิตตกต่ำดิ่งสู่ก้นเหว เขาหยิบยื่นอบายมุขและข้อเสนอที่ฉันไม่คุ้นเคย 
           ฉันรับบุหรี่มวนนั้นจากมือกร้านโลกของเขา มวนแรกในชีวิตที่ฉันหลั่งน้ำตาสมเพชตัวเองจนอยากเอาหัวโหม่งทิ่มตำกับกำแพง และสลายตัวหายไปจากโลกนี้ 
          “การมีชีวิตคือพรอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนได้รับมาจากเบื้องบน แล้วเราจะทำอะไรกับชีวิตดีล่ะ ระหว่างที่ยังมีลมหายใจ?” 
          เสียงของแม่ดังก้องกังวานในโสตประสาท ทิ่มแทงลงไปในสำนึกอันเจ็บปวดและกำลังเกือบจะว่างเปล่านั้น ที่ห้องสำนึกแห่งความผิดชอบชั่วดี ฉันมองเห็นตัวเองยืนก้มหน้า คอตก สองมือถือดาบที่เปื้อนด้วยคราบน้ำตา เมื่อทอดสายตามองออกไปไกลในสมรภูมิรบ ฉันกำลังพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพ 
           ฉันกอบโกยความฝันทั้งหมดใส่ลงในกระป๋า ทิ้งอุดมการณ์และความฝันที่จะเป็นนักเขียนโลกสวย ฉันต้องอยู่รอดก่อนเพื่อรักษาชีวิตและสังขาร มันเหมือนเป็นหน้าที่และวิชาภาคบังคับที่ฉันต้องจดจำให้ขึ้นใจ 
          ตอนที่ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นนักข่าวให้กับนิตยสารที่มีชื่อเสียงฉบับหนึ่งในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะดีกว่านิตยสารเล่มเก่า ที่เคยแต่เขียนเพียงข่าวภาคเกษตรกรรม แต่ในความเป็นจริงมันกลับเป็นเหรียญสองด้านที่ท้าทายและบีบบังคับ และที่นั่นฉันได้พบกับความหมายของชีวิตที่แตกต่างออกไปจากการเป็นนักข่าวในวงการเกษตร 
         เวทีชีวิตเข้มขนขึ้นกว่าเดิมเมื่อฉันได้รับมอบหมายให้ทดลองเขียนข่าวเกี่ยวกับ “ชีวิต” รูปแบบต่างๆ ชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนของผู้คน ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความฝัน จนนำไปสู่ความสำเร็จ มีทั้งความสำเร็จเล็กๆ ไปถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ระดับโลก จากคนตัวเล็กๆ รากหญ้าสู่ความเป็นมืออาชีพ นักธุรกิจ รวมถึงนักร้อง นักแสดง 
        ฉากชีวิตผู้คนมากมายหลายอาชีพได้เดินผ่านตัวอักษรที่ฉันร้อยเรียง ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายต่อคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียน ไม่มีใบประกอบวิชาชีพของนักข่าว ฉันเป็นนักเขียนโดยโชคช่วยจริงๆ หรือเปล่าข้อนั้น จนกระทั่งบัดนี้ฉันเองก็ยังสงสัย 
         ฉันเริ่มต้นเขียนและเขียน ฝึกฝนเรียนรู้จากข้อเขียนเก่าๆ ของนักข่าว นักเขียนรุ่นพี่ นำมาอ่านแล้วทดลองเขียนในสไตล์ของตัวเอง งานเขียนชิ้นแรกได้รับค่าเขียนราวหนึ่งพันบาท 
          และเนื่องจากฉันเป็นเพียงนักข่าวอิสระ ฉันจึงต้องเขียน เขียน และก็เขียน พยายามเขียนให้ได้ประมาณสี่ห้าเรื่องต่อเดือน เพื่อจะให้ได้เงินมาซื้อปัจจัยสี่เพื่อยังชีพในแต่ละเดือน 
         โลกของการเป็นนักเขียนนักข่าวมันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่วาดฝัน สิ่งที่เจอคือ ชีวิตจริงล้วนๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนแข่งขันนั้น เราก็ไม่ต่างจากนักมายากล ที่สามารถทำได้ทุกอย่าง ต้องเรียนรู้วิธีที่จะฉีกยิ้มต่อหน้าเทพแห่งโชคชะตา เวทีแห่งนั้นมันไร้เวทมนตร์ที่จะทำให้ฉันเดินไปสู่เส้นชัยใดๆ เพราะวันๆ ต้องต่อสู้ดิ้นรนในกรงขังของการเป็น (กึ่ง)พนักงานบริษัท เล่นเกมยื้อแย่งเส้นด้ายแห่งความเป็นและความตายเพื่อรักษาชีวิต (อันเกือบจะไร้ค่า) 
         ต้องแข่งกับเวลา ต้องหาข่าวมาปิดต้นฉบับ นานๆ จึงจะได้งีบฝันถึงการเดินทางไกลสักครั้ง แต่มันก็เป็นได้เพียงแค่ฝัน… 
         ในชีวิตฉันยังอยากเดินทางไปดูโลกที่แตกต่างก่อนตาย เป็นโลกที่มีอิสรภาพ ปราศจากวัน เดือน ปี ไม่มีเวลา ที่ไหนมีนะ… 
         ฉันได้แต่ตั้งคำถามและถวิลหาปีก…ปีกอิสรภาพที่ไม่มีบนโลกแห่งความเป็นจริง… 
         ช่วงนั้นปีเตอร์ได้กลับมาอีกครั้ง แถมคราวนี้ยังพ่วงเอา นาร์ซิสซัสกับโกลด์มุนด์ มาด้วย ตัวละครในนิยายของเฮอร์มานน์ เฮสเส แต่ละตัวกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่แสนเหนื่อยล้าและสับสนของนักข่าวจิตวิญญาณแห้งขอดอย่างฉัน นึกถึงอุดมการณ์ที่เคยล้นแก้ว แต่เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกกว้างไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งนับวันเหือดแห้งลงไป อาจเป็นเพราะฉันไม่เคยมีความคิดมุ่งมั่นกับเส้นทางสายนี้ตั้งแต่แรก เพียงแค่อยากเป็นนักข่าวเพื่อสานต่อไปสู่การเป็นนักเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโลกและชีวิต ฉันอยากเขียนถึงการมีชีวิตได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งและงดงามให้ได้เพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของ เฮอร์มานน์ เฮสเส ก็ยังดี 
          เแต่กระนั้นการเป็นนักข่าวก็มีคุณค่าในตัวของมันเหมือนกับทุกอาชีพ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันได้เห็นถึงโลกแห่งการมีชีวิตที่เข้มข้นมากกว่าทุกอาชีพที่เคยทำ จนกระทั่งว่ารอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวังก่อนมาอาศัยในเมืองหลวงนั้นได้ค่อยๆ โบกมือลาบินหายไปจากใบหน้า 
          และโดยไม่รู้สึกตัวนั้น ฉันก็ได้กลายเป็นชาวเมืองเต็มตัว เป็นอีกคนที่มีจิตใจด้านชา คอยหวาดระแวงผู้คน และในบางครั้งก็ไม่ไว้ใจแม้แต่ตัวเอง กับสิ่งยั่วยุที่คอยประดังเข้ามาหลอกหลอนสร้างมายาภาพให้เตลิดหลงไปบนเส้นทางแยกหลากหลายรูปแบบ 
         โลกภายนอกนั้นละลานตาด้วยผลไม้ต้องห้ามหลากหลายชนิดสำหรับเด็กบ้านนอกที่ได้หลงทางเข้ามาในเมืองใหญ่ มันท้าทายต่อมกิเลสและตัณหา ปลุกเร้าให้เราตื่นตัว บางขณะก็บีบต้อนให้จนมุม พร้อมกับหยิบยื่นข้อเสนอทุกรูปแบบให้กับชีวิตที่ไม่เคยมี ไม่เคยสัมผัส 
         สำหรับเด็กสาวนักแสวงหามือใหม่ก็มักจะพลาดท่ากับข้อเสนอที่เย้ายวนบ่อยครั้ง มีเหตุผลหลากหลายที่เราหามาอ้างกับข้อเสนอมากมายเหล่านั้น แต่สุดท้ายกลับพบว่า ทุกเหตุผลที่ทำให้เราเอื้อมมือไปรับเอาผลไม้ต้องห้ามก็ล้วนมาจากความอยากรู้ อยากทดลอง และจิตวิญญาณที่ไม่เข้มแข็งพอของเราเอง 
         เมืองใหญ่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมายเนิ่นนานจนไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แถมยังไม่ได้ฝันถึงอะไร นอกจากวันๆ เอาแต่คิดหมกมุ่นว่าพรุ่งนี้จะหาเงินจากที่ไหนมาซื้อข้าวเพื่อประทังชีวิต 
        บางทีก็ยากเย็นจริงๆ สำหรับความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้บนโลกใบนี้ ในขณะเดียวกันชีวิตที่เต็มไปด้วยขวากหนามมันกลับมีเสน่ห์อย่างน่าเหลือเชื่อ และกลายเป็นเรื่องน่าท้าทายอยู่ลึกๆ สำหรับคนตัวเล็กๆ ที่เดินทางเร่ร่อนมาจากท้องไร่ปลายนา จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้ว่าโลกภายนอกหน้าตาเป็นเช่นไร จนได้เข้ามาสัมผัสกับโลกอีกด้าน ซึ่งมันก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด แต่มันก็มีอะไรที่ในหมู่บ้านไม่เคยมี มีความขมขื่นซ่อนหวานแปร่ง รวมไปถึงความเปรี้ยวซ่าส์ในความเผ็ดแสบร้อนนั้น 
        ชีวิตเป็นเหมือนเส้นทางปริศนาที่เราไม่มีวันเข้าใจ แม้บางครั้งจะหลอกตัวเองว่าฉันรู้จักชีวิตตัวเองดีกว่าใครทั้งหมด แต่ความจริงก็ยังคงเดินวกวนหลงไปเรื่อยๆ จนหาทางออกจากปากอุโมงค์แห่งชีวิตไม่เจอ 
         แม่ของฉันเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว… 
         “การมีชีวิตคือ พรอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนได้รับมาจากเบื้องบน แล้วเราจะทำอะไรกับชีวิตดีล่ะ ระหว่างที่ยังมีลมหายใจ?” 
         ฉันไม่รู้หรอกว่าแม่รู้จักถ้อยคำแบบนั้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่ไม่เคยออกไปไหนบ่อยไกลจากหมู่บ้าน แต่คงเพราะท่านมีจิตวิญญาณอันสงบสุขและบริสุทธิ์เหมือน 'สิทธารถะ' ตัวละครในนิยายของเฮอร์มานน์ เฮสเส ท่านจึงเข้าใจอะไรได้ทะลุปรุโปร่ง 
          รวมทั้งเพื่อนผู้พิการทางหูกัลยาณมิตรของฉันก็เช่นกัน ท่านมักจะทำภาษามือเหมือนนกพิราบกางปีกออกกว้างๆ กับฉัน 
         ซึ่งมีความหมายว่า ให้ฉันก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อเรียนรู้โลกแห่งชีวิต เพราะจิตวิญญาณของฉันมันอยู่ตรงนั้น...ไม่มีกรงขังชนิดใดบนโลกที่จะกักขังฉันไว้ได้... 
          คำพูดของแม่ในวันที่ฉันตัดสินใจก้าวเดินออกมาจากหมู่บ้านสู่โลกกว้าง และกำลังใจจากเพื่อนผู้พิการเปรียบเสมือนแสงเทียนส่องนำปัญญา ให้บัวโง่ๆ เช่นฉันโผล่ขึ้นเหนือโคลนตม แล้วก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ในอุโมงค์อันมืดมิดของโลกใบนี้…


ทยานออกไปสุดชีวิต ...โบยบินจากกรงขัง Next>>>

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น