บทเรียนบันทึกสุดปลายฝัน, บทเรียนที่ 3 เกิดใหม่ในโคลนตม




บทเรียนที่ 3 
เกิดใหม่ในโคลนตม 


           “ลองดูดดูสิ” 
           ผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันบังเอิญได้พบระหว่างทาง (ใช้ชีวิตอยู่บนโลก) ขณะที่ชีวิตตกต่ำดิ่งสู่ก้นเหว เขาหยิบยื่นอบายมุขและข้อเสนอที่ฉันไม่คุ้นเคย 
           ฉันรับบุหรี่มวนนั้นจากมือกร้านโลกของเขา มวนแรกในชีวิตที่ฉันหลั่งน้ำตาสมเพชตัวเองจนอยากเอาหัวโหม่งทิ่มตำกับกำแพง และสลายตัวหายไปจากโลกนี้ 
          “การมีชีวิตคือพรอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนได้รับมาจากเบื้องบน แล้วเราจะทำอะไรกับชีวิตดีล่ะ ระหว่างที่ยังมีลมหายใจ?” 
          เสียงของแม่ดังก้องกังวานในโสตประสาท ทิ่มแทงลงไปในสำนึกอันเจ็บปวดและกำลังเกือบจะว่างเปล่านั้น ที่ห้องสำนึกแห่งความผิดชอบชั่วดี ฉันมองเห็นตัวเองยืนก้มหน้า คอตก สองมือถือดาบที่เปื้อนด้วยคราบน้ำตา เมื่อทอดสายตามองออกไปไกลในสมรภูมิรบ ฉันกำลังพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพ 
           ฉันกอบโกยความฝันทั้งหมดใส่ลงในกระป๋า ทิ้งอุดมการณ์และความฝันที่จะเป็นนักเขียนโลกสวย ฉันต้องอยู่รอดก่อนเพื่อรักษาชีวิตและสังขาร มันเหมือนเป็นหน้าที่และวิชาภาคบังคับที่ฉันต้องจดจำให้ขึ้นใจ 
          ตอนที่ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นนักข่าวให้กับนิตยสารที่มีชื่อเสียงฉบับหนึ่งในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะดีกว่านิตยสารเล่มเก่า ที่เคยแต่เขียนเพียงข่าวภาคเกษตรกรรม แต่ในความเป็นจริงมันกลับเป็นเหรียญสองด้านที่ท้าทายและบีบบังคับ และที่นั่นฉันได้พบกับความหมายของชีวิตที่แตกต่างออกไปจากการเป็นนักข่าวในวงการเกษตร 
         เวทีชีวิตเข้มขนขึ้นกว่าเดิมเมื่อฉันได้รับมอบหมายให้ทดลองเขียนข่าวเกี่ยวกับ “ชีวิต” รูปแบบต่างๆ ชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนของผู้คน ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความฝัน จนนำไปสู่ความสำเร็จ มีทั้งความสำเร็จเล็กๆ ไปถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ระดับโลก จากคนตัวเล็กๆ รากหญ้าสู่ความเป็นมืออาชีพ นักธุรกิจ รวมถึงนักร้อง นักแสดง 
        ฉากชีวิตผู้คนมากมายหลายอาชีพได้เดินผ่านตัวอักษรที่ฉันร้อยเรียง ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายต่อคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียน ไม่มีใบประกอบวิชาชีพของนักข่าว ฉันเป็นนักเขียนโดยโชคช่วยจริงๆ หรือเปล่าข้อนั้น จนกระทั่งบัดนี้ฉันเองก็ยังสงสัย 
         ฉันเริ่มต้นเขียนและเขียน ฝึกฝนเรียนรู้จากข้อเขียนเก่าๆ ของนักข่าว นักเขียนรุ่นพี่ นำมาอ่านแล้วทดลองเขียนในสไตล์ของตัวเอง งานเขียนชิ้นแรกได้รับค่าเขียนราวหนึ่งพันบาท 
          และเนื่องจากฉันเป็นเพียงนักข่าวอิสระ ฉันจึงต้องเขียน เขียน และก็เขียน พยายามเขียนให้ได้ประมาณสี่ห้าเรื่องต่อเดือน เพื่อจะให้ได้เงินมาซื้อปัจจัยสี่เพื่อยังชีพในแต่ละเดือน 
         โลกของการเป็นนักเขียนนักข่าวมันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่วาดฝัน สิ่งที่เจอคือ ชีวิตจริงล้วนๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนแข่งขันนั้น เราก็ไม่ต่างจากนักมายากล ที่สามารถทำได้ทุกอย่าง ต้องเรียนรู้วิธีที่จะฉีกยิ้มต่อหน้าเทพแห่งโชคชะตา เวทีแห่งนั้นมันไร้เวทมนตร์ที่จะทำให้ฉันเดินไปสู่เส้นชัยใดๆ เพราะวันๆ ต้องต่อสู้ดิ้นรนในกรงขังของการเป็น (กึ่ง)พนักงานบริษัท เล่นเกมยื้อแย่งเส้นด้ายแห่งความเป็นและความตายเพื่อรักษาชีวิต (อันเกือบจะไร้ค่า) 
         ต้องแข่งกับเวลา ต้องหาข่าวมาปิดต้นฉบับ นานๆ จึงจะได้งีบฝันถึงการเดินทางไกลสักครั้ง แต่มันก็เป็นได้เพียงแค่ฝัน… 
         ในชีวิตฉันยังอยากเดินทางไปดูโลกที่แตกต่างก่อนตาย เป็นโลกที่มีอิสรภาพ ปราศจากวัน เดือน ปี ไม่มีเวลา ที่ไหนมีนะ… 
         ฉันได้แต่ตั้งคำถามและถวิลหาปีก…ปีกอิสรภาพที่ไม่มีบนโลกแห่งความเป็นจริง… 
         ช่วงนั้นปีเตอร์ได้กลับมาอีกครั้ง แถมคราวนี้ยังพ่วงเอา นาร์ซิสซัสกับโกลด์มุนด์ มาด้วย ตัวละครในนิยายของเฮอร์มานน์ เฮสเส แต่ละตัวกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่แสนเหนื่อยล้าและสับสนของนักข่าวจิตวิญญาณแห้งขอดอย่างฉัน นึกถึงอุดมการณ์ที่เคยล้นแก้ว แต่เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกกว้างไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งนับวันเหือดแห้งลงไป อาจเป็นเพราะฉันไม่เคยมีความคิดมุ่งมั่นกับเส้นทางสายนี้ตั้งแต่แรก เพียงแค่อยากเป็นนักข่าวเพื่อสานต่อไปสู่การเป็นนักเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโลกและชีวิต ฉันอยากเขียนถึงการมีชีวิตได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งและงดงามให้ได้เพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของ เฮอร์มานน์ เฮสเส ก็ยังดี 
          เแต่กระนั้นการเป็นนักข่าวก็มีคุณค่าในตัวของมันเหมือนกับทุกอาชีพ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันได้เห็นถึงโลกแห่งการมีชีวิตที่เข้มข้นมากกว่าทุกอาชีพที่เคยทำ จนกระทั่งว่ารอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวังก่อนมาอาศัยในเมืองหลวงนั้นได้ค่อยๆ โบกมือลาบินหายไปจากใบหน้า 
          และโดยไม่รู้สึกตัวนั้น ฉันก็ได้กลายเป็นชาวเมืองเต็มตัว เป็นอีกคนที่มีจิตใจด้านชา คอยหวาดระแวงผู้คน และในบางครั้งก็ไม่ไว้ใจแม้แต่ตัวเอง กับสิ่งยั่วยุที่คอยประดังเข้ามาหลอกหลอนสร้างมายาภาพให้เตลิดหลงไปบนเส้นทางแยกหลากหลายรูปแบบ 
         โลกภายนอกนั้นละลานตาด้วยผลไม้ต้องห้ามหลากหลายชนิดสำหรับเด็กบ้านนอกที่ได้หลงทางเข้ามาในเมืองใหญ่ มันท้าทายต่อมกิเลสและตัณหา ปลุกเร้าให้เราตื่นตัว บางขณะก็บีบต้อนให้จนมุม พร้อมกับหยิบยื่นข้อเสนอทุกรูปแบบให้กับชีวิตที่ไม่เคยมี ไม่เคยสัมผัส 
         สำหรับเด็กสาวนักแสวงหามือใหม่ก็มักจะพลาดท่ากับข้อเสนอที่เย้ายวนบ่อยครั้ง มีเหตุผลหลากหลายที่เราหามาอ้างกับข้อเสนอมากมายเหล่านั้น แต่สุดท้ายกลับพบว่า ทุกเหตุผลที่ทำให้เราเอื้อมมือไปรับเอาผลไม้ต้องห้ามก็ล้วนมาจากความอยากรู้ อยากทดลอง และจิตวิญญาณที่ไม่เข้มแข็งพอของเราเอง 
         เมืองใหญ่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมายเนิ่นนานจนไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แถมยังไม่ได้ฝันถึงอะไร นอกจากวันๆ เอาแต่คิดหมกมุ่นว่าพรุ่งนี้จะหาเงินจากที่ไหนมาซื้อข้าวเพื่อประทังชีวิต 
        บางทีก็ยากเย็นจริงๆ สำหรับความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้บนโลกใบนี้ ในขณะเดียวกันชีวิตที่เต็มไปด้วยขวากหนามมันกลับมีเสน่ห์อย่างน่าเหลือเชื่อ และกลายเป็นเรื่องน่าท้าทายอยู่ลึกๆ สำหรับคนตัวเล็กๆ ที่เดินทางเร่ร่อนมาจากท้องไร่ปลายนา จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้ว่าโลกภายนอกหน้าตาเป็นเช่นไร จนได้เข้ามาสัมผัสกับโลกอีกด้าน ซึ่งมันก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด แต่มันก็มีอะไรที่ในหมู่บ้านไม่เคยมี มีความขมขื่นซ่อนหวานแปร่ง รวมไปถึงความเปรี้ยวซ่าส์ในความเผ็ดแสบร้อนนั้น 
        ชีวิตเป็นเหมือนเส้นทางปริศนาที่เราไม่มีวันเข้าใจ แม้บางครั้งจะหลอกตัวเองว่าฉันรู้จักชีวิตตัวเองดีกว่าใครทั้งหมด แต่ความจริงก็ยังคงเดินวกวนหลงไปเรื่อยๆ จนหาทางออกจากปากอุโมงค์แห่งชีวิตไม่เจอ 
         แม่ของฉันเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว… 
         “การมีชีวิตคือ พรอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนได้รับมาจากเบื้องบน แล้วเราจะทำอะไรกับชีวิตดีล่ะ ระหว่างที่ยังมีลมหายใจ?” 
         ฉันไม่รู้หรอกว่าแม่รู้จักถ้อยคำแบบนั้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่ไม่เคยออกไปไหนบ่อยไกลจากหมู่บ้าน แต่คงเพราะท่านมีจิตวิญญาณอันสงบสุขและบริสุทธิ์เหมือน 'สิทธารถะ' ตัวละครในนิยายของเฮอร์มานน์ เฮสเส ท่านจึงเข้าใจอะไรได้ทะลุปรุโปร่ง 
          รวมทั้งเพื่อนผู้พิการทางหูกัลยาณมิตรของฉันก็เช่นกัน ท่านมักจะทำภาษามือเหมือนนกพิราบกางปีกออกกว้างๆ กับฉัน 
         ซึ่งมีความหมายว่า ให้ฉันก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อเรียนรู้โลกแห่งชีวิต เพราะจิตวิญญาณของฉันมันอยู่ตรงนั้น...ไม่มีกรงขังชนิดใดบนโลกที่จะกักขังฉันไว้ได้... 
          คำพูดของแม่ในวันที่ฉันตัดสินใจก้าวเดินออกมาจากหมู่บ้านสู่โลกกว้าง และกำลังใจจากเพื่อนผู้พิการเปรียบเสมือนแสงเทียนส่องนำปัญญา ให้บัวโง่ๆ เช่นฉันโผล่ขึ้นเหนือโคลนตม แล้วก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ในอุโมงค์อันมืดมิดของโลกใบนี้…


ทยานออกไปสุดชีวิต ...โบยบินจากกรงขัง Next>>>

บทเรียนบันทึกสุดปลายฝัน บทเรียนที่ 2




บทเรียนที่ 2
ตายสนิทในป่าคอนกรีต



          โลกที่ฉันมองหาเวลานั้นเต็มไปด้วยอุดมคติงดงาม เปี่ยมไปด้วยความหวัง จิตใจของฉันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ต้องการออกไปเผชิญโลกกว้างเรียนรู้ชีวิตผู้คนที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ
         จำได้ว่าฉันเป็นคนแบบนั้นเมื่อก่อนใช่แล้วล่ะฉันเคยเป็นอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต ครั้งแรกที่ออกมาเรียนรู้โลกกว้าง
        พอเดินผ่านพ้นมาจากหมู่บ้านต้องคำสาป ถนนเบื้องหน้าที่ฉันมุ่งไป จะบอกว่าไร้จุดหมายก็ไม่ผิดนัก เพราะฉันไม่รู้อะไรรออยู่เบื้องหน้า ไม่มีสิ่งใดรับประกันต่อเส้นทางชีวิตนั้น
         การได้สัมผัสกับผู้พิการทางการได้ยินที่หมู่บ้านต้องคำสาป ทำให้ฉันได้เรียนรู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ทุกวัน ชีวิตก็เหมือนดอกไม้นานาชนิดพร้อมจะบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอม แล้วร่วงโรย เฮอร์มานน์ เฮสเสเองก็คงจะมองเห็นสัจธรรมต่างๆ เหล่านั้นเหมือนกับที่พวกเรามองเห็น จึงสามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านปีเตอร์ คามินซินด์ ออกมาได้ด้วยภาษาที่งดงาม และเข้าใจในตัวมนุษย์ราวกับเป็นเรื่องราวของตัวท่านเอง
         ในวันที่ชีวิตฉันหลงทางเร่ร่อนเข้ามาในป่าคอนกรีตของเมืองหลวง ครูพลคือเพื่อนที่ฉันไว้ใจและติดต่อในระยะแรก เราสื่อสารกันด้วยการใช้ภาษามือและเขียนลงบนแผ่นกระดาษแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิต และวิธีคิดระหว่างความเป็นไปของคนสองโลก
         ครูพลมีภรรยาชื่อ “ม่านฟ้า” ภรรยาของท่านเป็นคนหูหนวกเช่นเดียวกัน แม้คุณม่านฟ้าจะจากครูพลไปแล้วหลายปี แต่เธอกลับเหมือนยังมีชีวิตอยู่เคียงข้างท่านเสมอ ฉันมองเห็นคุณม่านฟ้าผ่านผลงานวิจัยปทานุกรมภาษามือเล่มใหญ่ที่เธอทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต และผ่านการบอกเล่าของผู้คนที่รู้จักตัวตนของเธอ เรื่องราวของเธอกลายเป็นมหากาพย์และตำนานในกลุ่มคนหูหนวกมาทุกยุคทุกสมัย ราวกับว่าเธอคือเทพีแห่งความหวังของพวกเขา เป็นเสมือนผู้บุกเบิกร่วมกับครูพลผู้เป็นสามีในการสร้างโลกสร้างสังคมให้ชาวโลกเงียบได้รู้จักวิธีการสื่อสารด้วยการใช้ภาษามือที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
         ฉันพลิกอ่านหนังสือไว้อาลัยของคุณม่านฟ้าทั้งขนลุกและน้ำตาเอ่อคลอเบ้าทุกครั้งเมื่อมองเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะแล้วใช้ภาษามือถ่ายทอด โดยมีล่ามแปลภาษามือชาวต่างชาติที่เข้าใจภาษามือไทยคอยยืนแปลให้ที่ประชุมรับรู้อีกที
        เสียงกู่ร้องตะโกนก้องที่ออกมาจากหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ของตัวแทนคนพิการตัวเล็กๆ อย่างคุณม่านฟ้าในตอนเดินทางไปร่วมประชุมกับสหพันธ์คนหูหนวกโลกและองค์กรคนพิการสากล (DPI) มันสะท้อนเข้าไปในหัวใจของผู้ที่เข้าร่วมประชุมทุกคน ทุกคนยินดีสนับสนุนความคิดเธอแม้แต่มอบเงินทุนสนับสนุนในการทำวิจัยภาษามือ ในขณะที่คนปกติกลับไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้พิการเรียกร้อง กลับมองว่าเป็นภาระและสร้างความวุ่นวายต่อสังคม และยังกีดกัน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ไม่ยอมให้มีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมคนปกติ
          สิ่งน่าขบขันบนโลกนี้ไม่มีอะไรน่าขำมากไปกว่ามโนคติของคนที่ขาดความเห็นใจในเหล่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง เราต่างเกิดมาเพื่อสิ่งใดเล่าถ้าไม่ใช่เพื่อฝึกฝนและเรียนรู้ที่จะเป็นผู้แบ่งปัน ตอนจากไปเราถือสิ่งใดไปได้หรือไม่ก็เปล่า แต่บางคนกลับพยายามที่จะสร้างกฎอันน่าขัน ทั้งๆ ที่โลกนี้มันไม่มีกฎใดๆ ตั้งแต่บรรพกาลที่ก่อเกิดเป็นโลก
        คุณม่านฟ้าดูเหมือนจะเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เล็กๆ แต่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพที่แข็งแกร่งและคงทนเปรียบเสมือนอัญมณีที่ส่องประกายแวววาวอยู่ตลอดกาลในโลกเงียบอันสิ้นหวังให้เปี่ยมด้วยความหวัง
         ตอนที่ม่านชีวิตของคุณม่านฟ้าปิดฉากลาจากโลกใบนี้เมื่อเธออายุ 37 ปี มีชาวไทยเพียงไม่กี่คนในโลกคนหูปกติที่รู้จักเรื่องราวของเธอผู้นี้ แต่องค์การสหประชาชาติกลับเล็งเห็นคุณงามความดีและการเสียสละที่ยิ่งใหญ่นั้น จึงได้มอบวุฒิบัตรเชิดชูเกียรติในฐานะเป็นอาจารย์และนักวิจัยที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย และเธอยังเป็นผู้เสียสละและอุทิศตนสนับสนุนโครงการสหประชาชาติด้านคนพิการ ในเวลานั้นคุณม่านฟ้าเป็นคนเดียวในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ได้รับรางวัลและเป็น 1 ในจำนวน 7 คนจากทั่วโลกที่ได้รับรางวัลนี้
        ขณะที่ทุกๆ ปีชีวิตเราต่างเติบโตขึ้น เรากลับไม่รู้สึกว่าแก่ลงเลย กลับยังรู้สึกโหยหาวันวานที่ผ่านพ้น พร้อมกับนึกเสียดายในบางสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ เรามีเวลาไม่มาก นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่เราต่างก็ตระหนักอย่างลึกซึ้ง แต่ชีวิตก็เหมือนกับติดปีก เผลอแผล็บเดียววันเวลาก็พรากสังขารไปจากเรา
        ครูพลได้แต่กางฝ่ามือสองมือออกกว้างเป็นสัญลักษณ์ราวกับปีกแห่งปักษา แล้วกระพือราวกับกำลังจะถลาไปที่ไหนสักแห่งบนโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ ทำให้ฉันจินตนาการไม่ออกชีวิตที่เหลือจะบินไปที่ไหนได้ นอกจากกลับไปเป็นชาวนา        หลายคนบอกฉันแบบนั้น เพราะปีกของคนจนมักจะบินไปได้ไม่ไกลและหลุดพ้นจากกรอบที่เราขีดไว้โดยกลุ่มคนในสังคม
         ชั่วไม่กี่วันที่เดินหลงเข้ามาในป่าคอนกรีต เวลาของฉันก็หมดไปวันแล้ววันเล่า จากเดือนแล้วเป็นปี ฉันจบเอกศิลปศึกษาจากต่างจังหวัด แต่ฉันอยากเป็นนักข่าว ใครๆ ก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะฉันไม่มีปริญญาบัตรวิชาชีพ และเรียนมาทางด้านการเขียน หรือวิชาหนังสือพิมพ์ใครจะบ้ารับคนที่ไม่มีทั้งวุฒิการศึกษา และประสบการณ์นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลืมไปได้เลย
          พอย้อนกลับไปมองชีวิตในวันนั้น อุดมการณ์ท่วมท้น และความฝันที่เต้นระริกในสายเลือด ฉันก็ไม่ต่างจากลูกไก่ที่อยากทยานกลางปีกบินสู่เวหาเป็นเฉกเช่นพญาอินทรีย์
          ในห้องเช่าโกโรโกโส ฉันเริ่มต้นลงมือเขียนจดหมายแล้วร่อนไปตามที่อยู่นิตยสารที่เขาประกาศรับพนักงานเขียนข่าว ความคาดหวังที่ผุดขึ้นวันแล้ววันเล่าก็ไม่ต่างจากตาน้ำทิพย์คอยชโลมวิญญาณอันเหนื่อยล้าของคนหลงทาง ฉันเดินหลงทางมาไกลมาก จนมองกลับไปไม่เห็นต้นทางที่จากมา
           ฉันมีเพียงปีเตอร์ เด็กหนุ่มนักแสวงหาคอยเป็นเสมือนเพื่อนร่วมทาง เขามาคอยปลุกปลอบให้ฉันคิดบวก เฆี่ยนตีให้ฉันตื่นขึ้นราวกับเด็กตัวเล็กๆ เพื่อฝัน ฝัน และฝัน
          และแล้ววันเวลาที่เหมือนฝันจะเป็นจริงก็เดินทางมาถึง เมื่อฉันถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ที่สำนักพิมพ์ชานกรุงแห่งหนึ่ง ในตอนแรกอะไรที่ใหม่ๆ นั้นก็มักจะทำให้คนเราตื่นเต้น ทุกอย่างกลายเป็นความท้าทาย สิ่งที่ยากและไม่เคยทำกลายเป็นเหมือนเวทีประลองฝีมือที่ยิ่งใหญ่ มันมองดูมีเสน่ห์น่าค้นหา ฉันดิ้นรนต่อสู้ในสนามชีวิตที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และผลประโยชน์ จากหัวใจที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ และความฝัน อุดมการณ์ สนามชีวิตการเป็นนักข่าวและนักขายในเวลาเดียวกัน เส้นทางนั้นดูเหมือนจะกัดกร่อนจิตวิญญาณฉันลงไปเรื่อยๆ
          จากนั้นฉันก็ค่อยๆ สลัดปีกแห่งความฝันออกไปทีละนิดๆ การเขียนเพื่อเงินและความอยู่รอดได้เข้ามาทำลายทุกอย่าง ทั้งศรัทธาและอุดมการณ์
          ฉันเห็นตัวเองนั่งมองจ้องโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ขณะที่โลกภายในของฉันมันปิดฉากลงเงียบๆ  ไม่มีเสียงอุทรณ์ใดๆ จากจิตสำนึกที่ว่างเปล่า ปลายทางชีวิตมืดมน ที่เห็นได้มีเพียงซากชีวิตของคนที่ทำงานเพื่อเงิน และความอยู่รอด
         ฉันอยู่เพื่อสิ่งใดถวิลหวังอะไรกันเล่าในโลกนี้ ขณะที่สังขารกำลังพรากจากเรา แต่จิตวิญญาณกลับยังทุกข์ทรมานแสวงหา ไม่มีหรอกหนทางหลุดพ้นสำหรับคนที่ยังดิ้นเร่า และตอนนั้นฉันเหมือนได้ตายสนิทไปกับการวิ่งไล่ไขว่คว้าความฝันที่ว่างเปล่าในป่าคอนกรีตแห่งนั้น


เจ้านายอัจฉริยะ สาวใช้ EQ สูง, บทที่ 8



“เจ้านายคะ เจ้านายจะตามวดีเข้าไปทำไม กลับบ้านไปเถอะค่ะ เลาจน์ที่นี่ไม่เหมาะกับคนแบบเจ้านายหรอก”
วดีรู้สึกหนักใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเดินทางมาถึงเลาจน์ ปราการบอกว่าจะตามเข้าไปด้วย
“แล้วเธอล่ะ มันก็ไม่เหมาะกับเธอเหมือนกัน เป็นเด็กเป็นเล็กริมาทำงานนั่งดริ๊งก์ ถ้าเป็นน้องสาวฉันหน่อยไม่ได้จะจับตีก้นเสียให้เข็ด”
ปราการว่า พร้อมกับชะโงกหน้าเข้าไปใกล้วดีที่นั่งทำหน้าพะอืดพะอม ไม่กล้าเปิดประตูลงจากรถ เพราะยังตกลงกับเจ้านายไม่ได้
“แล้วตกลงเจ้านายจะเข้าไปทำไม ถ้าไม่ดื่มก็กลับบ้านไปสิคะ”
“ก็บอกแล้วไงต่อไปนี้ฉันจะเป็นพ่อทูนหัวให้เธอ ก็ต้องดูแลกันหน่อยสิ” ชายหนุ่มยังยียวน เชยคางวดีขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวปัดมือเขาออกท่าทางเหมือนรำคาญเขาเสียเต็มประดา ปราการจับปลายคางวดีให้หันกลับมามอง
“ห้ามแต่งหน้าสวยนะ แต่งแบบจืดๆ น่ะทำได้ไหม?” เจ้านายหล่อนสั่งเสียงดุ
“มันจะมากไปแล้วนะคะเจ้านาย วดีจะแต่งสวยหรือแต่งแบบไหนมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย ในเมื่อมันเป็นหน้าของวดี”
หญิงสาวเริ่มออกอาการหงุดหงิด ปกติแต่ไหนแต่ไรหล่อนเป็นคนที่มีความอดทนสูงต่อทุกสถานการณ์ แต่พอมาเจอกับปราการ ทำเอาวดีปวดหัวแทบทุกวัน คิดไม่ถึงว่าเขาจะตามควบคุมชีวิตของหล่อนแม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว และเรื่องงานก็ไม่เว้น
“แต่เธอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตฉันแล้ว ฉันก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ” ปราการกล่าว เข้าใจความหมายอยู่คนเดียว แต่อีกฝ่ายกลับคิดไปอีกอย่าง
“ยังไงคะ ไม่ค่อยเข้าใจ วดีทำงานรับใช้คุณก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้านายจะมาเป็นเจ้าชีวิตของวดีนะคะ ถ้าเจ้านายขืนทำแบบนี้อีกวดีจะลาออกจริงๆ ด้วย”
“กล้ารึ ลองดูสิ” ปราการกล่าวเสียงลอดไรฟันพร้อมกับบีบคางของวดีเบาๆ แววตาเขาแฝงด้วยความไม่พอใจ
“วดีมีสิทธิ์ หนูไม่ใช่ทาสของคุณนะคะ”
“อย่าทำให้ฉันโมโหสิ” แววตาคู่นั้นดุขึ้นอีก ริมฝีปากปราการยื่นเข้าไปจนชิดริมฝีปากวดี หญิงสาวสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนระอุของเขา
“จะทำไมคะ?” ใจหญิงสาวเต้นแรงขึ้นเหมือนจะล่วงรู้ชะตากรรมของตัวเอง
“ฉันก็จะทำแบบนี้ไง”
ชายหนุ่มก้มลงบดขยี้ริมฝีปากหล่อนอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเปลี่ยนมาจูบอย่างช้าๆ อ่อนโยน ตะล่อมให้วดีสมยอมโดยไม่ขัดขืน ลิ้นของปราการตวัดเอาลิ้นนุ่มของหล่อนมาดูดนัวเนีย วดีได้แต่เคลิ้มเคลิบไปกับรสสัมผัสอันแปลกแปร่งนั้น
จูบแบบดูดดื่ม รสชาติเป็นแบบนี้เองสินะ ทั้งตื่นเต้นและน่าหลงใหล หรืออาจเป็นเพราะจูบนี้มาจากผู้ชายอย่างปราการ ผู้ชายที่ไม่เหมือนใคร ทั้งปากร้าย เผด็จการ เอาแต่ใจตัวเอง และชอบยุ่งเรื่องของหล่อนไปเสียทุกเรื่อง
“อย่าทำให้ฉันโกรธอีกรู้ไหม”
ปราการกระซิบบอกเสียงกระเส่า เมื่อถอนริมฝีปากออกทั้งที่ยังนึกเสียดาย ไม่แตกต่างจากวดีที่เวลานั้นหัวใจหล่อนเต้นแทบจะทะลุออกมานอกอก ริมฝีปากของปราการยังคลอเคลียอยู่ที่ริมฝีปากของหล่อน เตรียมพร้อมจะฉกงับทุกเมื่อ ทันทีที่หล่อนอ้าปากพูดกวนใจเขา
“ปล่อยได้แล้วค่ะ สายแล้ว วดีต้องเข้าไปทำงาน” หล่อนกล่าวอย่างระมัดระวัง พยายามไม่ให้ไปสะกิดต่อมโกรธของอีกฝ่าย
“ไปสิ เดี๋ยวฉันตามไป”
“คะ?” วดีคิดว่าปราการจะยอมปล่อยเธอไปดีๆ แล้วเสียอีก
หญิงสาวเปิดประตูลงจากรถ แล้วรีบเดินลิ่วเข้าไปในร้านทันที ได้แต่ภาวนาไม่ให้ปราการตามเข้าไปเหมือนที่บอก
“ลีลามาแล้วพวกเรา”
เหล่าสาวๆ นั่งดริ๊งก์สี่ห้ารายเหมือนจงใจมายืนดักรอคอยการมาของวดีอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ จนหญิงสาวนึกแปลกใจ
“มีอะไรหรือเปล่า ทำหน้าตื่นตกใจแบบนี้ใครเป็นอะไร?
วดีถาม แพรวพราวบีบมือหล่อน ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบถามเสียงเครียด
“พวกมาเฟียมาขอพบ มานั่งรอตั้งสองชั่วโมงตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ตอนนี้อยู่ที่ห้องวีวีไอพีห้องหมายเลขหนึ่ง เธอเผลอไปเหยียบตีนพวกมันเข้าหรือเปล่าถึงได้แห่กันมาเยอะเสียขนาดนี้”
“มาเฟีย” วดีทำหน้าครุ่นคิด ยังไม่ทันถามรายละเอียดอะไรต่อ มาม่าซังก็ร้องเรียกหล่อนเสียก่อน
“ลีลาตามฉันมานี่หน่อย”
วิภาวีกวักมือเรียกวดี ใบหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้คนอื่นๆ ยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกไม่สบายใจ รีบเร่งตามหลังวิภาวีไปทันที
“เกิดอะไรขึ้นคะมาม่า?
“ไปถึงก็คงรู้เองแหละ”
มาม่าซังกล่าว เพราะเธอเองก็ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด
พอเปิดประตูออก วดีมองเห็นชายฉกรรจ์ชาวญี่ปุ่นหกราย รูปร่างกำยำคล้ายกับซามูไรกำลังพากันยืนเป็นสองแถว ฝั่งละสามคน ทำหน้านิ่งขรึมเป็นรูปปั้นเหมือนไม่หายใจราวกับยืนคอยอารักขาใครบางคน
วดีหันไปเลิกคิ้วเหมือนตั้งคำถามกับมาม่าซัง ซึ่งอีกฝ่ายก็เอาแต่ยักไหล่ราวจะบอกทำนองว่า “ไม่รู้เหมือนกัน”
“ฮัลโหลพวกคุณต้องการพบฉันทำไมหรือคะ?” วดีถามขึ้นอย่างระมัดระวัง โลกนี้ช่างอยู่ยากขึ้นทุกวัน วดีแอบคิดในใจ ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็ล้วนแต่อันตราย แม้แต่อยู่ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ของปราการ เจ้านายก็คอยจ้องตามันวาวไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอกเตรียมขย้ำลูกแกะอย่างหล่อน แต่พอมาทำงานที่เลาจน์ก็ไม่รู้ว่าจะโดนลูกระเบิดปาใส่เมื่อไหร่ สารพัดอันตรายประดังเข้ามาหา วดีได้แต่เตรียมใจเตรียมกาย นึกว่ายังไงเสียวันนี้ก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรับศึกหนัก
“คนนิจิวะมินาโกะ
เสียงคุ้นหูดังขึ้นที่ประตู พอวดีหันกลับไปมองก็พบกับชายหนุ่มที่หล่อนช่วยนำส่งโรงพยาบาลเมื่อวาน เคนชิโรเดินเข้ามาหาวดี พร้อมกับโค้งคำนับอย่างนอบน้อม เมื่อเห็นผู้เป็นนายทำแบบนั้น ชายฉกรรจ์ทั้งหกก็รีบทำตามบ้าง
คนนิจิวะ คุณหนูมินาโกะ
วดีตกใจ ทำอะไรไม่ถูก รีบยกมือไหว้และโค้งคำนับในเวลาเดียวกัน
“สรุปว่าเธอรู้จักพวกเขาหรือลีลา?
วิภาวีกระซิบถามเบาๆ วดีพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะหันไปถามเคนชิโรที่กำลังยืนมองหล่อนอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยนต่างจากเมื่อวานลิบลับ
“คุณหายดีแล้วหรือคะถึงออกจากโรงพยาบาลมาได้แบบนี้”
“ผมหายแล้วครับ ผมอยากมาขอบคุณคุณ เพิ่งทราบว่าคุณทำงานอยู่ที่นี่ ยินดีที่ได้รู้จัก เมื่อวานผมยังไม่ได้แนะนำตัวเอง ผมชื่อ เคนชิโร จะมาบริหารงานโรงแรม ซากุระ เคน อินน์ ที่เมืองไทยเป็นเวลาหนึ่งปี หวังว่าพวกเราจะได้พบกันบ่อยๆ นะครับต่อไปนี้”
เคนชิโรกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จนวดีนึกประหลาดใจ ส่วนด้านวิภาวีนั้นถึงกับฉีกยิ้มเกือบถึงหูเมื่อได้ยินชายหนุ่มกล่าวถึงชื่อโรงแรมดังของชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย หล่อนเคยไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นที่นั่นมาแล้วครั้งหนึ่งร่วมกับผู้บริหารระดับสูงชาวญี่ปุ่นที่เป็นหุ้นส่วนของเลาจน์แห่งนี้ โรงแรมซากุระ เคน อินน์ นอกจากจะมีชื่อเสียงโด่งดังด้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำรับจากญี่ปุ่น ที่นั่นยังเป็นโรงแรมระดับห้าดาวซึ่งชาวญี่ปุ่นชอบแวะมาพักเมื่อเดินทางมาเยือนเมืองไทยเป็นประจำ
“แล้วไม่ทราบว่าคุณเคนชิโรทำงานตำแหน่งอะไรคะที่โรงแรมซากุระ เคน อินน์”
วิภาวีรู้สึกคันปากจึงโพล่งถามเพราะความอยากรู้อยากเห็น
“ผมจะมาเป็นผู้อำนวยการที่นั่นครับ วันเลี้ยงฉลองรับตำแหน่งคือวันจันทร์หน้า ผมอยากชวนทุกคนที่นี่ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองที่โรงแรมของเราด้วย ไม่ทราบว่าพวกคุณจะไปร่วมได้ไหมล่ะครับ ผมจะให้พนักงานขับรถนำรถมารับ?” ผู้อำนวยการหนุ่มกล่าว คาดหวังสูงว่าวดีจะไปได้ในวันนั้น
“ดะได้” วิภาวียังกล่าวไม่ทันจบประโยคประตูก็เปิดผางออกอย่างแรง
 “ไม่ได้! ยังไงก็ไปไม่ได้”
เสียงปราการดังขึ้นราวสายฟ้าผ่า ทำเอาทุกคนต่างผงะหันไปมองที่เขาเป็นสายตาเดียว เหล่าผู้อารักขาเคนชิโรถึงกับขยับตัวเตรียมคุ้มครองเจ้านาย
“มันเรื่องอะไรกันอีกล่ะเนี่ย”
วิภาวีรู้สึกตกใจและสับสนจนบอกไม่ถูก เมื่อปรากฏผู้ชายอีกคนโผล่เข้ามาป่วน
“คุณคือคนที่อยู่กับมินาโกะเมื่อวาน ผมจำได้ ขอบคุณครับที่อยู่เฝ้าผมเกือบทั้งคืน”
เคนชิโรหันไปกล่าวขอบคุณปราการ พร้อมกับโค้งคำนับอย่างสุภาพเหมือนที่กระทำต่อวดี ขณะที่ปราการได้แต่ยืนทำหน้างงกับความเข้าใจผิดของเคนชิโร คืนนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นเลย แต่เพราะวดีไม่ยอมกลับบ้าน เขาจึงต้องอยู่กับหล่อน
“อ่ามาม่าซังคะทางนี้เดี๋ยวลีขอจัดการเอง ไม่ต้องห่วงนะคะ มาม่ากลับไปทำงานต่อเถอะค่ะ”
วดีกล่าวตัดบท เนื่องจากไม่ต้องการให้วิภาวีมารับรู้เรื่องส่วนตัวของหล่อนกับปราการ วิภาวีได้แต่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก คาดเดาไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ระหว่างบุคคลทั้งสามคน แต่ก็ยอมออกไปจากห้องแต่โดยดี ปล่อยให้วดีเคลียร์ปัญหาเอง เพราะหล่อนเชื่อมั่นในฝีมือของเด็กสาวว่าจะสามารถรับมือได้ดี
“เจ้านายคะคุณเคนชิโรจะเดินทางมาเป็นผู้อำนวยการบริหารโรงแรมซากุระ เคน อินน์ ที่เมืองไทย เขาเชิญพวกเราไปร่วมงานเลี้ยงฉลองรับตำแหน่งวันจันทร์นี้ค่ะ” วดีหันไปรายงานเจ้านายที่เอาแต่ทำหน้าบูดบึ้งเหมือนไม่พอใจตลอดเวลา
“บอกว่าไม่ได้ ก็ไม่ได้สิ เธอเป็นคนของฉันจะแรดไปกับคนอื่นทำไม”
คำพูดของปราการงับปากวดี และปิดฉากการสนทนาของทุกฝ่ายลง บรรยากาศตึงเครียดเริ่มแผ่เข้ามาปกคลุมภายในห้อง วดีเสียศูนย์ไปเล็กน้อย เคนชิโรนั้นได้แต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่เข้าใจในสถานการณ์ระหว่างทั้งสอง รวมถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา
“ไม่ทราบว่าคุณเป็นผู้ปกครองของมินาโกะหรือครับ เป็นพี่ชาย หรือเป็นคุณลุงครับ?
เคนชิโรเอ่ยถามขึ้นอย่างระมัดระวังด้วยสำเนียงภาษาไทยไม่ชัดนัก ทำเอาวดีได้แต่กลั้นหัวเราะในคำพูดนั้น แต่ปราการแทบกระอักเลือดหันขวับไปจ้องสาวใช้สารพัดนึกของเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“หัวเราะอะไรมิทราบยัยบ๊อง?
“ก็คุณเคนชิโรเขาเฮ้ย! เจ้านายอย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นสิคะเดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดคิดว่าเจ้านายอายุห้าสิบกันพอดี ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว มาร้องเพลงคลายเครียดกันดีกว่าค่ะ มาสิคะนั่งก่อน เชิญคุณเคนชิโรด้วยค่ะ”
วดีดึงแขนปราการให้นั่งลงบนโซฟา แล้วกวักมือเรียกให้เคนชิโรที่ยืนวางตัวไม่ถูกให้นั่งลงตาม
“แล้วพวกพี่ๆ ก็นั่งด้วยสิคะ ยืนนานเดี๋ยวเมื่อยเอานะ” จากนั้นวดีก็หันไปร้องบอกหนุ่มๆ ร่างบึ้กผู้ตามมาคอยอารักขาเคนชิโรให้นั่งด้วยเช่นกัน แต่ดูเหมือนพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เข้าใจภาษาไทย ต่างก็หันมองหน้ากันไปมา จนผู้เป็นเจ้านายต้องร้องสั่งเป็นภาษาญี่ปุ่นให้นั่ง ชายฉกรรจ์ทั้งหกจึงทำตาม
พอควบคุมหนุ่มๆ ได้เรียบร้อย วดีจึงโทร.เรียกเหล่าเพื่อนสาวนั่งดริ๊งก์ที่ว่างอยู่ข้างนอกเข้ามาเอนเตอร์เทนลูกค้าช่วยอีกแรง เพราะคิดว่าลำพังเธอคนเดียวคงรับมือไม่ไหวแน่ แค่เจ้านายจอมเอาแต่ใจคนเดียวก็ทำเอาวดีปวดหัวแทบแย่
“เรียกมาทำไมเยอะแยะ แม่พวกนี้ท่าทางไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย” ปราการเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงใจต่อหน้าสาวนั่งดริ๊งก์สี่รายที่เพิ่งเข้ามาเสริม ทำเอาทุกคนได้แต่อ้าปากหวอ หันไปซุบซิบกันเบาๆ
“อีตาประธานคนนี้แหละที่เขาลือว่าปากกรรไกร ระวังไว้นะพวกเรา”
เสียงแพรวพราวแม้จะเบามาก แต่ก็ไม่รอดพ้นจากหูทิพย์ของปราการไปได้
“ว่าใครปากกรรไกรมิทราบครับ?
แพรวพราวกับเหล่าสาวนั่งดริ๊งก์อีกสามคนถึงกับสะดุ้งโหยง ทำตัวเล็กลีบไปตามๆ กัน วดีเห็นท่าไม่ดีจึงพูดหันเหความสนใจของทุกคนมาที่เธอ
เอาล่ะคะ ทุกคนมาสนุกกันดีกว่า พี่พราวคะรบกวนช่วยดูแลพวกพี่ๆ ด้วยนะคะ ก่อนที่พวกเราจะเล่นเกมทดสอบตบะกัน ก่อนอื่นเรามาร้องเพลงเพื่อละลายพฤติกรรมกันดีกว่านะ เริ่มจากใครดีน๊าที่จะเป็นคนร้องคนแรก…”
วดีสวมวิญญาณสาวนั่งดริ๊งก์จนทุกคนเริ่มคล้อยตาม แม้แต่ปราการยังพลอยตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้เมื่อหล่อนพูดถึงเกมทดสอบตบะ ทำให้เขานึกถึงวันแรกที่โดนหล่อนจู่โจมจูบแก้มนั้น ก็ยิ่งขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
คุณพี่ปราการคะ…”
เมื่อใครเข้ามาอยู่ภายในห้องทดสอบตบะแห่งนี้ ทุกคนก็เสมือนลูกค้าของลีลาที่หล่อนต้องคอยดูแลให้ความบันเทิงเท่าเทียมกัน ไม่เว้นแม้แต่ปราการซึ่งเป็นเจ้านายหล่อน
อะไร ผีเข้าสิงรึไงยัยบ๊อง?”
ปราการจ้องหน้าวดีภาคกลางคืน ซึ่งตอนนี้คือ ลีลา ด้วยความรู้สึกราวกับว่าหล่อนไม่ใช่วดีที่เขารู้จักอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นผู้หญิงอีกคนที่กร้านโลก และกำลังหลอกล่อเหล่าผีเสื้อผู้ชายทั้งหลายให้หลงเข้ามาติดกับ
หนูชื่อลีลาค่ะคุณพี่ ไม่ใช่ยัยบ๊องนะคะ แล้วนี่คุณพี่จะนั่งเฉยๆ เหมือนเมื่อวันก่อนไม่ได้แล้วนะคะ เพราะวันนี้พวกเราทั้งหมดกำลังจะระเบิดความมันส์ให้เต็มเหวี่ยงด้วยการลุกขึ้นเต้นกัน…”
ห๊ะ! เจ้านายไอคิวสูงสามร้อยได้แต่อ้าปากค้าง เพราะด้านการเต้น หรือการร้องเพลงนั้นไม่มีบันทึกไว้ในสมองหยักไหนของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
ถ้าพร้อมแล้ว พี่พราวเพลงมาโลด…”
วดีร้องบอกแพรวพราวที่เตรียมพร้อมเปิดเพลงคาราโอเกะ พอเพลงลูกทุ่งจังหวะเร้าใจระเบิดดัง ทุกคนต่างยืนขึ้นเริ่มโยกตัวเต้นไปตามเสียงเพลง มีเพียงก็แค่ปราการเท่านั้นที่นั่งมองคนอื่นๆ เหมือนหลงเข้ามาในโลกแปลกหน้าไม่คุ้นเคย วดีหันไปดึงแขนเจ้านายหนุ่มให้ลุกขึ้นยืน กระซิบบอกเขาข้างหู
เต้นสิคะคุณพี่ ถ้าเต้นเดี๋ยวลีจะให้รางวัลหลังเพลงจบคำพูดของลีลาสาวยั่วสวาทกระตุกหัวใจชายหนุ่มปากกรรไกรเต้นโครมคราม
รางวัลอะไรกันน่ะ?” ขาของปราการเริ่มขยับตามคนอื่นๆ บ้างเล็กน้อย
แล้วคุณพี่อยากได้อะไรล่ะคะ?”
ลีลากระซิบถาม น้ำเสียงยั่วเย้า
อยากได้คุณน้องปราการว่าอย่างที่ใจคิด ลีลานิ่งชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะรับมุกให้เขาอย่างขันๆ
คุณน้องไม่รับออฟนะคะ เอนเตอร์เทนแค่ในห้องนี้จบก็กลับบ้านค่ะ ไม่ไปต่อกับลูกค้า
อย่างงั้นรึ ทำไมล่ะ?” ปราการยังแกล้งถามยียวน อยากปั่นหัวแม่สาวนั่งดริ๊งก์เล่นดูสักตั้ง
ก็ไม่ทำไมหรอกค่า เพราะลีลามีกฎของลีลา
ลีลายังฝืนทนไปเรื่อยๆ จู่ๆ เคนชิโรก็เข้ามาโค้งคำนับลีลา ขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสอง
เต้นกับผมไหมครับมินาโกะ?”
เขากล่าว พลางยื่นมือให้ลีลาจับ ปราการหันขวับไปจ้องหนุ่มแดนซากุระตาเขม็ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนมองดูลีลาเต้นคู่กับเคนชิโรอย่างเข้าขากันราวกับคู่รัก ยิ่งเห็นลูกน้องสาวหัวเราะและยิ้มให้กับอีกฝ่าย ปราการก็ยิ่งนึกหมั่นไส้และไม่พอใจที่เห็นทั้งคู่ดูมีความสุขราวกับว่าโลกนี้มีเพียงแค่พวกเขาอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
เมื่อความหลงและอารมณ์หึงหวงเข้าครอบงำ ตอนนั้นปราการทำได้ทุกอย่าง ชายหนุ่มเดินดุ่มๆ เข้าไปดึงแขนลีลามาจากเคนชิโรอย่างอุกอาจ ทำเอาทุกคนที่อยู่ภายในห้องหันมองทั้งสามเป็นตาเดียว
เคนชิโรออกอาการไม่พอใจนิดๆ ที่ปราการแสดงกิริยาไม่สุภาพแบบนั้น ลีลาจ้องมองปราการที่มองมาด้วยแววตาดุดันเหมือนไม่พอใจ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากต่อว่าที่เขาเสียมารยาท ปราการก็ประเคนจูบลีลาต่อหน้าต่อตาทุกคนที่อยู่ภายในห้องอย่างเผ็ดร้อน เหล่าสาวๆ ต่างพากันร้องวี้ดว๊ายขึ้นพร้อมกัน ทั้งอิจฉาและตกตะลึงในการกระทำของปราการ
ส่วนเคนชิโรนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดูเหมือนจะช็อกอยู่ชั่วขณะ ไม่เคยนึกมาก่อนว่าผู้หญิงที่เขาแอบหมายปองจะมีผู้ชายอีกคนสนใจเช่นกัน
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือฟาดเข้าที่ใบหน้าปราการอย่างแรง ยิ่งสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะเพื่อนๆ ของลีลา เพราะปกติแล้วลีลาไม่เคยกระทำการรุนแรงแบบนี้กับลูกค้า แม้จะถูกลวนลามบ้างในบางโอกาส แต่หล่อนก็มักจะมีวิธีทำให้ลูกค้าสยบได้ด้วยวิธีบัวไม่ให้ชํ้า นํ้าไม่ให้ขุ่น
มากเกินไปแล้วค่ะคุณพี่ ที่ตบเมื่อกี้ถือว่าหายกันนะคะลีลากล่าว พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้แก้มปราการอย่างควบคุมอารมณ์
ลีลาจะโกรธไม่ได้นะวดีบอกอีกภาคของตัวเอง อดทนสิ เพราะเส้นทางนี้เธอเป็นคนเลือกเอง
อดทนต่อไปสิวดีกระซิบบอกลีลาที่กำลังอ่อนแอลง ปราการจ้องมองลีลาในร่างวดีด้วยหัวใจสับสน เขารู้สึกเจ็บแปลบปลาบไปทั้งหัวใจเมื่อมองเห็นแววตาเฉยชาคู่นั้น
วดีอยู่ไหนกันนะ เด็กสาวที่เคยเชื่อฟังเขา และน่าทะนุถนอมคนนั้น
เธอเป็นใครกันแน่?”
ปราการเอ่ยถามอย่างคนที่กำลังสูญเสียและผิดหวัง ลีลากลับคืนมาเข้มแข็งขึ้น จ้องมองเขาอย่างนางมารน้อย
ถามอะไรเช่นนั้นล่ะคะคุณพี่
เธอไม่ใช่เด็กคนนั้น คนที่ฉันรู้จักเมื่อตอนกลางวัน
ปราการกล่าว ก่อนจะล้วงเอากระเป๋าสตังค์ออกมา แล้วหยิบธนบัตรทั้งหมดที่มีอยู่ในนั้นโยนใส่หน้าลีลา จนธนบัตรปลิวว่อนในอากาศ กลิ่นเหม็นสาบของเงินโชยคละคลุ้งไปทั่วห้อง เหล่าสาวๆ นั่งดริ๊งก์ต่างหลงสูดอัดมันเข้าไปด้วยท่าทางหลงใหล ยกเว้นเพียงลีลาที่กำลังหลั่งน้ำตาให้กับมัน
จากนั้นปราการก็หันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจไยดี ทุกคนได้แต่ยืนนิ่งงันราวถูกสาป ทุกอย่างปิดฉากลงอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครกล้าปริปากพูดคุย
วดีได้สติวิ่งตามเจ้านายหล่อนออกไปที่ลานจอดรถ ปราการกำลังเคลื่อนรถออกจากร้านด้วยดวงใจเจ็บปร่า วดีร้องเรียกเขาด้วยหัวใจเจ็บปวดไม่แตกต่างกัน
เจ้านายคะ…”
ชายหนุ่มไม่ได้หันไปแยแสกับเสียงเรียกนั้น เวลานั้นทั้งเจ็บปวดระคนอับอาย ไม่นึกว่าเขาจะบ้าถึงเพียงนี้ หลงสาวนั่งดริ๊งก์จนหัวปักหัวปำ สุดท้ายก็ถูกหล่อนย่ำยีศักดิ์ศรีอย่างไม่มีชิ้นดี
ถนนยามราตรีสายนั้นมองดูทอดยาวสุดลูกหูลูกตา วดีในคราบของลีลาได้แต่ยืนมองไฟท้ายรถของปราการวิ่งหายลับไปด้วยหัวใจสั่นกลัว
เขาจากไปแล้วเจ้านายของหล่อน ผู้ชายปากร้ายที่ค่อยๆ เหยียบย่างเข้ามาในหัวใจของผู้หญิงสองบุคลิกทั้งลีลาและวดีโดยไม่รู้สึกตัว

เจ้านายอัจฉริยะ สาวใช้ EQ สูง (ตอนที่ 7, 2/2)



ตอนที่  7, 2/2


         “คุณแม่หิวไหมครับ นี่ก็เกือบหกโมงแล้ว เดี๋ยวผมจะพาคุณแม่ไปทานอาหารร้านโปรดที่คุณแม่เคยไป วดีไปด้วยกันนะ”
         กล่าวกับมารดาเสร็จ ปราการก็หันไปถามวดีที่เอาแต่นั่งทื่อเหมือนโดนปราการแย่งบทไปเล่นจนหมด บทของหล่อนจึงมีเพียงแต่พยักหน้าคล้อยตามเขาอย่างเดียว
        “ดีมาก วันนี้วันดี ไหนๆ พวกเราก็มาอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว ไปกินข้าวด้วยกันดีกว่า”
       ปราการพูดเองเออเองเสร็จสรรพ หญิงสองวัยได้แต่ทำหน้างงๆ

***********

       “เจ้านายจะสองทุ่มแล้ว วดีต้องขอตัวไปทำงานแล้วนะคะ”
        วดีกระซิบกระซาบกับปราการระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารที่ภัตตาคารชื่อดังแห่งหนึ่ง
        “มีอะไร ซุบซิบอะไรกัน?”
         คุณหญิงประณีตอดตั้งคำถามด้วยความสงสัยไม่ได้เมื่อเห็นว่าที่ลูกสะใภ้มีท่าทางหลุกหลิก
        “ปะ เปล่าครับคุณแม่ พอดีวดีอยากไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวผมจะไปเป็นเพื่อนเธอสักหน่อย คุณแม่ก็นั่งทานอาหารไปพลางๆ ก่อนนะครับเดี๋ยวพวกเรากลับมา”
         ปราการโกหกมารดา จากนั้นก็ฉุดมือวดีให้ลุกเดินตามไปด้านนอกด้วยกัน
        “นับวันฉันจะกลายเป็นคนตอแหลเหมือนเธอเข้าไปทุกที ทั้งหมดนี้ก็เพราะเธอยัยบ๊อง”
         ปราการต่อว่าวดีทันทีที่ออกมายืนคุยกันด้านนอกภัตตาคาร วดีได้แต่ทำหน้างง นึกไม่ออกว่าเคยทำตอแหลเมื่อไหร่ เพราะที่ผ่านๆ มาก็มีแต่ปราการตอแหลอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งพยายามจะโน้มน้าวให้หล่อนแสดงละครตบตามารดาของเขาบ้างล่ะ และยังแต๊ะอั๋งหล่อนสารพัด ทำให้วดีรู้สึกสับสน ไม่รู้ว่างานนี้ใครกันแน่ที่ตอแหลขั้นเทพ
        “วดีเปล่านี่คะ ตลอดเวลาก็มีแต่เจ้านายแสดงอยู่คนเดียว งั้นเอาเป็นว่าวดีไม่รับเงินค่าจ้างวันนี้ก็แล้วกัน สองทุ่มกว่าแล้ววดีต้องไปทำงานแล้วค่ะ”
       “เธอจะบ้ารึไง จะทิ้งฉันไปแบบนี้รึ แล้วถ้าเกิดแม่ฉันถามขึ้นมาจะตอบยังไง แผนฉันก็แตกหมดน่ะสิ มีสมองซะเปล่าหัดคิดแบบมีชั้นเชิงซะบ้าง จะได้ฉลาดแบบฉันยัยบ๊อง”
        ปราการใช้นิ้วจิ้มเข้าที่หน้าผากวดีจนหน้าหงายไปด้านหลังเล็กน้อย
        “หมดหน้าที่วดีแล้วนี่คะ เจ้านายก็กินข้าวกับคุณแม่ของเจ้านายไปสิ จะมารั้งวดีไว้ทำไม เดี๋ยววดีจะเข้าไปลาคุณแม่คุณแล้วค่อยไปทำงาน ส่วนเรื่องเงินค่าจ้างวดีไม่รับก็ได้”
         พูดจบวดีก็สะบัดตูดเดินเข้าไปด้านในทันที ปราการได้แต่ยืนเกาหัวแควกๆ หงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
         “คุณแม่คะวดีต้องขอโทษด้วยค่ะ บังเอิญว่ามีโทรศัพท์เข้ามา วดีมีงานด่วนต้องกลับไปสะสาง ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ”
         วดีกล่าวอย่างนอบน้อมและรู้สึกผิด คุณหญิงได้แต่ทำหน้างง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ระหว่างบุตรชายกับว่าที่ลูกสะใภ้ ยังไม่ได้ทำความรู้จักกันดีเท่าไหร่หล่อนก็จะจากไปเสียแล้ว
        “หนูไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่านี่ หรือถูกลูกชายฉันว่าอะไรมาถึงได้รีบกลับแบบนี้”
         “ปะ เปล่าค่ะ วดีมีธุระด่วนต้องรีบกลับไปทำจริงๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณแม่และพี่เขาเลยค่ะ จริงไหมคะพี่?” วดีหันไปทางปราการที่เดินเข้ามาโอบกอดไหล่วดี พร้อมกับบีบเบาๆ
         “จริงครับคุณแม่ พอดีวดีมีงานด่วนเข้ามาต้องรีบกลับไป เอาไว้วันหลังผมจะพาวดีไปเยี่ยมคุณแม่ที่บ้านนะครับ” ปราการว่า คุณหญิงได้แต่พยักหน้าเข้าใจ
          “น่าเสียดาย แม่ยังไม่ได้ถามไถ่เรื่องของหนูเลย เอ้า เอาไว้สัปดาห์หน้าจะมีงานปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการเข้ารับตำแหน่งของปราการ วดีก็ต้องมาด้วยนะหนู” คุณหญิงประณีตกล่าวเชิญวดีไปด้วยในตัว หญิงสาวหันไปมองเจ้านายที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตาเป็นประกาย
         “ต้องมาอยู่แล้วล่ะครับ ก็วดีเป็นแฟนผมทั้งคน แล้วคุณแม่จะกลับเลยไหมล่ะครับ ผมจะได้โทร.เรียกให้คนขับรถมารอรับที่หน้าภัตตาคารเลย เพราะผมต้องไปส่งวดีต่อ”
         ปราการเอ่ยถามมารดา ซึ่งเวลานั้นนางก็เตรียมตัวลุกพอดี
        “ไปสิ แม่จะอยู่ทำไมที่นี่คนเดียวล่ะในเมื่อพวกลูกก็กลับกันหมดแบบนี้”
         คุณหญิงกล่าว ทำให้วดีรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก พอเดินไปส่งคุณหญิงประณีตที่รถหน้าภัตตาคาร เรียบร้อย วดีจึงหันมาบอกลาเจ้านายหล่อนแบบรีบๆ เพราะเวลานั้นก็จวนจะสามทุ่มเข้าไปแล้ว
         “วดีต้องรีบไปแล้วค่ะเจ้านาย กลับบ้านดีๆ นะคะ”
         “ฉันจะไปส่ง ไปขึ้นรถสิ”
         ปราการกล่าว วดีจ้องมองเจ้านายเหมือนไม่ไว้ใจ
        “ทำไม กลัวฉันจะไปป่วนร้านเธอเหมือนวันแรกหรือไง?”
        “เอ่อ…” วดีเริ่มลังเล ปราการฉุดแขนหล่อนให้เดินตามไปที่รถด้วยกันโดยไม่รอฟังคำตอบ
        “ต่อไปนี้ฉันจะเป็นพ่อทูนหัวให้เธอเอง รอรับฟังคำสั่งของพ่อทูนหัวคนนี้ให้ดีๆ ก็แล้วกันนะเด็กน้อย”
          คำพูดของเจ้านายจอมเผด็จการชกปากวดีแทบล้มทั้งยืน ทั้งมึนตึ้บและสงสัยอย่างหนักทำไมเจ้านายจึงชอบมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของหล่อนเสียนักน๊า…ชะรอยโจทย์ข้อนี้หล่อนคงจะแก้ยากเป็นแน่แท้งานนี้…

เจ้านายอัจฉริยะ สาวใช้ EQ สูง, (ตอนที่ 7 1/2)

   

             

ตอนที่ 7 1/2

               
                “ปราการทางนี้ลูก”
               เสียงเรียกดังมาจากร้านกาแฟใกล้ล็อบบี้ของโรงแรม ปราการถอนหายใจเบาๆ เมื่อมองไปเห็นมารดากำลังนั่งอยู่กับหญิงสาวนางหนึ่ง นัยว่าเป็นบุตรสาวคนเดียวของนักธุรกิจเจ้าของโรงแรมที่กำลังขยายสาขาไปต่างประเทศ มารดาจึงหมายมั่นปั้นมือต้องการให้เขาแต่งงานกับตระกูลของหล่อน เพราะเห็นว่าทำธุรกิจโรงแรมเหมือนกัน
              “เจ้านายคะ…”
             วดีรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีเมื่อมองเห็นมารดาของปราการ
             “บอกแล้วไงห้ามเรียกเจ้านาย เริ่มแสดงตามบทของเธอเร็วสิ” ปราการหันไปกระซิบกระซาบกับวดีที่เอาแต่เดินหลบอยู่ด้านหลังเขา
            “ตอนนี้เลยหรือคะ?”
            “ใช่สิ ถ้าไม่ตอนนี้ แล้วเธอจะเริ่มพรุ่งนี้รึไง นึกว่ามีสมองมากกว่านี้เสียอีก”
             เจ้านายหล่อนกล่าวแดกดันเบาๆ ทำเอาคนฟังถึงกับสะอึก เมื่อไม่เห็นวดีลงมือเสียที ปราการจึงคว้ามือหล่อนมากุมไว้หมับ วดีสะดุ้งเล็กน้อย จ้องมองเจ้านายหัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ เขาประสานฝ่ามือเข้ากับฝ่ามือของหล่อนแนบแน่น
            “ที่รัก พร้อมรึยัง?”
             ปราการหันมาขยิบตาให้แฟนสาวกำมะลอ ขณะที่วดีได้แต่ทำหน้าเจื่อน พยักหน้าหงึกๆ นึกทึ่งในตัวเจ้านายที่แสดงบทบาทได้ดีเสียยิ่งกว่าสาวนั่งดริ๊งก์อย่างหล่อนเสียอีก
            “สวัสดีครับแม่ ขอโทษด้วยที่ให้รอนาน พอดีผมแวะไปรับแฟนมาด้วยระหว่างทางเลยเดินทางมาช้าหน่อย วดีนี่คุณแม่ของพี่ไหว้ท่านเสียสิ นี่วดีว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่ในอนาคตไงครับ”
             ปราการกล่าวทักทาย พร้อมกับพังทลายฝันหวานของมารดาลงในเวลาเดียวกัน
             คุณหญิงประณีตได้แต่อ้าปากค้างเมื่อบุตรชายแนะนำวดีให้รู้จักในฐานแฟนสาว ไม่แตกต่างจากสาวสวยที่นั่งอยู่ข้างๆ
            “อะ…อะไรนะ เมื่อกี้ลูกว่าไงนะ?”
            คุณหญิงประณีตกะพริบตาปริบๆ หันมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ บุตรชายด้วยไม่เชื่อหูตัวเอง
             “สวัสดีค่ะคุณแม่ หนูชื่อวดีค่ะ”
            วดีเริ่มแสดงบทละครบ้าง ด้วยการกล่าวแนะนำตัวเองและยกมือไหว้สวัสดีผู้เป็นมารดาของปราการ คุณหญิงประณีตทำหน้าเหวี่ยงใส่วดี พร้อมกับกล่าวเสียงกระแทกแดกดันเหมือนเจ้านายหล่อนไม่มีผิดเพี้ยน
            “เอากองไว้ตรงนั้นแหละ โอย…ฉันอยากจะเป็นลม ลูกฉันไปคว้าเอาผู้หญิงจากที่ไหนมาเป็นแฟนกันล่ะเนี่ย”
             คุณหญิงยกมือกุมขมับ ปวดหัวจี๊ดๆ เหมือนจะเป็นลมขึ้นมาทันที ส่วนสาวสวยที่นั่งข้างๆ ก็ได้แต่ทำท่ากระฟัดกระเฟียดเหมือนไม่พอใจ รู้สึกเสียหน้าอย่างแรง จนต้องลุกวิ่งหนีไปอย่างเร็ว แม้คุณหญิงประณีตจะร้องเรียกไว้ แต่หญิงสาวผู้นั้นก็ไม่ยอมหันกลับมามอง เพราะทนอับอายขายหน้าไม่ไหว
            “ทำไมลูกถึงเป็นคนแบบนี้ ถ้ามีแฟนอยู่แล้วทำไมไม่บอกกล่าวแม่บ้าง ปล่อยให้แม่นัดผู้หญิงมาดูตัวเก้อ แล้วทีนี้ครอบครัวฝ่ายหญิงเขาจะมองแม่ยังไงกันล่ะทีนี้ ตระกูลเราต้องเสื่อมเสียก็เพราะการกระทำไม่คิดของลูกนี่แหละ”
             คุณหญิงประณีตต่อว่าบุตรชายคนโตเสียยกใหญ่ที่เขาไม่เคยปฏิบัติตามคำสั่งของนางแม้เพียงสักครั้งเดียว
            “เฮ้อ! “
             นึกแล้วก็โมโหตัวเองที่นางเลี้ยงเขาแบบตามใจมากเกินไปตั้งแต่เด็กจึงทำให้ปราการกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองมาตลอด แถมยังปากร้าย ลอกเลียนแบบนางมาทุกกระเบียดนิ้ว
            “จะเสื่อมเสียอะไรกันนักหนาครับคุณหญิง ผมไม่ได้ไปฆ่าแกงใครสักหน่อย ก็แค่พาเมียมาแนะนำให้รู้จัก ดีเสียอีกฝ่ายโน้นเขาจะได้รู้ และไม่ต้องหวังลมๆ แล้งๆ อีก”
             ปราการกล่าว พลางนั่งลงตรงข้ามมารดา แล้วหันไปดึงแขน “เมีย” ให้นั่งลงข้างๆ พร้อมกับโอบกอดไหล่วดีเสียแน่นหนึบ
             วดีได้แต่ทำหน้าเอ๋อ จ้องมองเจ้านายสลับกับมารดาของเขาต่อปากต่อคำกันไปมา

             “แล้วนี่เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใคร มาจากตระกูลไหน เรียนจบอะไร แล้วตอนนี้ทำงานรึยัง ฉันมองยังไงลูกกับหล่อนก็ไม่เห็นจะคู่ควรกันสักนิด ดูๆ ไปยังกะพ่อกับลูก”
              น้ำสียงคุณหญิงประณีตเหมือนจะตำหนิบุตรชายของนางเสียมากกว่าตำหนิฝ่ายหญิง
             “คุณแม่ก็พูดเข้าไปนั่น ผมเพิ่งย่าง 34 จะเป็นพ่อวดีได้ยังไงกันล่ะครับ จริงไหมที่รัก?”
               ปราการหันไปถามวดีที่เอาแต่นั่งยิ้มแหย เวลานั้นนึกอยากถอนตัวออกจากบทเมียของปราการขึ้นมาทันที เพราะเจ้านายหล่อนเล่นบทโอบกอดไม่ยอมปล่อย จนวดีต้องแกล้งบอกเสียงเบา
           “โอ๊ย! ร้อนจังเลยนะคะที่นี่”
             วดีแกล้งร้องขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของสองแม่ลูก พลางขยับตัวออกห่างจากเจ้านายที่เอาแต่แต๊ะอั๋งไม่เลิก
            “อ้าว! เธอก็ขี้ร้อนเหมือนฉันรึเนี่ย ฉันคิดว่ามีฉันคนเดียวที่ร้อน โรงแรมเราแอร์เสียหรือเปล่าลูก ทำไมมันถึงร้อนแบบนี้ล่ะ?”
             คุณหญิงประณีตถาม ปราการนั่งมองผู้หญิงสองวัยพัดโบกสะบัดมือไปมาแล้วก็นึกขัน
            “แม่น่ะเป็นวัยทอง ผมพอจะเข้าใจ แต่วดีเธออายุยังไม่เยอะทำไมถึงรีบเป็นวัยทองเหมือนแม่ของพี่เสียแล้วล่ะ?”
             ปราการพูดตามที่คิด ทำเอาผู้เป็นมารดากับวดีหันขวับไปมองชายหนุ่มปากกรรไกรด้วยความรู้สึกจุกอกจนพูดไม่ออก
           “ฉันไม่น่าคลอดแกออกมาเล้ย ปากแกนี่ถ้าไม่พูดแดกดันคนอื่นสักวัน ฉันจะไปรำถวายที่ศาลพระพรหมเจ็ดวันเจ็ดคืนให้เลยเอ้า” มารดาของเขากล่าว พร้อมกับทำหน้าเหวี่ยงใส่เข้าให้
           “โถๆ คุณหญิงแม่ครับ พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ เพราะคนที่เลี้ยงดูและสอนผมก็คือคุณหญิงนะครับ ผมเป็นแบบนี้ไม่ดีหรือไงครับ ผู้ชายปากกับใจตรงกันหายากจะตาย หรือจะให้ผมเป็นผู้ชายประเภทพูดต่อหน้าอีกอย่าง ลับหลังทำอีกอย่างเหมือนคุณป๊ะป๋า…”
           ปราการหลุดคำว่าป๊ะป๋าออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าคุณหญิงประณีตเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดในทันที
            พอรู้ตัวว่าทำพลาด ชายหนุ่มรีบลุกเดินเข้าไปหามารดาที่เอาแต่นั่งตีหน้าเศร้า นึกน้อยใจที่ตัวเองด้อยวาสนาในด้านคู่ครอง เพราะครั้งเมื่อสามียังมีชีวิตอยู่เขาแอบไปมีภรรยาน้อยไปทั่ว แถมยังโกหกนางด้วยคำพูดหวานๆ ตลอดเวลา พอสิ้นสามีจึงรู้ภายหลังว่าสามีมีเมียเก็บหลายสิบคน จนนางต้องใช้เงินปิดปากบรรดาเมียเก็บเหล่านั้นให้เก็บเป็นความลับเพื่อไม่ให้ลูกๆ รู้ความจริง ยกเว้นก็แต่ปราการที่ล่วงรู้เพราะเขาฉลาดและอ่านเกมขาด ไม่มีเรื่องอะไรที่ปิดบังเขาได้เลย
            เพราะสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องมาจากสามีไม่ซื่อสัตย์ต่อนาง คุณหญิงประณีตจึงพยายามสั่งสอนบุตรชายคนโตไม่ให้เอาเยี่ยงอย่างบิดาตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือนว่านางจะสอนเขาเข้มงวดมากเกินไปในเรื่องความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น นิสัยของปราการจึงค่อนข้างตรงเป็นไม้บรรทัดแบบนี้