เจ้านายอัจฉริยะ สาวใช้ EQ สูง (ตอนที่ 7, 2/2)


ตอนที่  7, 2/2

         “คุณแม่หิวไหมครับ นี่ก็เกือบหกโมงแล้ว เดี๋ยวผมจะพาคุณแม่ไปทานอาหารร้านโปรดที่คุณแม่เคยไป วดีไปด้วยกันนะ”
         กล่าวกับมารดาเสร็จ ปราการก็หันไปถามวดีที่เอาแต่นั่งทื่อเหมือนโดนปราการแย่งบทไปเล่นจนหมด บทของหล่อนจึงมีเพียงแต่พยักหน้าคล้อยตามเขาอย่างเดียว
        “ดีมาก วันนี้วันดี ไหนๆ พวกเราก็มาอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว ไปกินข้าวด้วยกันดีกว่า”
       ปราการพูดเองเออเองเสร็จสรรพ หญิงสองวัยได้แต่ทำหน้างงๆ

***********

       “เจ้านายจะสองทุ่มแล้ว วดีต้องขอตัวไปทำงานแล้วนะคะ”
        วดีกระซิบกระซาบกับปราการระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารที่ภัตตาคารชื่อดังแห่งหนึ่ง
        “มีอะไร ซุบซิบอะไรกัน?”
         คุณหญิงประณีตอดตั้งคำถามด้วยความสงสัยไม่ได้เมื่อเห็นว่าที่ลูกสะใภ้มีท่าทางหลุกหลิก
        “ปะ เปล่าครับคุณแม่ พอดีวดีอยากไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวผมจะไปเป็นเพื่อนเธอสักหน่อย คุณแม่ก็นั่งทานอาหารไปพลางๆ ก่อนนะครับเดี๋ยวพวกเรากลับมา”
         ปราการโกหกมารดา จากนั้นก็ฉุดมือวดีให้ลุกเดินตามไปด้านนอกด้วยกัน
        “นับวันฉันจะกลายเป็นคนตอแหลเหมือนเธอเข้าไปทุกที ทั้งหมดนี้ก็เพราะเธอยัยบ๊อง”
         ปราการต่อว่าวดีทันทีที่ออกมายืนคุยกันด้านนอกภัตตาคาร วดีได้แต่ทำหน้างง นึกไม่ออกว่าเคยทำตอแหลเมื่อไหร่ เพราะที่ผ่านๆ มาก็มีแต่ปราการตอแหลอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งพยายามจะโน้มน้าวให้หล่อนแสดงละครตบตามารดาของเขาบ้างล่ะ และยังแต๊ะอั๋งหล่อนสารพัด ทำให้วดีรู้สึกสับสน ไม่รู้ว่างานนี้ใครกันแน่ที่ตอแหลขั้นเทพ
        “วดีเปล่านี่คะ ตลอดเวลาก็มีแต่เจ้านายแสดงอยู่คนเดียว งั้นเอาเป็นว่าวดีไม่รับเงินค่าจ้างวันนี้ก็แล้วกัน สองทุ่มกว่าแล้ววดีต้องไปทำงานแล้วค่ะ”
       “เธอจะบ้ารึไง จะทิ้งฉันไปแบบนี้รึ แล้วถ้าเกิดแม่ฉันถามขึ้นมาจะตอบยังไง แผนฉันก็แตกหมดน่ะสิ มีสมองซะเปล่าหัดคิดแบบมีชั้นเชิงซะบ้าง จะได้ฉลาดแบบฉันยัยบ๊อง”
        ปราการใช้นิ้วจิ้มเข้าที่หน้าผากวดีจนหน้าหงายไปด้านหลังเล็กน้อย
        “หมดหน้าที่วดีแล้วนี่คะ เจ้านายก็กินข้าวกับคุณแม่ของเจ้านายไปสิ จะมารั้งวดีไว้ทำไม เดี๋ยววดีจะเข้าไปลาคุณแม่คุณแล้วค่อยไปทำงาน ส่วนเรื่องเงินค่าจ้างวดีไม่รับก็ได้”
         พูดจบวดีก็สะบัดตูดเดินเข้าไปด้านในทันที ปราการได้แต่ยืนเกาหัวแควกๆ หงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
         “คุณแม่คะวดีต้องขอโทษด้วยค่ะ บังเอิญว่ามีโทรศัพท์เข้ามา วดีมีงานด่วนต้องกลับไปสะสาง ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ”
         วดีกล่าวอย่างนอบน้อมและรู้สึกผิด คุณหญิงได้แต่ทำหน้างง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ระหว่างบุตรชายกับว่าที่ลูกสะใภ้ ยังไม่ได้ทำความรู้จักกันดีเท่าไหร่หล่อนก็จะจากไปเสียแล้ว
        “หนูไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่านี่ หรือถูกลูกชายฉันว่าอะไรมาถึงได้รีบกลับแบบนี้”
         “ปะ เปล่าค่ะ วดีมีธุระด่วนต้องรีบกลับไปทำจริงๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณแม่และพี่เขาเลยค่ะ จริงไหมคะพี่?” วดีหันไปทางปราการที่เดินเข้ามาโอบกอดไหล่วดี พร้อมกับบีบเบาๆ
         “จริงครับคุณแม่ พอดีวดีมีงานด่วนเข้ามาต้องรีบกลับไป เอาไว้วันหลังผมจะพาวดีไปเยี่ยมคุณแม่ที่บ้านนะครับ” ปราการว่า คุณหญิงได้แต่พยักหน้าเข้าใจ
          “น่าเสียดาย แม่ยังไม่ได้ถามไถ่เรื่องของหนูเลย เอ้า เอาไว้สัปดาห์หน้าจะมีงานปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการเข้ารับตำแหน่งของปราการ วดีก็ต้องมาด้วยนะหนู” คุณหญิงประณีตกล่าวเชิญวดีไปด้วยในตัว หญิงสาวหันไปมองเจ้านายที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตาเป็นประกาย
         “ต้องมาอยู่แล้วล่ะครับ ก็วดีเป็นแฟนผมทั้งคน แล้วคุณแม่จะกลับเลยไหมล่ะครับ ผมจะได้โทร.เรียกให้คนขับรถมารอรับที่หน้าภัตตาคารเลย เพราะผมต้องไปส่งวดีต่อ”
         ปราการเอ่ยถามมารดา ซึ่งเวลานั้นนางก็เตรียมตัวลุกพอดี
        “ไปสิ แม่จะอยู่ทำไมที่นี่คนเดียวล่ะในเมื่อพวกลูกก็กลับกันหมดแบบนี้”
         คุณหญิงกล่าว ทำให้วดีรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก พอเดินไปส่งคุณหญิงประณีตที่รถหน้าภัตตาคาร เรียบร้อย วดีจึงหันมาบอกลาเจ้านายหล่อนแบบรีบๆ เพราะเวลานั้นก็จวนจะสามทุ่มเข้าไปแล้ว
         “วดีต้องรีบไปแล้วค่ะเจ้านาย กลับบ้านดีๆ นะคะ”
         “ฉันจะไปส่ง ไปขึ้นรถสิ”
         ปราการกล่าว วดีจ้องมองเจ้านายเหมือนไม่ไว้ใจ
        “ทำไม กลัวฉันจะไปป่วนร้านเธอเหมือนวันแรกหรือไง?”
        “เอ่อ…” วดีเริ่มลังเล ปราการฉุดแขนหล่อนให้เดินตามไปที่รถด้วยกันโดยไม่รอฟังคำตอบ
        “ต่อไปนี้ฉันจะเป็นพ่อทูนหัวให้เธอเอง รอรับฟังคำสั่งของพ่อทูนหัวคนนี้ให้ดีๆ ก็แล้วกันนะเด็กน้อย”
          คำพูดของเจ้านายจอมเผด็จการชกปากวดีแทบล้มทั้งยืน ทั้งมึนตึ้บและสงสัยอย่างหนักทำไมเจ้านายจึงชอบมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของหล่อนเสียนักน๊า…ชะรอยโจทย์ข้อนี้หล่อนคงจะแก้ยากเป็นแน่แท้งานนี้…

เจ้านายอัจฉริยะ สาวใช้ EQ สูง, (ตอนที่ 7 1/2)

   

             

ตอนที่ 7 1/2

               
                “ปราการทางนี้ลูก”
               เสียงเรียกดังมาจากร้านกาแฟใกล้ล็อบบี้ของโรงแรม ปราการถอนหายใจเบาๆ เมื่อมองไปเห็นมารดากำลังนั่งอยู่กับหญิงสาวนางหนึ่ง นัยว่าเป็นบุตรสาวคนเดียวของนักธุรกิจเจ้าของโรงแรมที่กำลังขยายสาขาไปต่างประเทศ มารดาจึงหมายมั่นปั้นมือต้องการให้เขาแต่งงานกับตระกูลของหล่อน เพราะเห็นว่าทำธุรกิจโรงแรมเหมือนกัน
              “เจ้านายคะ…”
             วดีรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีเมื่อมองเห็นมารดาของปราการ
             “บอกแล้วไงห้ามเรียกเจ้านาย เริ่มแสดงตามบทของเธอเร็วสิ” ปราการหันไปกระซิบกระซาบกับวดีที่เอาแต่เดินหลบอยู่ด้านหลังเขา
            “ตอนนี้เลยหรือคะ?”
            “ใช่สิ ถ้าไม่ตอนนี้ แล้วเธอจะเริ่มพรุ่งนี้รึไง นึกว่ามีสมองมากกว่านี้เสียอีก”
             เจ้านายหล่อนกล่าวแดกดันเบาๆ ทำเอาคนฟังถึงกับสะอึก เมื่อไม่เห็นวดีลงมือเสียที ปราการจึงคว้ามือหล่อนมากุมไว้หมับ วดีสะดุ้งเล็กน้อย จ้องมองเจ้านายหัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ เขาประสานฝ่ามือเข้ากับฝ่ามือของหล่อนแนบแน่น
            “ที่รัก พร้อมรึยัง?”
             ปราการหันมาขยิบตาให้แฟนสาวกำมะลอ ขณะที่วดีได้แต่ทำหน้าเจื่อน พยักหน้าหงึกๆ นึกทึ่งในตัวเจ้านายที่แสดงบทบาทได้ดีเสียยิ่งกว่าสาวนั่งดริ๊งก์อย่างหล่อนเสียอีก
            “สวัสดีครับแม่ ขอโทษด้วยที่ให้รอนาน พอดีผมแวะไปรับแฟนมาด้วยระหว่างทางเลยเดินทางมาช้าหน่อย วดีนี่คุณแม่ของพี่ไหว้ท่านเสียสิ นี่วดีว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่ในอนาคตไงครับ”
             ปราการกล่าวทักทาย พร้อมกับพังทลายฝันหวานของมารดาลงในเวลาเดียวกัน
             คุณหญิงประณีตได้แต่อ้าปากค้างเมื่อบุตรชายแนะนำวดีให้รู้จักในฐานแฟนสาว ไม่แตกต่างจากสาวสวยที่นั่งอยู่ข้างๆ
            “อะ…อะไรนะ เมื่อกี้ลูกว่าไงนะ?”
            คุณหญิงประณีตกะพริบตาปริบๆ หันมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ บุตรชายด้วยไม่เชื่อหูตัวเอง
             “สวัสดีค่ะคุณแม่ หนูชื่อวดีค่ะ”
            วดีเริ่มแสดงบทละครบ้าง ด้วยการกล่าวแนะนำตัวเองและยกมือไหว้สวัสดีผู้เป็นมารดาของปราการ คุณหญิงประณีตทำหน้าเหวี่ยงใส่วดี พร้อมกับกล่าวเสียงกระแทกแดกดันเหมือนเจ้านายหล่อนไม่มีผิดเพี้ยน
            “เอากองไว้ตรงนั้นแหละ โอย…ฉันอยากจะเป็นลม ลูกฉันไปคว้าเอาผู้หญิงจากที่ไหนมาเป็นแฟนกันล่ะเนี่ย”
             คุณหญิงยกมือกุมขมับ ปวดหัวจี๊ดๆ เหมือนจะเป็นลมขึ้นมาทันที ส่วนสาวสวยที่นั่งข้างๆ ก็ได้แต่ทำท่ากระฟัดกระเฟียดเหมือนไม่พอใจ รู้สึกเสียหน้าอย่างแรง จนต้องลุกวิ่งหนีไปอย่างเร็ว แม้คุณหญิงประณีตจะร้องเรียกไว้ แต่หญิงสาวผู้นั้นก็ไม่ยอมหันกลับมามอง เพราะทนอับอายขายหน้าไม่ไหว
            “ทำไมลูกถึงเป็นคนแบบนี้ ถ้ามีแฟนอยู่แล้วทำไมไม่บอกกล่าวแม่บ้าง ปล่อยให้แม่นัดผู้หญิงมาดูตัวเก้อ แล้วทีนี้ครอบครัวฝ่ายหญิงเขาจะมองแม่ยังไงกันล่ะทีนี้ ตระกูลเราต้องเสื่อมเสียก็เพราะการกระทำไม่คิดของลูกนี่แหละ”
             คุณหญิงประณีตต่อว่าบุตรชายคนโตเสียยกใหญ่ที่เขาไม่เคยปฏิบัติตามคำสั่งของนางแม้เพียงสักครั้งเดียว
            “เฮ้อ! “
             นึกแล้วก็โมโหตัวเองที่นางเลี้ยงเขาแบบตามใจมากเกินไปตั้งแต่เด็กจึงทำให้ปราการกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองมาตลอด แถมยังปากร้าย ลอกเลียนแบบนางมาทุกกระเบียดนิ้ว
            “จะเสื่อมเสียอะไรกันนักหนาครับคุณหญิง ผมไม่ได้ไปฆ่าแกงใครสักหน่อย ก็แค่พาเมียมาแนะนำให้รู้จัก ดีเสียอีกฝ่ายโน้นเขาจะได้รู้ และไม่ต้องหวังลมๆ แล้งๆ อีก”
             ปราการกล่าว พลางนั่งลงตรงข้ามมารดา แล้วหันไปดึงแขน “เมีย” ให้นั่งลงข้างๆ พร้อมกับโอบกอดไหล่วดีเสียแน่นหนึบ
             วดีได้แต่ทำหน้าเอ๋อ จ้องมองเจ้านายสลับกับมารดาของเขาต่อปากต่อคำกันไปมา

             “แล้วนี่เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใคร มาจากตระกูลไหน เรียนจบอะไร แล้วตอนนี้ทำงานรึยัง ฉันมองยังไงลูกกับหล่อนก็ไม่เห็นจะคู่ควรกันสักนิด ดูๆ ไปยังกะพ่อกับลูก”
              น้ำสียงคุณหญิงประณีตเหมือนจะตำหนิบุตรชายของนางเสียมากกว่าตำหนิฝ่ายหญิง
             “คุณแม่ก็พูดเข้าไปนั่น ผมเพิ่งย่าง 34 จะเป็นพ่อวดีได้ยังไงกันล่ะครับ จริงไหมที่รัก?”
               ปราการหันไปถามวดีที่เอาแต่นั่งยิ้มแหย เวลานั้นนึกอยากถอนตัวออกจากบทเมียของปราการขึ้นมาทันที เพราะเจ้านายหล่อนเล่นบทโอบกอดไม่ยอมปล่อย จนวดีต้องแกล้งบอกเสียงเบา
           “โอ๊ย! ร้อนจังเลยนะคะที่นี่”
             วดีแกล้งร้องขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของสองแม่ลูก พลางขยับตัวออกห่างจากเจ้านายที่เอาแต่แต๊ะอั๋งไม่เลิก
            “อ้าว! เธอก็ขี้ร้อนเหมือนฉันรึเนี่ย ฉันคิดว่ามีฉันคนเดียวที่ร้อน โรงแรมเราแอร์เสียหรือเปล่าลูก ทำไมมันถึงร้อนแบบนี้ล่ะ?”
             คุณหญิงประณีตถาม ปราการนั่งมองผู้หญิงสองวัยพัดโบกสะบัดมือไปมาแล้วก็นึกขัน
            “แม่น่ะเป็นวัยทอง ผมพอจะเข้าใจ แต่วดีเธออายุยังไม่เยอะทำไมถึงรีบเป็นวัยทองเหมือนแม่ของพี่เสียแล้วล่ะ?”
             ปราการพูดตามที่คิด ทำเอาผู้เป็นมารดากับวดีหันขวับไปมองชายหนุ่มปากกรรไกรด้วยความรู้สึกจุกอกจนพูดไม่ออก
           “ฉันไม่น่าคลอดแกออกมาเล้ย ปากแกนี่ถ้าไม่พูดแดกดันคนอื่นสักวัน ฉันจะไปรำถวายที่ศาลพระพรหมเจ็ดวันเจ็ดคืนให้เลยเอ้า” มารดาของเขากล่าว พร้อมกับทำหน้าเหวี่ยงใส่เข้าให้
           “โถๆ คุณหญิงแม่ครับ พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ เพราะคนที่เลี้ยงดูและสอนผมก็คือคุณหญิงนะครับ ผมเป็นแบบนี้ไม่ดีหรือไงครับ ผู้ชายปากกับใจตรงกันหายากจะตาย หรือจะให้ผมเป็นผู้ชายประเภทพูดต่อหน้าอีกอย่าง ลับหลังทำอีกอย่างเหมือนคุณป๊ะป๋า…”
           ปราการหลุดคำว่าป๊ะป๋าออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าคุณหญิงประณีตเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดในทันที
            พอรู้ตัวว่าทำพลาด ชายหนุ่มรีบลุกเดินเข้าไปหามารดาที่เอาแต่นั่งตีหน้าเศร้า นึกน้อยใจที่ตัวเองด้อยวาสนาในด้านคู่ครอง เพราะครั้งเมื่อสามียังมีชีวิตอยู่เขาแอบไปมีภรรยาน้อยไปทั่ว แถมยังโกหกนางด้วยคำพูดหวานๆ ตลอดเวลา พอสิ้นสามีจึงรู้ภายหลังว่าสามีมีเมียเก็บหลายสิบคน จนนางต้องใช้เงินปิดปากบรรดาเมียเก็บเหล่านั้นให้เก็บเป็นความลับเพื่อไม่ให้ลูกๆ รู้ความจริง ยกเว้นก็แต่ปราการที่ล่วงรู้เพราะเขาฉลาดและอ่านเกมขาด ไม่มีเรื่องอะไรที่ปิดบังเขาได้เลย
            เพราะสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องมาจากสามีไม่ซื่อสัตย์ต่อนาง คุณหญิงประณีตจึงพยายามสั่งสอนบุตรชายคนโตไม่ให้เอาเยี่ยงอย่างบิดาตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือนว่านางจะสอนเขาเข้มงวดมากเกินไปในเรื่องความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น นิสัยของปราการจึงค่อนข้างตรงเป็นไม้บรรทัดแบบนี้

บทเรียนบันทึกสุดปลายฝัน (บทเรียนที่ 1 )




บทเรียนที่ 1 
ผลไม้ต้องห้าม ในดินแดนต้องคำสาป 


          สำหรับฉันโลกภายนอกนั่นก็เปรียบเสมือนผลไม้ต้องห้าม รสชาติของมันเป็นแบบไหน ฉันไม่เคยรู้ แต่ก็อยากทดลอง ไม่ต่างจาก "อีฟ" กับ "อดัม" แอบขโมยผลไม้ที่พระเจ้าสั่งห้ามเอามาลิ้มลอง
         จำได้ว่าตอนเรียนปริญญาตรี ฉันมีโอกาสได้ไปอาศัยอยู่บ้านญาติ ที่บ้านของญาติเต็มไปด้วยหนังสือปรัชญาและนิยายที่อ่านยาก ต้องอาศัยการตีความอยู่นานจึงเข้าใจ และที่นั่นฉันได้บังเอิญพบกับหนังสือแปลเล่มหนึ่งชื่อ "สิทธารถะ" ของนักเขียนชาวเยอรมันนามว่า เฮอร์มานน์ เฮสเส ฉันตกหลุมรักงานเขียนที่อ่านเข้าใจยากนั้นแบบงงๆ
         ตั้งแต่นั้น เฮอร์มานน์ เฮสเส ก็กลายเป็นเหมือนครูในการเขียน ฉันจึงลองพยายามตามหาผลงานของท่านเล่มอื่นๆ จนได้พบกับ “ปีเตอร์ คาเมนซินด์”  
         การเดินทางเพื่อเรียนรู้ชีวิตในโลกกว้างของปีเตอร์ คาเมนซินด์ จนนำไปสู่ความเข้าใจโลกภายใน เป็นโลกฝ่ายจิตวิญญาณอันลุ่มลึก ตอนนั้นเองที่ฉันมีความคิดแผลงๆ ว่า เอาล่ะ...ฉันจะลองทำอย่างปีเตอร์ดูบ้าง  ต้องออกเดินทางเรียนรู้เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเองและโลกภายในให้มากขึ้นกว่าเดิม
        หลังเรียนจบปริญญาตรี ฉันได้ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อทำงานแสวงหาความรู้และประสบการณ์ และค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ บนเส้นทางที่ไร้จุดหมาย ได้พบเจอเรื่องราวมากมายซึ่งในสถาบันการศึกษาไม่เคยสอนมาก่อน แต่ชีวิตก็ไม่ได้เป็นเหมือนนิยายที่เฮอร์มานน์ เฮสเส เขียนขึ้นแม้แต่น้อย และมันก็ไม่ได้มีเสน่ห์เหมือนกับตัวหนังสือที่เขาร้อยเรียงอย่างสวยหรูนั่นเลย
           ชีวิตฉันเจอทางตันอยู่หลายครั้ง ตอนนั้นฉันเริ่มเบื่อหน่ายไม่อยากนึกถึงปีเตอร์อีกแล้ว อยากกลับไปที่หมู่บ้าน ทิ้งความวุ่นวายทุกอย่างไว้เบื้องหลังอย่างสิทธารถะ และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ทำตัวขี้เกียจไปวันๆ ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับโลกอันแสนวุ่นวายข้างนอก เพียงแต่รอคอยให้เวลาผ่านไปวันๆ เมื่อวันนั้นเดินทางมาถึง อย่างมากก็แค่กลับคืนสู่พระแม่ธรณี
          ฉันมีชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านอย่างคนขี้เกียจนานเกือบถึงปี และคงไม่มีใครเข้าใจฉัน เพราะแม้แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง
          ปีเตอร์ คาเมนซินด์ และสิทธารถะ มักจะแวะเวียนเข้ามาก่อกวนใจฉันอยู่เสมอ โลกภายนอกนั่นแสนจะวุ่นวาย สิทธารถะพยายามบอกให้ฉันหยุดแสวงหา ละทิ้งอุดมการณ์ทั้งหมด รวมถึงความอยากมีอยากได้ทั้งหลาย แต่ปีเตอร์เด็กหนุ่มนักแสวงหาผู้นั้นกลับมาเกลี้ยกล่อมให้ฉันก้าวออกไปเผชิญโลกกว้างนั่นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผล
          จนกระทั่งวันหนึ่งฤดูอันเหน็บหนาวกำลังสิ้นสุดลง ร่างกายของฉันเริ่มทรุดโทรม สัญญาณเตือนของโรคบางอย่างก็แวะเวียนเข้ามาทักทาย  
          ฉันถูกบังคับให้เดินทางไปโรงพยาบาล จึงทราบว่าป่วยเป็นกรวยไตอักเสบ พอหลังออกจากโรงพยาบาล แม่ซึ่งปกติแต่ไหนแต่ไร ท่านเป็นคนพูดน้อย ไม่เคยตำหนิติเตียนอะไรลูกๆ เลยแม้จะทำผิดพลาดแค่ไหนก็ตาม แต่วันนั้นท่านดูเหมือนสุดจะทนกับฉันเอามากๆ จึงได้กล่าวอะไรบางอย่างขึ้นมา และคำพูดนั้น ทำให้ฉันคิดได้ จึงเริ่มเก็บเสื้อผ้าออกเดินทางจากหมู่บ้านอีกครั้ง    
          ก่อนดอกไม้ในวัยสาวจะร่วงโรยลงเรื่อยๆ นั้นฉันเริ่มตะลุยใช้ชีวิตที่มีเป้าหมายมากขึ้น โดยสมัครเป็นครูอาสาสมัครสอนผู้พิการทางหูตามชนบทห่างไกลความเจริญ ที่จริงฉันก็ไม่ตั้งใจจะเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นหรอก เพราะเป็นหมู่บ้านที่ถูกผู้สมัครทุกรายปฏิเสธหมด เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดหลายสิบกิโลเมตร เรียกว่าเป็นหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ขึ้นชื่อเรื่องยาเสพติด และโจรผู้ร้าย
           “พี่ขอร้องล่ะ ไม่มีใครไปเลย เธอช่วยไปหน่อยได้ไหม ไหนๆ ก็สมัครมาเป็นครูอาสาแล้ว เธอก็ช่วยทำให้โครงการนำร่องของเราประสบความสำเร็จหน่อยนะ ทดลองไปสอนก่อนหนึ่งปี ถ้าไม่ไหวค่อยย้ายเข้าจังหวัด”
           เจ้าหน้าที่สาวใหญ่หัวหน้าผู้ดูแลโครงการนำร่องเพื่อส่งมอบโอกาสการทางศึกษาสู่คนพิการผู้ด้อยโอกาสขอร้องและแนะนำฉัน ตอนนั้นครั้นจะปฏิเสธก็คงไม่ได้เพราะฉันเพิ่งปฏิเสธการสัมภาษณ์งานหนึ่งมาหยกๆ ถ้าปฏิเสธงานครูอาสาอีกก็ต้องมองหางานใหม่ทำ ฉันคิดว่าหนึ่งปีนี้ขอทำตัวลุยๆ สักครั้งก็คงไม่เสียหายอะไร และยังได้ผูกมิตรกับผู้พิการไปด้วยในตัว
          ตอนนั้นทางศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนได้เชิญวิทยากรหูหนวกมาช่วยสอนภาษามือขั้นพื้นฐานให้เหล่าครูอาสาสมัครในเบื้องต้น ทำให้ฉันได้รู้จักกับครู “พล” ผู้พิการทางหู ซึ่งต่อมาในภายหลังเมื่อเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่เมืองหลวง พวกเราได้กลายเป็นเสมือนเพื่อนสนิท และเป็นเหมือนพ่อคนที่สองซึ่งฉันให้ความเคารพรักมากที่สุด
            ความพิการของท่านไม่ได้ส่งผลต่อมิตรภาพของเราเลย เมื่อรู้จักท่านทำให้ฉันนึกไปถึง 'บอบบี้' เพื่อนของปีเตอร์ ในเรื่องปีเตอร์ คาเมนซินด์ ขึ้นมาทันที แตกต่างกันตรงที่ท่านหูหนวก แต่ท่านกลับสามารถเข้าใจเรื่องราวสรรพสิ่งบนโลก เข้าใจธรรมชาติของผู้คนเป็นอย่างดี ชีวิตของท่านในแต่ละวันจะมีเป้าหมาย และมีระเบียบวินัย เนื่องจากบิดาเป็นนายทหารได้สอนว่า แม้เราจะเป็นคนพิการ แต่ห้ามทำตัวเป็นภาระของคนอื่น ต้องช่วยเหลือตัวเองและช่วยเหลือคนอื่นที่ด้อยโอกาสกว่า และห้ามมีจิตใจที่พิการเหมือนร่างกาย  เพราะคำสั่งสอนของบิดา นอกจากท่านจะไม่เคยเป็นภาระของใครแล้วยังพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ตั้งมูลนิธิฯ ช่วยเหลือผู้คนในสังคม โดยเฉพาะคนโลกเงียบตลอดมา
          การใช้ชีวิตในหมู่บ้านแปลกถิ่นแห่งนั้นมีเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาทดสอบคนแปลกหน้าอย่างฉัน
เป็นธรรมดาเมื่อเห็นหญิงสาวแปลกหน้าเดินทางไปเป็นครูอาสาสมัคร เหล่าผู้ชายทั้งโสดและไม่โสดต่างก็อยากลองของใหม่ มันเป็นสันดานหรือยังไงก็มิอาจทราบได้ โลกนี้คิดไปก็น่าขบขัน เพียงแต่ว่าเราจะลงไปเล่นกับมันด้วยหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่อง
          ฉันกลายเป็นผู้หญิงลุยๆ ในสายตาของเหล่าเสือ สิงห์ จระเข้ ดูเหมือนจะง่ายๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเจอใครฉันก็พยายามพูดคุย และทำตัวให้กลมกลืนไปทั่ว วาดหวังในใจเพียงแค่ว่าจะสามารถใช้ชีวิตในถิ่นแปลกหน้าได้อย่างสงบสุข และทุกคนให้ความเป็นมิตรกับฉันในฐานะเพื่อนมนุษย์พลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขาเท่านั้น ไม่ได้ต้องการสานสัมพันธ์เป็นอย่างอื่น แต่ก็ยังมีบางคนที่เข้าใจไปอีกอย่าง สงสัยจะมโนเอาเองถึงขั้นพยายามหาทางรุกไล่ต้อนเพื่อจะมีอะไรด้วยตลอดเวลา โชคดีที่มีพวกผู้หญิงในหมู่บ้านที่หวังดีคอยเตือนให้ระวังและคอยช่วยเหลือ ฉันจึงสามารถผ่าด่านสิงห์ เสือ จระเข้เหล่านั้นมาได้อย่างหวุดหวิด
          การสอนผู้พิการทางหูเป็นเวลาช่วงสั้นๆ ในปีนั้น แต่ฉันกลับได้รับบทเรียนชีวิตมากมายจนคาดคิดไม่ถึง ได้ทั้งมิตรภาพทั้งจากคนหูปกติและจากผู้พิการ รวมทั้งได้รู้ซึ้งถึงน้ำใจของบางคน คนที่คิดว่าตัวเองสมบูรณ์ดี มีอวัยวะครบ 32 ส่วน แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็พิการเสียยิ่งกว่าคนที่มีอวัยวะบกพร่องเสียอีก
         ในความกันดารของชีวิตที่ฉันต้องฝ่าฟันหนึ่งปีนั้น มันทั้งทอดยาว ราวกับว่าชีวิตฉันถูกทอดทิ้งจากความศิวิไลซ์ของโลก
         ฉันมองเห็นตัวเองดิ้นรนต่อสู้ในสายลมอันเหน็บหนาวที่เต็มไปด้วยละอองฝุ่นฝันที่ปลิวตลบทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกวันฉันเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ไปตามบ้านนักเรียนหูพิการ บ้างก็เป็นเส้นทางอันเปล่าเปลี่ยว สองข้างทางเป็นป่าและทุ่งนา บางครั้งเจอกับคนเมา คนบ้า และคนเสพยา พวกเขาร้องเรียกฉัน แต่ฉันยิ่งบิดรถพุ่งไปข้างหน้าด้วยหัวใจสะทกสะท้านหวาดกลัว ในความกลัวนั้น ฉันไม่รู้ว่าฉันกลัวอะไร แต่ฉันก็กลัวจริงๆ กลัวจับใจ...
          ปีกแห่งอิสรภาพนั้นค่อยๆ ถูกความกลัวลิดรอนเด็ดดึง หัวใจฉันถูกกระชากออกไปโดยความทุกข์ที่ถาโถม ถูกครอบงำด้วยอำนาจเงิน และเสียงซุบซิบนินทา
         ฉันตื่นขึ้นทุกเช้าด้วยความกังวลถึงอนาคตและปรารถนาจะโบยบิน แต่มันทำไม่ได้ ปีกฉันถูกหักและถูกผูกมัดด้วยสัญญาบางอย่าง สัญญาที่บีบบังคับให้ต้องอดทนอยู่ในหมู่บ้านคนหูหนวก ซึ่งในเวลาต่อมาฉันก็ค่อยๆ กลายเป็น “คนใบ้” นั้นไปโดยปริยาย




ฉันจะโบยบินออกจากหมู่บ้านต้องคำสาปได้หรือเปล่านะ Next >>>




เจ้านายอัจฉริยะ สาวใช้ EQ สูง (ตอนที่ 6)



ตอนที่ 6

        “เป็นเพราะเธอที่ทำให้ฉันไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน”
          ปราการต่อว่าวดีเมื่อกลับถึงบ้าน
         “แล้วทำไมเจ้านายไม่นอนที่บ้านคะ จะถ่อสังขารไปตามหาวดีทำไมที่โรงพยาบาล ถึงยังไงวดีก็ไม่หนีไปไหนหรอก ก็ต้องกลับมาทำงานรับใช้คุณทุกวันอยู่ดี”           วดีบ่นพึมพำ ไม่เข้าใจวิธีคิดของเจ้านายเอาเสียเลย
        “แล้วตกลง เจ้านายรู้ได้ยังไงว่าวดีอยู่ที่โรงพยาบาลคะ?
        “GPS บนมือถือไง ฉันฉลาดไหมล่ะ?
         ปราการชูมือถือ พร้อมกับเชิดหน้าชูคอราวจะอวดสาวใช้ว่าเขาฉลาดเสียเต็มประดา ก่อนจะเดินไปที่โซฟา ทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาวด้วยท่าทางสบายอารมณ์
        “คร้า เจ้านายฉลาดสุดๆ แล้ววันนี้ตกลงที่นัดไปดูตัวจะไปดูที่ไหนล่ะคะ ไปกี่โมง?” วดีถาม เจ้านายหนุ่มกวักมือเรียกหล่อนเข้าไปหาที่โซฟา
        “มีอะไรหรือคะ?” วดียืนมองเจ้านายนอนยิ้ม จ้องมองมาที่หล่อนอย่างมีเลศนัย
        “นี่จะบอกให้ เธออยากหารายได้พิเศษเพิ่มอีกไหม?
        “งานแบบไหนคะ?” วดีถามด้วยความสนใจ
         “เล่นละคร” ปราการกล่าวสั้นๆ วดีทำหน้างง คาดเดาความหมายของเขาไม่ออกว่าหมายถึงอะไร
         “หน้าตาอย่างวดี ถ้าเป็นตัวประกอบ หรือคนรับใช้ก็น่าจะได้อยู่ แต่ถ้าเป็นนางเอกกลัวเขาจะไม่รับน่ะสิคะ” วดีมโนไปอีกอย่าง ปราการได้ยินถึงกับหัวเราะก๊าก
          “ยัยบ๊อง ไม่ได้หมายถึงแบบนั้น ฉันจะจ้างให้เธอเล่นเป็นตัวละครตามแต่ฉันจะสั่งให้เป็นน่ะ ถ้าสั่งให้เป็นคนใช้เธอก็ห้ามปฏิเสธ เป็นเลขาก็ต้องแสดงอย่างเนียน แม้แต่เป็นแฟนในบางโอกาสเธอต้องเล่นให้สมบทบาท ถ้าเธอแสดงได้ดีฉันจะจ่ายสองหมื่นทุกครั้งที่ฉันบอกให้แสดง แบบนี้เธอสนใจไหม?
          ปราการยื่นข้อเสนอ หญิงสาวได้แต่ทำหน้าเอ๋ออยู่สักพัก คิดไม่ถึงว่าแต่ละวันเจ้านายหล่อนจะสรรหาข้อเสนอแปลกๆ มาหยิบยื่นให้ ไม่เคยซ้ำซาก เมื่อนึกถึงเงินก้อนโตที่จะได้รับจากเขาเพื่อส่งไปเป็นค่ารักษาแม่ที่ต่างจังหวัด วดีคิดว่าไม่เสียหายอะไร ดีกว่างานนั่งดริ๊งก์ที่ต้องให้ลูกค้าแต๊ะอั๋งเป็นไหนๆ
         “ว่าไงล่ะ?” ปราการย้ำถามอย่างเร่งเร้าเอาคำตอบ
          “อ่าก็น่าสนค่ะ ว่าแต่เจ้านายจะจ่ายจริงๆ ตามที่บอกแน่หรือคะ?
          “เอ๊ะ! ฉันเป็นเพื่อนเล่นเธอหรือไง บอกจะจ่ายก็ต้องจ่ายสิ” น้ำเสียงเขาจริงจัง
          “งั้นก็ตกลงค่ะเจ้านาย แล้วต้องให้วดีทำอะไรบ้างคะ?
          “ก่อนอื่นมานั่งนี่ก่อน”
          ปราการลุกนั่ง แล้วบอกให้วดีมานั่งข้างๆ หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
          “มาสิ ให้ไว” เขาสั่ง พร้อมกับตบมือบนโซฟาข้างๆ วดีเดินเข้าไปนั่งตามคำสั่งปราการอย่างว่าง่าย
          “แล้วยังไงต่อคะ?” วดีถามประสาซื่อ เจ้านายเจ้าเล่ห์โน้มตัวไปจุ๊บแก้มหล่อนอย่างเร็ว ก่อนจะล้มตัวลงหนุนบนตักเด็กสาวหน้าตาเฉย วดีได้แต่กลอกตาดำไปมาด้วยความมึนงง ก้มมองเจ้านายจิ้งจอกบนตัก พร้อมกับตะคอกใส่เสียงดัง
          “เจ้านายทำอะไรคะ วดีไม่ใช่หมอนนะคะที่จะมาหนุนแบบนี้?
          “อยากได้สองหมื่นไหมล่ะเล่นเป็นหมอนให้ฉันสักชั่วโมงหน่อยสิ ขอฉันหลับสักงีบบนตักเธอหน่อยนะ”
         “
***********

          “โอ้โฮ! นี่หรือคะโรงแรมเอ็ม พลาเลซ ของเจ้านายที่ร่ำลือ มันช่างใหญ่อลังการและหรูหราอะไรเช่นนี้”
          วดีกลายเป็นเหมือนเด็กบ้านนอกเข้ากรุงไปทันทีเมื่อก้าวเท้าเดินเข้าไปภายในโรงแรมหรูระดับห้าดาวของปราการ พอสังเกตการแต่งกายของผู้คนล้วนแต่แต่งกันอย่างเต็มยศ ใส่สูท ผูกเทคไทราวกับนักธุรกิจ ปราการเองก็ไม่แตกต่างกัน เวลาที่เขาสวมใส่สูทครบเครื่องมองดูแตกต่างจากตอนสวมใส่ชุดลำลองราวกับคนละคน
         “ยัยบ๊องเดินให้มันดีๆ หน่อยสิ อย่าทำตัวล่อกแล่ก แล้วชุดเธอทำไมมันโบราณนักล่ะ ไปขุดเอามาจากไหนมาใส่?
          ปราการเพิ่งจะสังเกตเห็นความแตกต่างชัดๆ ของเครื่องแต่งกายวดีก็ตอนที่เดินเข้ามาในโรงแรมนี่เอง ชุดของวดีที่สวมใส่มองเหมือนเสื้อผ้าโหลตามท้องตลาดไปถนัดตาเมื่อเปรียบเทียบกับชุดของเหล่าไฮโซ
          วดีก้มมองสำรวจชุดกระโปรงยาวกับเสื้อที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดนัดตัวละร้อยกว่าบาทแล้วได้แต่ยิ้มแหยกับตัวเอง
          “แล้วเงินที่ฉันจ่ายไปเยอะแยะเอาไปทำอะไร ทำไมไม่รู้จักซื้อเสื้อผ้าดีๆ มาใส่ซะบ้าง” ปราการหันมาจ้องหล่อนอย่างตำหนิ
         “เอ่อก็”
          วดีไม่กล้าบอกว่าส่งกลับบ้านให้มารดารักษาอาการป่วย และบางส่วนเอาให้พี่ชายเป็นค่าใช้จ่ายดูแลความเป็นอยู่ของมารดา แค่เงินห้าหมื่นแรกที่ปราการให้มาแผล็บเดียวก็หมดแล้ว หล่อนจึงดิ้นรนไปทำงานนั่งดริ๊งก์อีก เพื่อเก็บออมไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นกับมารดา
          “ตามฉันมาสิ”
          ปราการคว้ามือวดีให้เดินตามไปที่ลิฟต์ เวลานั้นเหล่าพนักงานต่างก็พากันตื่นเต้นและแปลกใจที่เห็นประธานคนใหม่โผล่มาที่โรงแรมพร้อมกับเด็กสาวกะโปโลอย่างวดี
         “จะพาวดีไปไหนคะเจ้านาย?
         วดีกระซิบถามเมื่ออยู่ในลิฟต์ กำลังจะเลื่อนขึ้นไปชั้นบน
          “ห้องฉัน” ปราการกล่าวห้วนๆ เสียงดัง ทำเอาคนอื่นๆ ที่ติดลิฟต์มาด้วยต่างชำเลืองตามองด้วยความอยากรู้อยากเห็นกันยกใหญ่
          “มองอะไรมิทราบครับ ไม่เคยเห็นแฟนคุยกันหรือไง?” ปราการกล่าวตบหน้าทุกคนที่อยู่ในลิฟต์หงายตึงไปตามๆ กัน
          วดีได้แต่บีบมือเจ้านายหล่อนไว้ไม่ให้เขาพูด พร้อมกับสั่นหน้าไปมา เพราะตอนนั้นหล่อนเริ่มรู้สึกอายจนแทบจะพลิกแผ่นดินหนี
          พอถึงห้องพักของปราการ วดีจึงต่อว่าเขาเบาๆ
          “เจ้านายไม่น่าพูดแบบนั้นเลยนะคะ คนอื่นจะมองวดีเป็นผู้หญิงอย่างว่าไหมเนี่ย”
         “ใครสนกัน”
         “แต่วดีแคร์นี่คะ เข้าโรงแรมกับเจ้านายแบบนี้ แถมกลางวันแสกๆ”
          วดีว่า หน้าหงิกด้วยความไม่พอใจ ปราการเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวประมาณสามนาทีก็กลับออกมาพร้อมเสื้อผ้าผู้หญิงหอบหนึ่ง ก่อนจะโยนให้วดีรับไป
          “อะไรคะ?” หญิงสาวถาม
          “สิบนาทีแปลงโฉมซะ” 
           ปราการสั่งเสียงเข้ม วดีได้แต่ยืนมองดูชุดเดรสหรูหรายี่ห้อดังแพงหูฉี่ที่ปราการให้มาอย่างงงงวย
           “แล้วจะให้วดีเปลี่ยนตรงนี้หรือคะเจ้านาย?
          “เอ๊ะ! เธอนี่มาถามฉันทำไม จะเปลี่ยนตรงไหนก็เรื่องของเธอสิ สมองมีไว้ทำไมคิดเอาเองซะบ้างสิ”
           ปราการด่าเข้าให้ วดีเบะปากใส่เขาเล็กน้อย แล้วทำปากขมุบขมิบกล่าวเลียนแบบเจ้านาย ปราการจ้องเธอตาแทบถลน
          “คร้าๆๆ ไปแล้ว งั้นขออนุญาตเข้าไปเปลี่ยนในห้องแต่งตัวของเจ้านายก็แล้วกันนะ”
           พูดจบวดีก็เผ่นแนบเข้าไปในห้องแต่งตัวทันที ปราการได้แต่มองตามเด็กสาวตาปริบๆ
         “ยัยเด็กนี่นับวันจะคุมยากขึ้นทุกที ทำเอาสมองอันชาญฉลาดของฉันปวดหนึบ” ปราการบ่นอุบอิบ ยืนกอดอกรอวดีด้วยอารมณ์หงุดหงิด
         ไม่ถึงสิบนาที วดีก็กลับออกมาในลุคใหม่ ฝีมือการแต่งหน้าของหล่อนนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในเลาจน์อยู่แล้ว แต่พอยิ่งได้สวมชุดเดรสทันสมัยราคาแพงที่ปราการให้มาก็ยิ่งส่งให้หญิงสาวมองดูสวยสง่าราวกับนางพญา ทำเอาปราการได้แต่ยืนอ้าปากหวอ ตกตะลึงกับโฉมใหม่ของสาวใช้จนพูดไม่ออก ชุดเดรสสั้นสีแดง เปิดไหล่ ทรงเข้ารูปที่วดีสวมใส่มองดูเลอค่าและแพงขึ้นมาในทันทีเมื่ออยู่บนเรือนร่างเพรียวระหง สูงได้สัดส่วนของหล่อน
          “อ่าเป็นไงคะ วดีเหมือนมนุษย์ต่างดาวหรือไง ทำไมเจ้านา” 
          คำต่อไปยังไม่ทันได้หลุดออกมาจากปากของวดี เจ้านายหล่อนก็สอยมันร่วงด้วยปากของเขา วดีได้แต่เบิกตาโพลง เมื่อปากของปราการประกบจูบแน่น โดยที่หล่อนไม่ทันได้ตั้งตัว
          เจ้านายปากกรรไกรเผยธาตุแท้ตัวเองออกมาโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเห็นสาวสวยอีกภาคของวดี ปราการบดขยี้ริมฝีปากหล่อนด้วยท่าทางหื่นกระหาย เวลานั้นวดีทำได้เพียงแค่ส่งเสียงครางในลำคอ อือ อือ เพราะคาดคิดไม่ถึงว่าจะโดนเจ้านายจู่โจมแบบสายฟ้าแลบเช่นนี้
          “เจ้านายเอาอีกแล้วนะคะ คุณทำแบบนี้ทำไม วดีไม่ได้ยินยอมเสียหน่อย”
          พอปราการถอนริมฝีปากออก วดีก็ตวาดแว้ดใส่ทันที  ปราการยืนกัดริมฝีปากที่เต็มไปด้วยลิปสติกสีแดงสดซึ่งรับมาจากปากวดีนั้นเหมือนคนจนปัญญาจะหักห้ามอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ได้
           ครั้นเมื่อวดีมองเห็นปากเจ้านายจอมเอาแต่ใจตัวเองเลอะไปด้วยลิปสติกก็อดที่หัวเราะขบขันเสียไม่ได้
          “ทำไมถูกฉันจูบจนสติเลอะเลือนไปเลยรึไง?” ปราการยังมีกะจิตกะใจถามอย่างยียวน พยายามควบคุมอารมณ์หวามไหวที่ปะทุขึ้นในทรวงเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์
วดีบุ้ยปากให้เขาหันไปมองตัวเองที่กระจกใกล้ตัว เจ้านายปากกรรไกรของหล่อนก็แทบเต้นผาง
         “ว้าย! ต้ายตาย!
          ปราการทำท่าเลียนแบบสาวประเภทสอง อย่างตลกขบขัน ทำให้วดียิ่งหัวเราะขบขันเข้าไปใหญ่ จ้องมองเจ้านายหนุ่มด้วยสายตาที่คาดคิดไม่ถึงว่าเขาจะเพี้ยนได้ถึงเพียงนี้
        แม้ปราการจะเป็นคนปากร้าย แต่อีกด้านเขาก็ยังมีมุมตลกที่ซุกซ่อนเอาไว้เหมือนกัน
         พอเช็ดปากด้วยกระดาษทิชชูที่ห้องน้ำเสร็จ ปราการเดินกลับออกมาเห็นวดีกำลังนั่งแต่งหน้าใหม่ที่โซฟาห้องนั่งเล่น ก็อดที่จะเข้าไปนั่งลงข้างๆ และจ้องมองใกล้ๆ ไม่ได้
         “ต่อไปอย่าแต่งสวยนักนะ”
        ปราการกล่าว ถือวิสาสะยื่นมือไปเชยคางวดีขึ้นเล็กน้อย วดีได้แต่ขมวดคิ้วเป็นเชิงถาม
        “ทำไมคะ?
        “แต่งให้ฉันดูคนเดียวก็พอ”
        “ห๊ะ…”
         หญิงสาวร้องขึ้นเบาๆ ปราการโน้มใบหน้าคมคายเข้าไปใกล้ วดีสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่เป่ารดใกล้ใบหน้า หัวใจหญิงสาวยิ่งเต้นรัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อริมฝีปากเขาคลอเคลียอยู่ใกล้ริมฝีปากได้รูปของหล่อน
         “จะทำอะไรคะเจ้านาย?
          วดีผลักใบหน้าเจ้านายออกเบาๆ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกและปรารถนาลี้ลับที่มีต่ออีกฝ่ายซึ่งพวยพุ่งขึ้นไว้ได้ทัน
          “เสร็จงานไปดินเนอร์กับฉันต่อนะ”
            ปราการเพิ่งแจ้งแผนการใหม่กับวดี หญิงสาวนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะสั่นหัวไปมาเมื่อคำนวณเวลาเดินทางไปที่เลาจน์
            “วดีต้องไปทำงานต่อค่ะ เกรงว่าจะไปไม่ทันสามทุ่ม อีกอย่างเมื่อวานวดีก็ลาไปแล้ววันหนึ่ง วันนี้ไม่ไปไม่ได้ค่ะเกรงใจมาม่าซัง”
            “เกรงใจมาม่าซัง หรือเกรงว่าจะหาเงินเข้ากระเป๋าไม่ได้เยอะๆ กันแน่ฮึ?
            ปากปราการเริ่มกลับมาเป็นกรรไกรสับวดีอีกครั้ง เมื่อหล่อนเอาแต่ปฏิเสธเขา
           “จะว่ายังงั้นก็ไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะวดีเป็นคนเห็นแก่เงินนี่คะ มีงานอะไรที่ทำได้ก็ต้องรับทำทุกอย่าง”
          วดีกล่าวอย่างหน้าตาเฉย ท่าทางเหมือนไม่แคร์อะไรของเจ้าหล่อนยิ่งทำให้เจ้านายหนุ่มนึกฉุนเฉียว
          “ลีลาสมฉายาของเธอเลยนะ แล้วถ้าฉันซื้อดริ๊งก์เธอสองหมื่นคืนนี้จะไปดินเนอร์กับฉันไหม?” ปราการกัดกรามถามลอดไรฟันเหมือนไม่พอใจ วดีส่ายหน้าอีก ปราการขมวดคิ้วสงสัย
          “ทำไม?
          “ดูเหมือนเจ้านายไม่เต็มใจ”
          “แล้วจะให้ฉันกราบขอร้องรึไง?
         “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่า แค่พูดแบบปกติธรรมดาน่ะ ทำไมเจ้านายต้องกัดฟันพูดตลอดเวลาด้วย ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเจ้านายไม่เต็มใจอยู่เรื่อย”
          วดีกล่าว ปราการได้แต่จ้องหน้าหล่อนเขม็ง
         “อ๊ะ! พูดยังไม่ทันขาดคำ เอาอีกแล้วนะคะ ยิ้มหน่อยสิคะ” วดีเตือนสติเขา
          “ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ แล้วสรุปจะยอมไปดินเนอร์ด้วยหรือเปล่า สองหมื่นเชียวนะ แถมฉันเลี้ยงอาหารฟรีอีก แบบนี้มีที่ไหนในโลก”
          “อ่าขอคิดดูก่อน พอเสร็จงานดูตัวของเจ้านายค่อยให้คำตอบ โอเคไหมคะ?” วดีแบ่งรับแบ่งสู้ ปราการถอนหายใจฟืดฟาดเหมือนไม่ได้ดังใจ
          “เมื่อไหร่จะออกจากงานเลาจน์นั่นล่ะ ฉันไม่ชอบใจนักนะที่เห็นลูกน้องต้องไปทำงานที่เปลืองตัวแบบนั้น รีบๆ ออกมาซะ นี่เป็นคำสั่ง และมาเริ่มทำงานเป็นเลขาฉันเริ่มตั้งแต่วันจันทร์หน้า เข้าใจไหม?
         คำสั่งของปราการจริงจังจนวดีขนลุกซู่ ไม่รู้จะอธิบายให้เขาเข้าใจในสถานการณ์ของหล่อนเช่นไรดี เพราะหล่อนต้องใช้เงินแทบจะเรียกว่าเป็นรายวันเพื่อให้มารดานำไปล้างไต และฟอกเลือด หากรอเงินทุกเดือน แม้จะเป็นเงินก้อนโตถึงห้าหมื่นก็ใช่ว่าจะเพียงพอในยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน 


(หมวด สารคดีชีวิต) บทเรียนบันทึกสุดปลายฝัน (เกริ่นนำ)



เกริ่นนำ

            จู่ๆ ฉันก็นึกถึงคำว่า “ครั้งแรก” ขึ้นมา
              ครั้งแรกที่ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์วิบากของพ่อเมื่อหลายสิบปีก่อน ครั้งแรกที่ฝึกหัดขี่จักรยานด้วยตัวเอง ครั้งแรกที่เข้าโรงเรียน ครั้งแรกที่ได้เดินทางไกล ครั้งแรกที่ได้พบผู้คนแปลกหน้า ครั้งแรกที่พบรัก ครั้งแรกที่ต้องดิ้นรนทำงานหาเลี้ยงชีพ และครั้งแรกที่จากบ้านเกิดเมืองนอนแสวงหาแผ่นดินอื่นเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน
            คำว่าครั้งแรกมักสร้างความตื่นเต้น สนุกสนาน ท้าทาย คาดหวัง บางครั้งกังวล สับสน เพราะความไม่รู้ ไม่คุ้นเคยนั้น เรามักประหม่า แสดงออกอย่างเงอะงะ พอเวลาผ่านไปเมื่อย้อนกลับไปมอง เรามักเผลออมยิ้มทั้งน้ำตาให้กับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงวัยของชีวิตที่ผ่านพ้น
          …เรื่องราวที่เปรียบเสมือนบทเรียน และบททดสอบในเวลาเดียวกัน




เจ้านายอัจฉริยะ สาวใช้ EQ สูง, ตอนที่ 5, 2/2


           


ตอนที่ 5, 2/2


               วดีเดินทางไปถึงเลาจน์ประมาณสองทุ่มครึ่ง ก่อนเข้าร้านหล่อนต้องนึกแปลกใจที่สังเกตเห็นผู้คนยืนมุงดูอะไรบางอย่างแน่นขนัดที่บริเวณลานจอดรถ
             “ลีลา ทางนี้ๆเสียงดาริกาเพื่อนร่วมงานตะโกนร้องเรียกฉายาของวดีที่ใช้กันในที่ทำงานเสียงดัง
             เกิดอะไรขึ้นหรือดา?” วดีถามด้วยความสงสัย
            มีนักเลงกลุ่มหนึ่งรุมกระทืบลูกค้าแล้วพากันขับรถชิ่งหนีไปเมื่อตะกี้ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยดาริการายงานด้วยท่าทางตื่นตระหนกตกใจ
            อ้าว! แล้วคนถูกรุมเป็นอะไรมากไหม ทำไมไม่มีใครช่วยล่ะ ยืนมุงกันเฉยๆ แบบนั้นเกิดเขาเจ็บหนักขึ้นมาจะทำยังไง เราไปช่วยเขาเถอะ ไหนๆ ก็อยู่หน้าร้านเรา” วดีกล่าวอย่างร้อนรน ไม่รีรอที่จะแหวกวงไทยมุงเข้าไปดูคนเจ็บ เบื้องหน้านั้นหล่อนมองเห็นชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบตอนต้นชาวญี่ปุ่นกำลังนั่งตัวงอพิงอยู่ข้างรถเก๋งสีดำ เอามือกุมท้อง ท่าทางเจ็บปวดแสนสาหัส มุมปากของเจ้าหนุ่มแดงฉานไปด้วยเลือดสดๆ ตาของเขาขวางไม่ต่างจากหมาบ้า พร้อมจะโดดขย้ำทุกคนถ้าขืนเข้าไปใกล้ จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยแม้แต่สักคนเดียว
            คุณโอเคไหม?” วดีถามเป็นภาษาไทยเพื่อหยั่งเชิงดูก่อน เจ้าหนุ่มจ้องมองมายังหล่อนดวงตาเขาตอนนั้นค่อยๆ หรี่ปรือเหมือนคนกำลังใกล้จะหลับ พร้อมกับครางงึมงำบางประโยคที่วดีไม่เข้าใจ
            มินาโกะ…”
            อะไรนะคะ ดาโทร.เรียกรถพยาบาลด่วนเลยดูเหมือนเขาจะหมดสติแล้วล่ะ
             วดีร้องบอกดาริกาที่เอาแต่ยืนมือไม้สั่น กดหมายเลขถูกๆ ผิดๆ กระทั่งรมย์ยาโผล่เข้ามาเห็นเหตุการณ์ พอเห็นท่าทางเงอะๆ งะๆ ของดาริกา หล่อนจึงเป็นคนจัดการโทร.ตามรถพยาบาลให้เสียเอง
             “แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นล่ะ?”
             รมย์ยาหันไปถามวดีที่กำลังพยุงคนเจ็บ และพยายามพูดคุยเพื่อไม่ให้คนเจ็บหลับ
            คุณ คุณอย่าหลับนะ เดี๋ยวรถพยาบาลใกล้มาถึงแล้วค่ะ ทำใจดีๆ ไว้นะ
            เสียงวดีดังสะท้อนกลับไปกลับมาอยู่ข้างหูเขา จากที่กำลังจะหลับแหล่มิหลับแหล่ แต่พอได้ยินเสียงเด็กสาว ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาอีกครั้ง จนเมื่อรถพยาบาลวิ่งมาถึง คนเจ็บถูกหามขึ้นรถพยาบาล เนื่องจากไม่มีใครขันอาสาไปเป็นญาติผู้ป่วย วดีจึงตัดสินใจไปเสียเอง
            ฝากลางานกับมาม่าซังให้ด้วยนะคะพี่รมย์ ดา
            วดีร้องตะโกนบอกรมย์ยากับดาริกาที่ยืนมองตามด้วยความเป็นห่วง
            ยัยลีนี่มันก็พิลึกคน ไม่รู้จักกันเสียด้วยซ้ำก็ยังจะไปช่วยคนสุ่มสี่สุ่มห้าอีกเฮ้อ!
            รมย์ยาบ่นงึมงำ พร้อมกับส่ายหน้า เพราะจนปัญญาจะเข้าใจความคิดของรุ่นน้อง
***********
             คุณหมอคะ ผู้ชายคนนั้นอาการเป็นยังไงบ้างคะ?”
              เด็กสาวรี่ตรงเข้าไปถามหมอผู้รักษาทันทีที่เห็นเขาเดินออกมาจากห้องตรวจ
             เขาแค่สลบไปครับ เพราะถูกทุบตี อาการภายนอกก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง รอให้คนไข้ฟื้น เดี๋ยวค่อยตรวจอย่างละเอียดอีกที
             เมื่อได้ยินคำพูดของหมอ วดีถึงกับถอนหายใจโล่งอก
             หล่อนนั่งเฝ้าไข้ชายหนุ่มนิรนามจนเวลาล่วงไปถึงตีสาม และลืมไปเลยว่าต้องกลับไปนอนที่คฤหาสน์ตามกฎของปราการ

             ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด
             เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าดังขึ้นต่อเนื่องมาจากกระเป๋า ปลุกลีลาที่กำลังนั่งหลับบนเก้าอี้ให้งัวเงียตื่นขึ้น หล่อนเอื้อมมือไปควานหามือถือในกระเป๋า ก่อนจะกดรับสายโดยไม่มองชื่อคนโทร.มา
             ไปแรดอยู่ไหน จะกลับเข้าบ้านได้หรือยังยัยบ๊อง?” เสียงเจ้านายจอมปีศาจของวดีตะโกนแหวกเข้าไปในรูหูหล่อนจนขี้หูพากันเต้นผาง คราวนี้วดีถึงกับตื่นเต็มตา พอหันไปมองนาฬิกาที่ผนังห้อง ดวงตาก็แทบเบิกกว้างด้วยความตกใจ
              ตายห่ะ! ตีสามครึ่งเอ่อเจ้านายวันนี้วดีติดธุระด่วน เอาไว้วดีจะกลับไปตอนหกโมงเช้านะคะ แล้วค่อยเจอกัน
               วดีกล่าวอย่างรวบรัด แล้วรีบกดวางสาย เนื่องจากไม่ต้องการต่อปากต่อคำกับปราการ ด้วยนิสัยที่เอาแต่ใจตัวเองของเขา หล่อนรู้ว่าเขาต้องจิกถามไม่ยอมปล่อยแน่
              สักพักมือถือของวดีก็ดังขึ้นอีก หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจเบาๆ เมื่อจ้องมองไปยังชายหนุ่มแปลกหน้าบนเตียง ก็นึกสงสารที่เขาไม่มีญาติอยู่ด้วย วดีจึงตัดสินใจที่จะไม่รับสายเจ้านายของหล่อน
              ขอโทษด้วยค่ะเจ้านาย
               วดีบ่นพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็ทำเป็นไม่สนใจกับเสียงโทรศัพท์ ดูเหมือนปราการเองก็คงจะถอดใจไปแล้วเช่นกัน เพราะหลังจากนั้นเขาก็ไม่โทร.มาอีก วดีจึงนั่งสัปหงกต่อจนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง หล่อนต้องสะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อรู้สึกได้ถึงมือใครบางคนยื่นมาสัมผัสที่ไหล่เบาๆ
               ว้าย! ผีหลอกวดีลุกพรวดขึ้นยืน แต่พอเพ่งมองบุรุษร่างสูงที่ยืนตระหง่านตรงหน้าท่ามกลางแสงไฟขมุกขมัวอยู่สักพัก หญิงสาวก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
            เจ้านายหล่อนยืนกอดอกจ้องมองมาด้วยนัยน์ตาดุดัน ท่าทางแบบนั้นยิ่งกว่าผีหลอกเสียอีก วดีคิด ก่อนจะเอามือลูบอกไปมา
           โอยเจ้านายคะตกใจหมด แล้วเจ้านายมาที่นี่ได้ยังไงคะ?” วดีถามด้วยความสงสัย พลางนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงคนป่วยตามเดิม
           ฉันก็ขับรถมาน่ะสิถามได้ แล้วนี่เป็นอะไรถึงเข้าโรงพยาบาล?”
           วดีเปล่าเป็น แต่มาเฝ้าคน
            วดีบุ้ยปากไปที่หนุ่มญี่ปุ่นนิรนามที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงผู้ป่วย
           แล้วนี่ใครมิทราบ แฟนเธอรึเปล่า?”
            ปราการถาม น้ำเสียงเหมือนไม่พอใจ จ้องมองชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยความสงสัย วดีรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ
           ปะ เปล่าค่ะ
           ปราการคลี่ยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบ
           แล้วเขาเป็นใคร?”
            เอ่อวดีก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ
           ฮ้า! ที่เธอไม่กลับบ้านเพราะมานั่งเฝ้าผู้ชายที่ไม่รู้จักนี่นะยัยบ๊อง
***********
          เคนชิโรเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ ในรุ่งเช้าวันใหม่ เช้านี้เขารู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษแม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยรอยฟกซ้ำดำเขียวไปทั่วทั้งตัวก็ตาม
            “มินาโกะ
             ชายหนุ่มวัย 25 ปี ครางเรียกชื่อนั้นขึ้นแผ่วเบาเมื่อหันไปมองเห็นด้านหลังของผู้หญิงที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ต่อเมื่อผู้หญิงคนนั้นหันหน้ากลับมามองที่เขา เคนชิโรก็ยิ่งแน่ใจว่าหล่อนคือ มินาโกะ ผู้หญิงที่เขาตามหามาตลอดสองปีเต็มคนนั้น
           “ตื่นแล้วหรือคะคุณ?”
            วดีเดินกลับเข้ามาที่เตียง แล้วถามเขาเป็นภาษาไทย เคนชิโรทำหน้างุนงงเล็กน้อย พอพินิจใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ใกล้ๆ จึงรู้ว่าไม่ใช่มินาโกะ แต่เป็นผู้หญิงที่มีใบหน้าคล้ายกันเท่านั้น
           “ฉันเป็นคนพาคุณมาส่งโรงพยาบาลเมื่อคืน จำได้ไหมคะ?” วดีถาม เคนชิโรส่ายหัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับเป็นภาษาไทยเสียงตะกุกตะกัก
           “คุณไม่ใช่มินาโกะ?”
            วดีได้แต่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
           “ฉันชื่อวดีค่ะ ไม่ใช่มินาโกะ
            หล่อนอธิบายช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
            เคนชิโรทำหน้าผิดหวังอย่างแรง ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไรต่อ เสียงของใครคนหนึ่งก็ร้องดังมาจากประตูขัดจังหวะเสียก่อน
            “ไปได้หรือยังยัยบ๊อง คนป่วยก็ฟื้นแล้วนี่
            วดีหันไปมองปราการที่ยืนพิงประตูใบหน้าถมึงทึงเหมือนโกรธเธอมาหลายชาติ วดีถอนหายใจเบาๆ คิดในใจ
           “นี่ก็อีกคน อาการน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคนป่วยนอนอยู่บนเตียงเสียอีก
            เจ้านายเธอตามมาที่โรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืน พอเธอไม่ยอมกลับบ้านเขาก็ไม่ยอมกลับเหมือนกัน ดื้อดึงจะอยู่กับเธอจนกว่าเธอจะยอมกลับไปกับเขา
           วดีไม่เข้าใจสักนิด ทำไมเจ้านายหล่อนถึงได้เอาแต่ใจตัวเองแบบนี้ นับวันเขายิ่งเริ่มทำตัวแปลกขึ้นเรื่อยๆ ชอบตามคุมเธอแจราวกับเธอเป็นเด็กในปกครองของเขาก็ไม่ปาน
           “ผมอยู่ที่ไหนครับ?”
             เคนชิโรเอ่ยถามเมื่อตั้งสติได้ นึกทบทวนเรื่องราวเมื่อคืน จำได้เลือนราง เขาเดินทางไปที่เลาจน์ ตอนขับรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถ แต่เกิดไปเฉี่ยวชนเข้ากับรถของผู้ชายกลุ่มหนึ่งจึงเกิดมีปากเสียงกันขึ้น จากนั้นเขาก็โดนรุมจนได้รับบาดเจ็บไปทั้งตัว
           “โรงพยาบาลค่ะ คุณมีญาติที่ติดต่อได้ที่เมืองไทยไหมคะ ฉันจะช่วยติดต่อให้” วดีถามอย่างมีน้ำใจ เคนชิโรสั่นหัว
           “ไม่มีหรอกครับ ตอนนี้ผมโอเคแล้ว พวกคุณกลับไปเถอะ ขอบคุณมากในความช่วยเหลือ วันหน้าผมอยากตอบแทนในน้ำใจคุณบ้าง ถ้าคุณไม่รังเกียจผมขอเบอร์โทร.คุณไว้ได้ไหมครับ?”
            ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยสำนึกในบุญคุณ แต่วดียังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด ปราการก็เดินรี่ตรงเข้ามาจับมือหล่อน พร้อมกับหันไปบอกหนุ่มญี่ปุ่นเสียงดัง
             “ไม่จำเป็น ไปกลับบ้านไปทำกับข้าวให้ฉัน
              วดีหันจ้องหน้าเจ้านายตาปริบๆ รู้สึกมึนงงกับการกระทำที่ไร้เหตุผลของปราการจนพูดอะไรไม่ออก