เอเลี่ยนสเตชั่น (Alien Station - live in Thailand) (ตอน 2 )




กิ้งก่าไม่ยอมเปลี่ยนสี


อีธานทั้งตื่นเต้นและดีใจนักหนาเมื่อได้เข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนที่ดูเหมือนทันสมัยและมีความสะดวกสบายทุกอย่างครบครัน
ตอนแรกอีธานถึงกับเอ่ยปากชมไม่ขาดปากว่าชุมชนนี้ทันสมัย ดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ แถมยังมีเพื่อนๆ ชาวต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาอาศัยเยอะแยะเต็มไปหมด
โอ้! มายก๊อด! ผมชอบจังเลยที่นี่ พวกเราก็อยู่ชุมชนนี้ไปก่อนก็แล้วกันนะที่รัก การเดินทางก็สะดวกสบาย แถมมีทุกอย่างไม่ต้องเดินทางออกไปไหนไกล
สามีเอเลี่ยนของพีรดากล่าว สำหรับพีรดานั้นยังไงก็ได้อยู่แล้ว หล่อนคิด เพราะสามารถปรับตัวได้ง่ายอย่างสบายๆ ตามสไตล์ไทยแลนด์ หล่อนนึกเป็นห่วงก็แต่สามีที่เป็นคนต่างด้าว เดินทางมาจากต่างบ้านต่างเมืองอาจปรับตัวยากลำบากอยู่สักหน่อยในระยะแรก
และเป็นความจริงที่ว่าอะไรที่ใหม่ๆ ก็มักจะทำให้คนเราตื่นเต้นดีใจเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนสินค้าที่นำมาจัดโปรโมชั่น ทุกคนต่างก็พากันแห่แหนไปซื้อหาจับจองเป็นเจ้าของ แต่พอหมดช่วงโปรฯ ทุกอย่างก็เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ความตื่นเต้นก็พลอยหมดไป จากนั้นความกักขฬะทั้งหลายก็กระทืบเท้าเข้ามาป่วนอารมณ์
โอ้! มายก๊อด! ที่นี่คนเยอะชิบเป๋ง ผมไม่ชอบเลยสกปรกก็สกปรก อาหารก็ไม่สะอาดถูกหลักอนามัย ใส่น้ำตาล และผงชูรสเป็นทัพพี แล้วแบบนี้ใครจะไปกินลง สินค้าก็วางขายกันไม่เป็นระบบระเบียบ ไม่มีทางเท้าให้คนเดินเลย แล้วก็ยังเรื่องหมานั่นอีก พวกเขาปล่อยให้หมาออกมาเดินเพ่นพ่านแบบนี้ได้ยังไงกัน ที่ออสเตรเลียเขาไม่มีหรอกอย่างนี้ แบบนี้ผมรับไม่ไหวจริงๆ
ดูเหมือนอีธานจะเก็บกดมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว พอสามเดือนผ่านไปสงสัยจะอัดอั้นตันใจมาก ระเบิดในอกถึงกับแตกตูมใส่ผู้เป็นภรรยาชาวไทย
ก็เห็นบอกชอบนักชอบหนาตอนมาอยู่
แรกๆ พีรดาอดที่จะกระแหนะกระแหนและเย้าแหย่เขาเล่นไม่ได้
แรกๆ ก็ไม่รู้นี่ว่าจะเป็นแบบนี้
อีธานกล่าวอย่างหัวเสีย
แล้วมีที่ไหนบนโลกนี้ที่เพอร์เฟกต์กว่านี้บ้างฉันจะได้รีบอพยพไปอยู่เลย บอกมาสักที่ซิมิสเตอร์เอเลี่ยน?” ผู้เป็นภรรยาถามเสียงกลั้วหัวเราะ
เอ่อ...ก็เอ่อ…”
อีธานกลายเป็นคนติดอ่างไปเลยทีเดียวพยายามคิดหาสถานที่ต่างๆ ที่เคยเดินทางไปอาศัยมาแล้วก็หลายประเทศทั่วโลก ทั้งออสเตรเลีย ยุโรป รัสเซีย และอเมริกา แต่สุดท้ายก็ยังคิดไม่ออกว่าที่ไหนจะดี หรือแย่ไปกว่ากัน เพราะทุกสถานที่ที่เขาไปอยู่ก็ล้วนแต่มีปัญหาเหมือนกันหมด ถ้าไม่ใช่เรื่องค่าครองชีพสูง ก็เรื่องปัญหาผู้คน วัฒนธรรมประเพณีและ ภาษา
ไปอาศัยอยู่อเมริกาก็โดนเหยียดหยามว่าเป็นพวกบ้านนอก เพราะเรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษที่แตกต่างกัน แถมยังต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก พอมาอาศัยอยู่เมืองไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว เรื่องอาหาร และการสื่อสารกับชาวไทย รวมถึงวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ วิธีคิดที่แตกต่างกัน
อีธานเป็นช่างภาพอิสระ ขายภาพให้เอเจนซี่หลายเจ้าทางออนไลน์ แม้รายได้จะไม่มากนักแต่ก็ดำรงชีพอยู่ได้เมื่ออาศัยอยู่เมืองไทย เพราะค่าครองชีพไม่สูงนัก ประกอบกับมีพีรดาซึ่งเป็นเสมือนทั้งเพื่อนคู่หูและภรรยาที่เข้าใจจิตใจของเขา ทำให้อีธานอาศัยอยู่เมืองไทยได้นานกว่าที่เขาเคยคาดคิดเอาไว้
ในระยะหลัง แทนที่อีธานจะปรับตัวได้บ้าง แต่เขากลับยิ่งบ่นเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ บวกกับถูกภรรยาขัดแย้งความคิดอยู่บ่อยๆ คราวนี้สามีเอเลี่ยนของพีรดาจึงสอดส่ายสายตามองหาเหยื่อรายใหม่เพื่อเป็นที่ระบาย
และแล้วเขาก็ได้ไปจ๊ะเอ๋กับเอเลี่ยนเพื่อนใหม่ที่พูดภาษาเดียวกันชื่อ แจ๊กกี้
พ่อเฒ่าแจ๊กกี้เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี เคยแต่งงานกับคนไทย แต่ภรรยาเกิดอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตไปหลายปี ด้วยความที่ชื่นชอบเมืองไทยมาก เพราะค่าครองชีพถูก และผู้คนก็เป็นกันเองไม่เหมือนสถานที่ที่แกจากมา ทำให้พ่อเฒ่าแจ๊กกี้ตัดสินใจอาศัยอยู่ที่ชุมชนนี้เรื่อยมาร่วมยี่สิบปีเต็มๆ
แรกๆ สองเอเลี่ยนรักกันดีมาก พูดคุยถูกจริตเสียนักหนา ทำให้ชีวิตพีรดาเข้าสู่โหมดสงบเงียบไปสักพักใหญ่ พีรดาถึงกับแอบดีอกดีใจอยู่เงียบๆ ที่ไม่มีใครมาคอยบ่นเรื่องปัญหาโลกแตกให้ฟัง แต่อยู่มาวันหนึ่งโลกที่สงบเงียบของเธอก็พังทลายลงอีกครั้งเมื่อสามีเอเลี่ยนเริ่มกลับเข้าสู่โหมดโลกเบี้ยว
พ่อเฒ่าแจ๊กนี่ไม่ไหวจริงๆ เจ้ามารยาสาไถย แม้แต่นักแสดงยังอาย น่าจะมอบรางวัลออสการ์ให้เลยนะคนแบบนี้ 
อีธานบ่นเสียงดัง ท่าทางเต็มไปด้วยความหงุดหงิดแบบสุดๆ
เป็นอะไรอีกล่ะคราวนี้ พ่อเฒ่าแจ๊กแกไปสะกิดต่อมอะไรเข้าให้ถึงอารมณ์บ่จอยแบบนี้?”
ผู้เป็นภรรยาถาม พร้อมกับเตรียมตัวต้อนรับพายุอารมณ์ลูกใหญ่จากสามีที่กำลังพัดมาเยือน
ผมก็ไม่ได้เกลียดแกหรอก แต่ไม่ชอบที่แกเป็นคนปากหวานและตอแหลเก่ง เห็นเด็กสาวๆ เป็นกระดิกหางใส่ทันที เที่ยวขอเบอร์ทงเบอร์โทร. เด็กๆ ไปทั่ว ผมถามว่าเอามาทำไม แกบอกว่าจะเอาไว้คุยเรื่องธุรกิจโถ ธุรกิจเซ็กส์น่ะสิไม่ว่า พ่อเฒ่าหัวงูเอ๊ย ทำมาเป็นใจป้ำ แต่ในหัวมีเพียงแค่เรื่องอย่างว่า แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมโมโหได้ยังไง
ท้ายที่สุดพ่อเฒ่าแจ๊กกี้ก็ได้รับฉายาใหม่จากอีธานว่า เฒ่าปากหวานหรือ เฒ่าบูซิต” (เพราะโกหกเก่ง) โดยที่พ่อเฒ่าแจ๊กกี้เองก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว
วันหนึ่งพีรดาเดินไปซื้อกับข้าวในตลาด มองเห็นพ่อเฒ่าแจ๊กกี้กำลังเดินอยู่บนถนน แกกล่าวทักทายผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นภาษาไทยอย่างอารมณ์ดีไปตลอดทาง
 สวัสดีคร้าบๆ
พอทักทายเสร็จ จากนั้นชายชราก็เดินลากสังขารผุๆ ไปตามถนนที่แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คน โดยใช้วอล์คเกอร์อลูมิเนี่ยมพับเก็บได้พยุงกาย ไม่มีใครล่วงรู้ว่าแกคิด หรือรู้สึกอย่างไร เพราะแกทำตัวกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนในชุมชนจนแยกแยะไม่ออก ดำเนินชีวิตไปตามวิถีของชุมชุนเท่าที่ควรจะเป็น
ตอนนั้นพีรดาคิดว่าพ่อเฒ่าแจ็กกี้ผู้นี้ช่างเป็นเอเลี่ยนที่ฉลาดล้ำลึกเสียนี่กระไร แตกต่างจากอีธานสามีของหล่อนหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะพ่อเฒ่าแจ๊กกี้ทำตัวเป็นเหมือนกิ้งก่าคาเมเลี่ยนสามารถเปลี่ยนสีได้ปุ๊บปั๊บให้เข้ากับทุกสถานการณ์ แม้บางครั้งจะใช้วิธีโกหกบ้างก็ตามที
ชีวิตชาวต่างชาตินั้นเมื่ออาศัยอยู่ต่างแดนถ้าหากไม่ปรับตัวคล้อยตามวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้นๆ ก็อยู่อย่างยากลำบาก เรื่องนี้พ่อเฒ่าวัยย่างแปดสิบก็คงล่วงรู้เกี่ยวกับความจริงข้อนั้นเป็นอย่างดี
ชายชราอาศัยเงินเบี้ยบำนาญเล็กน้อยที่ได้รับจากรัฐบาลอเมริกาส่งเข้าบัญชีให้ทุกเดือน หากอาศัยอยู่อเมริกา ลำพังเงินไม่กี่ร้อยเหรียญสหรัฐฯ นั้นคงไม่พอยังชีพในแต่ละเดือน แต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทย เงินก้อนนั้นกลับสามารถทำให้แกอยู่ได้อย่างสุขสบาย
พ่อเฒ่าแจ๊กกี้อาจไม่คาดหวังอะไรมากกับชีวิตที่เหลือ ขอเพียงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ต้องดิ้นรนมากนักในวัยชรา แค่นั้นก็สามารถอยู่ในชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา
ความสุขของแกคือทำอาหารอิตาเลี่ยนรับประทานเองที่คอนโดฯ และแชทกับสาวๆ ในโลกออนไลน์ บางครั้งก็คบกับสาวพนักงานทำความสะอาดที่โรงอาหารประจำชุมชน เพื่อให้หัวใจมีเลือดสูบฉีดกระชุ่มกระชวย แล้วเที่ยวพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับชาวไทยที่พอสื่อสารภาษาอังกฤษเข้าใจกันได้บ้าง เพื่อฆ่าเวลาและหาพันธมิตรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ
ชีวิตนั้นมองดูเหมือนไร้สาระ ไม่มีแก่นสารใดๆ แต่อีกด้านใครจะล่วงรู้ว่านั่นอาจเป็นหลักจิตวิทยาและกลยุทธ์ที่พ่อเฒ่าแจ๊กกี้ได้วางแผนการเอาไว้อย่างแยบยลตั้งแต่เริ่มต้นเข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ภายในชุมชนแห่งนี้ก็เป็นได้
พีรดากลับถึงห้องพักพร้อมด้วยผักปลาเต็มสองมือและมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเอเลี่ยนในเมืองไทย
"นี่อีธาน" พีรดาเรียกสามี
“อะไรที่รัก?
“ฉันมีเคล็ดลับอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขมาฝากเอเลี่ยนแบบคุณด้วยแหละ”
“วอท?” อีธานถามเสียงขึ้นจมูก ทำหน้าสงสัยเหมือนแย้ตากแดดหลายชั่วโมงจนหน้าหงิก
“คุณเคยเห็นกิ้งก่าหรือเปล่า?
“กิ้งก่าทำไมแม่เต่า?
เขาเรียกฉายาของผู้เป็นภรรยา เพราะหล่อนทำอะไรก็เชื่องช้าไม่ทันใจเขานั่นเอง
“ก็กิ้งก่าเวลามันอยู่ในป่า พออันตรายมาถึงตัว พวกมันจะรีบเปลี่ยนสีให้กลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทันทีน่ะซี คุณว่ามันฉลาดหรือเปล่าล่ะ?
“เออก็หัวแหลมดี แล้วทำไมเข้าสู่ประเด็นเสียที อย่ามัวพูดอ้อมโลก”
อีธานชักสีหน้าแสดงความรำคาญผู้เป็นภรรยาที่ชอบทำตัวเป็นพวกนักปรัชญา หมกมุ่นกับการตั้งคำถาม และพยายามสรรหาเรื่องราวต่างๆ มาตั้งเป็นปัญหาเชาว์ให้คนเถรตรงอย่างเขาขบคิดเสมอ
วันนี้ก็เช่นกัน อีธานคิดอยู่ในใจ สงสัยภรรยาไปเจอเรื่องอะไรมาอีกแน่ๆ หล่อนจึงคุยได้เป็นต่อยหอยแบบนี้ เพราะปกติภรรยาของเขาจะเป็นคนปากหนัก ชอบครุ่นคิดและเขียนมากกว่า พอหันหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์ หล่อนก็เข้าสู่โลกจินตนาทันทีไม่ยอมออกมาง่ายๆ นั่งเขียนข้ามวันข้ามคืนก็ยังได้
“ขนาดกิ้งก่ามันเป็นสัตว์เดรัจฉานยังมีสมองคิด ประสาอะไรกับมนุษย์ผู้ประเสริฐแบบเราที่มีสมองอันชาญฉลาดกว่ากิ้งก่าเป็นร้อยเท่า ทำไมเราถึงคิดไม่ได้แบบมันถ้าคุณอยากอยู่ในชุมชนนี้อย่างไม่มีปัญหา ทำไมไม่ลองปรับตัวแบบกิ้งก่าดูบ้างล่ะ”
ผู้เป็นภรรยากล่าวสรุป อีธานที่กำลังตั้งใจฟังอยู่ถึงกับหน้าหักอย่างแรง ร้องถามเสียงดังขึ้นกว่าเดิม
“วอท?...คุณจะบ้าเรอะ แบบนี้ก็หาว่าผมมีสมองน้อยกว่ากิ้งก่าน่ะสิ”
“ไม่ใช่ ฉันกำลังจะบอกว่า ถ้าคนเราอยากใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขก็ควรจะฝึกฝนปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมไว้บ้างก็ดีเหมือนกันนะ”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าผมไม่มีความสุข?
“ก็เห็นคุณบ่นถึงเรื่องปัญหาโลกแตกโน่นนี่นั่นอยู่ทุกวัน” ผู้เป็นภรรยากล่าว
Leave me alone! พูดอะไรก็ไม่รู้ อยู่ดีๆก็จะให้คนเป็นกิ้งก่า คุณนี่ท่าจะบ้า

“เฮ้อ! อีธาน งั้นคุณก็อยู่ในโลกของคุณไปเถอะ ฉันจนปัญญาจะอธิบาย”
พูดจบผู้เป็นภรรยาก็หันหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์ทันที พยายามสงบจิตใจสักพักก่อนจะเริ่มลงมือเขียนหนังสือเรื่อง Alien Station ของหล่อนต่อ
คราวนี้พีรดาคิดว่าจะเขียนเรื่องของอีธาน สามีเอเลี่ยนคนเถรตรงและขวางโลกนี่แหละ เพราะนอกจากเขาจะเป็นตัวละครที่อยู่ใกล้ตัวแล้ว ยังเป็นตัวละครที่แสนเพอร์เฟกต์เสียนี่กระไร
กิ้งก่าที่ไม่ยอมเปลี่ยนสีง่ายๆ อย่างเขาแบบนี้ พีรดาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าวิถีชีวิตของอีธานตอนอาศัยอยู่เมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป และสถานีแห่งนี้จะเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายหรือไม่ หล่อนอยากรู้และอยากช่วยเขา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะช่วยอีธานด้วยวิธีไหนดี ได้แต่ภาวนาให้อีธานค้นพบความลับแบบกิ้งก่า คงดีไม่น้อยถ้าเขาหยุดบ่นได้ในสักวันหนึ่ง พีรดาได้แต่แอบฝันหวานอยู่คนเดียว


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น