รักหมดใจนายยิปซี




ตอนที่ 1
ผู้ตามหาแสง


          มีคนบอกฉันว่า ปลายอุโมงค์นั้นมีแสงมหัศจรรย์ส่องมาเสมอ ถ้าเราพยายามมองหามันก็จะได้เจอ

........................
ย่างเข้าฤดูร้อนอีกปีแล้วสินะฤดูร้อนปีนี้ก็คงจะเหมือนกับสองปีที่ผ่านมา มันทั้งเงียบเหงา และว่างโหวงเมื่อไม่มีเขาคนนั้น คนที่ผ่านเข้ามาในช่วงฤดูร้อน แล้วก็จากไปราวกับสายลมร้อน
ฤดูร้อนเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นฉันเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แต่ฉันเลือกที่จะไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ เพราะฉันหลงใหลแสงมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมดบนโลกนี้ แสงทำให้ฉันใจเต้นรัว แสงคอยปลอบใจให้ความหวัง ฉันฝันถึงการทำงานเกี่ยวกับแสง และการถ่ายภาพแนวดรามาติก (Dramatic) จึงกลายมาเป็นเป้าหมายในชีวิตของฉัน
ฉันหลงใหลการถ่ายภาพบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะท่าทางแปลกๆ ตอนสมัยเรียนมัธยมปลายฉันใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่งหลังจบจะตระเวนไปทั่วประเทศไทยเพื่อถ่ายภาพ ค้นหาแสงสีที่ซ่อนเร้นในชีวิตของผู้คน ฉันไม่ต้องการจะเป็นช่างภาพมืออาชีพหรอกนะ ขอเพียงแค่ให้ได้ถ่ายภาพที่ฉันรักก็รู้สึกพอใจแล้ว นี่แหละคือความฝันในช่วงชีวิตวัยรุ่นทั้งหมดของฉัน
        ครอบครัวของฉันแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับเส้นทางที่ฉันเลือก แต่เพราะว่าฉันเป็นลูกคนที่สองในบรรดาพี่น้องทั้งหมดสามคน พ่อกับแม่จึงไม่เคร่งครัดกับฉันนัก แต่คนรับเคราะห์ทั้งหมดคือพี่ชายฉัน เขากลายเป็นความหวังทั้งหมดของครอบครัวเรา พ่อกับแม่มักให้ความสำคัญกับพี่ชาย และน้องสาวคนเล็ก จนฉันเหมือนเป็นส่วนเกินของครอบครัว
            “พ่อฉันจบม.6 แล้ว ฉันขอเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯได้ไหม ฉันไม่อยากเรียนต่อปริญญาตรีเหมือนพี่ป้าง
         “ไปไหนก็ไปสิ จะมาบอกข้าทำไม ไปบอกแม่ของเอ็งโน่น
คำพูดเหมือนไม่ไยดีของพ่อทำให้ฉันแอบนึกน้อยใจเล็กน้อย ท่านคงไม่อยากรับรู้ และสนใจว่าฉันจะใช้ชีวิตอยู่แบบไหนบนโลกใบนี้ ฉันชอบอะไร ฉันอยากเรียนอะไร หรือแม้แต่วันเกิดของฉันก็ไม่มีใครใส่ใจมัน แต่พอถึงวันเกิดพี่ป้างกับน้องโมโม พวกเขาจะกระตือรือร้นจัดเตรียมงานฉลองให้อย่างเต็มที่ ซื้อเสื้อผ้าดีๆ และข้าวของที่ทั้งสองโปรดปรานมาประเคน
ทุกวันเกิดของฉันจึงกลายเป็นวันที่ฉันเกลียดที่สุด เพราะมันเงียบเหงา ว้าเหว่ ฉันไม่เข้าใจว่าตัวเองเกิดมาคั่นกลางระหว่างพี่น้องสองคนทำไม และบ่อยครั้งที่ฉันมักฝันร้ายเรียกชื่อเห่ยๆ ที่พ่อตั้งให้ กลางหรือ กลางฤทัยฉันแอบคิดว่าเป็นเพราะชื่อนี้หรือเปล่าที่มันทำให้ชีวิตฉันกลายเป็นบุคคลที่ใครๆ ก็ไม่ต้องการ
แม่มีเงินให้แกแค่ 3,000 บาทนะ ส่วนอีก 5,000 แม่จะเก็บเอาไว้ให้พี่แกเอาติดตัวตอนเดินทางกลับมหาลัย ตอนนี้พี่แกเขากำลังเรียนแพทย์ปีสอง ต้องใช้เงินเยอะ ส่วนเองไม่อยากเรียนต่อก็เอาไปแค่นี้แหละ แล้วก็รีบหางานทำเร็วๆ เข้า ลูกผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนสูงและประสบความสำเร็จในชีวิตหรอก ถ้าหากแกเจอเถ้าแก่ร่ำรวยมีเงินที่เมืองกรุงก็ตัดสินใจแต่งงานกับเขาเสีย พ่อกับแม่จะได้สบายใจหายห่วงเรื่องแก เข้าใจมั้ยนังกลาง

ไม่เข้าใจโว้ย! ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมโลกนี้ถึงไม่มีใครต้องการช้านนน…”
นี่ก็ย่างเข้าอาทิตย์ที่สองแล้วที่ฉันเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แต่ก็ยังหางานทำไม่ได้ สมัครงานที่ไหนก็ถูกปฏิเสธทุกที่ ฉันพักอยู่กับญาติลูกพี่ลูกน้องชื่อ สามหรือ สามสายเธอก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับฉัน เป็นลูกคนที่สามในจำนวนพี่น้องทั้งหมดหกคน พวกหมาหัวเห่า พอเรียนจบม.ปลาย ครอบครัวก็เตะส่งไม่แยแส
เฮ่ย! ลำบากเอ็งแล้วล่ะสินังกลาง ฉันเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แรกๆ กว่าจะหางานได้ก็ลำบากแบบนี้แหละ แต่ถ้าลองหาตามห้างฯ ก็จะง่ายกว่าไปสมัครบริษัทนะ เพราะเขาต้องการคนจัดเรียงสินค้าเยอะ โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่แรงฮึดแบบเอ็งพวกเขายิ่งชอบ
ฉันจะลองไปดูพรุ่งนี้ก็แล้วกัน วันนี้เหนื่อยม้าก มากเอ็ง ขาจะหักอยู่แหล่ว ขอนอนก่อนก็แล้วกันนะเมื่อล้มตัวลงนอนหราบนพื้น กลางฤทัยก็หลับปุ๋ยเป็นตาย และเริ่มส่งเสียงกรนเหมือนหวูดรถไฟห้าขบวน
ใจคอเอ็งจะนอนทั้งที่ไม่อาบน้ำแบบนี้เลยหรือไงวะนังหมูอ้วน
ญาติสาวผู้พี่อายุมากกว่าหนึ่งปีโวยขึ้นลั่นห้อง แต่กลางฤทัยเวลานั้นไม่ต่างจากช้างล้ม ถึงจะปลุกยังไงก็ไม่ตื่น มีเพียงกรนดังเป็นระยะๆ ลอยมาเข้าหูสามสาย เธอได้แต่สั่นหัว ท่าทางบอกอาการว่าเริ่มเอือมระอาญาติสาวขึ้นมาเล็กน้อย
เวรกรรมของกู แล้วเมื่อไหร่มันจะได้งานสักทีวะเนี่ย แบบนี้กูจะนอนหลับลงได้ยังไงโว้ย!



กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย


ผมเกลียดแสง แสงที่สาดส่องจากเวทีมาที่ผม มันเหมือนกับนัยน์ตาของปีศาจร้ายที่คอยจับจ้องเขมือบกลืน ความคาดหวังบางอย่างที่มันสร้างภาระอันหนักอึ้งให้ผมแบกรับ ใครๆ ต่างก็บอกว่าผมคือแสงแห่งความหวังสำหรับพวกเขา แสงสว่างที่ทำให้ชีวิตพวกเขาได้ก้าวต่อ เมื่อผมอยู่ท่ามกลางแสงพร้อมกับไวโอลินทุกคนบอกว่ามันเหมาะกับผม พวกเขามักชื่นชมทุกเพลงที่ผมบรรเลง มันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับพวกเขาแม้ว่าผมจะบรรเลงบทเพลงที่เศร้าแค่ไหนก็ตาม
วันนี้ก็เช่นกัน ผมถูกรับเชิญมาในฐานะศิลปินดาวรุ่ง เป็นชาวไทยที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเชิญมาบรรเลงเพลงร่วมกับศิลปินนานาชาติที่กรุงเวียนนาแห่งนี้
ลูกต้องภูมิใจที่เกิดมามีทุกอย่างเพียบพร้อม และมีพ่อแม่คอยให้การสนับสนุนแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของลูกมีเส้นสายที่เวียนนา มีหรือที่ลูกจะได้รับโอกาสมาเล่นไวโอลินร่วมกับศิลปินมืออาชีพที่นี่
ผมเคยชอบเสียงดนตรี ชอบในเสียงไวโอลินเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่จำความได้ แต่ก็เพราะเสียงไวโอลินเช่นกันที่ทำให้ผมไม่อยากจับไวโอลิน เพราะการเล่นไวโอลินของผมมันเต็มไปด้วยกฎกติกา  เงื่อนไข และผลประโยชน์ที่ผู้ใหญ่คอยกำหนดบงการอยู่เบื้องหลัง
ถึงคิวของคุณแล้วครับ มิสเตอร์ พิณรพี วงศ์รัตนพิศาล
เสียงเรียกจากเจ้าหน้าที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ และความมืดสลัวหลังเวที มันกดทับความรู้สึกบางอย่างลงภายในใจของผู้ถูกเรียก จนเขาหายใจแทบไม่ออก การก้าวออกไปแสดงบนเวทีนานาชาติครั้งนี้ราวกับเขาต้องเข้าสู่ลานประหาร เบื้องหน้าคือยอดเขาอันหนาวเหน็บ ตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยมีเพื่อนสนิทเลยสักคนเดียว มีเพียงไวโอลินที่คอยขับกล่อมจิตใจอันแห้งผาก เสียงไวโอลินเสมือนเพื่อนหนึ่งเดียวที่เขามี การแข่งขัน หรือการแสดงบนเวทีต่างๆ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจแม้แต่น้อย แต่พ่อกับแม่ของเขากลับใช้เสียงดนตรีอันล้ำค่านั้นหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ผมเกลียดเสียงไวโอลินที่ไร้จิตวิญญาณ…”
พิณรพี วงศ์รัตนพิศาลชายหนุ่มวัย 22 ลุกจากเก้าอี้ช้าๆ สองมือกระชับกล่องไวโอลินแน่น เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูเพื่อนำทางไปสู่เวทีการแสดง พลันแสงสว่างที่สาดส่องมานั้นได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณอันเจ็บปวดที่ถูกกักขังของเขาออกเป็นครั้งแรก
ผมตัดสินใจแล้ว ตั้งแต่วินาทีนี้ ผมจะค้นหาเวทีในแบบของผมเอง