วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

แบกเป้ตะลุยโลกกรีก





ตอนที่ 7
หัวกะโหลกที่อะคาดิ

 

กะโหลกศีรษะมนุษย์ซึ่งวางเรียงรายในตู้กระจกที่อารามอะคาดิ (Arkadi Monastery) ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง วีรบุรุษหัวใจมหากาฬ (Braveheart) กำกับภาพยนตร์และแสดงโดย เมล กิบสัน ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของ วิลเลียม วอลเลซ อัศวินนักรบชาวสกอตแลนด์ผู้รักชาติยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เขาได้ลุกขึ้นปลุกระดมชาวสกอตแลนด์เพื่อปลดแอกตนเองจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แต่ต้องจบชีวิตลงอย่างกล้าหาญ วินาทีที่ขวานเพชฌฆาตใกล้สะบั้นลงบนลำคอ ชาวเมืองที่มายืนมุงดูต่างแหกปากร้องด้วยความขลาดให้เขาขอความเมตตาจากกษัตริย์เพื่อแลกกับการรอดชีวิต แต่วิลเลียม วอลเลซ กลับเลือกสวมอาภรณ์แห่งความตาย เพื่อปกป้องเกียรติ ศักดิ์ศรี และอิสรภาพแห่งตน



กะโหลกศีรษะมนุษย์ถูกค้นพบมากมายในแผ่นดินกรีซ ทั้งในช่วงสงครามออตโตมัน และสงครามช่วงต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่างเว้นในประเทศกรีซ แต่กะโหลกศีรษะมนุษย์ที่ทำให้ชาวกรีก รวมถึงชาวโลกผู้รักในเสรีภาพหลั่งน้ำตาด้วยความสะเทือนใจมากที่สุด เห็นจะเป็นกะโหลกศีรษะมนุษย์ผู้สละชีพเพื่อเสรีภาพและเอกราชซึ่งสถิตอยู่ ณ อารามอะคาดิ ทางตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากตัวเมืองเรธิมโนประมาณ 23 กิโลเมตร บนเกาะครีต

ประวัติศาสตร์จารึกว่า สมัยจักรวรรดิออตโตมันเติร์กเรืองอำนาจ (ปี ค.. 1299 -1922) ได้ขยายขอบเขตการปกครองไปทั้งยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ไม่เว้นแม้แต่เกาะครีต
ช่วงเวลานั้นกองกำลังทหารออตโตมันเติร์กนับว่ามีความแข็งแกร่งมากและมีความโหดเหี้ยม สามารถสังหารศัตรูได้ภายในพริบตา กล่าวว่าในหน่วยรบของสุลต่านมุรอดที่ 1 (Sultan Murad I .. 1326 -1389) ได้นำเชลยเด็กชายจากส่วนต่างๆ ในยุโรปที่เป็นชาวคริสเตียนไปปลูกฝังจิตสำนึกให้กลายเป็นมุสลิมเต็มตัว พร้อมกับฝึกฝนให้เป็นนักรบพลีชีพเพื่อจักรวรรดิออตโตมัน จากนั้นก็จัดแจงส่งพวกเขาออกไปเข่นฆ่าชาวยุโรปที่เป็นเผ่าพันธุ์ของตน เพื่อขยายอาณาเขตการปกครองของออตโตมันให้เรืองอำนาจยิ่งขึ้น
เมื่อเข้ายึดครองเมืองต่างๆ สำเร็จ ชาวเติร์กก็จะพากันอพยพเข้าไปอาศัยเพื่อแสดงฐานะความเป็นเจ้าของแผ่นดิน และเรียกถิ่นอาศัยที่พวกเขาลงหลักปักฐานในยุโรปว่า “แคว้นรูเมเลีย” (Rumelia) ส่วนเชลยชาวยุโรปก็ได้แต่ก้มหน้ารับใช้ชาวเติร์กไม่ต่างจากทาส นอกจากต้องเป็นสุนัขรับใช้ดูแลที่ดินให้ชาวเติร์กแล้ว ยังต้องคอยส่งภาษีไปยังศูนย์กลางของมุสลิมตามกำหนดเวลาอีกด้วย
ย้อนไปในช่วงที่ออตโตมันเติร์กเข้ามามีอิทธิพลในแผ่นดินกรีซ นับเป็นช่วงที่ชาวกรีกต้องสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตเป็นจำนวนมาก รวมถึงโบสถ์วิหารได้ถูกทุบทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี แม้แต่รูปภาพพระฉายาลักษณ์ของพระเยซูคริสต์ก็ถูกเผา ไม้กางเขนที่สถิตอยู่เหนือโบสถ์ถูกพังลงแล้วนำสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวขึ้นไปแทน ผู้คนบางส่วนถูกไล่ต้อนกลับไปเป็นเชลย หญิงสาวหน้าตาดีถูกส่งไปบำเรอกามยังฮาเล็มของสุลต่าน หรือนำไปเป็นทาสรับใช้พวกเหล่าขุนนางชั้นสูง
การปกครองที่ไร้คุณธรรม ทำให้ชาวกรีกที่มีเลือดรักชาติต้องรวมตัวกันลุกขึ้นสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ไม่อาจเอาชนะกองทัพทหารออตโตมันที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขาก็ไม่เคยสิ้นหวังที่จะมีชีวิตเพื่อรอคอยวันแห่งเสรีภาพ และเรื่องกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่อารามอะคาดิบนเกาะครีตก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สอนชาวโลกเกี่ยวกับพลังอำนาจแห่งเสรีภาพ



อารามอะคาดิ ถูกสร้างขึ้นในลักษณะป้อมปราการหินสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ซึ่งภายในมีทั้งห้องพักสำหรับพระสงฆ์ สถานที่ทำงาน ห้องสมุดโรงเรียน รวมถึงห้องรับประทานอาหาร  วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันกลุ่มโจรที่เข้าโจมตีคริสตจักร และขโมยสมบัติทางศาสนา ต่อมาได้กลายเป็นที่ลี้ภัยของชาวพื้นเมืองในช่วงเวลาเกิดเหตุการณ์คับขัน แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าอารามอะคาดิจะต้องกลายเป็นฐานที่มั่นของชาวบ้านในการสู้รบกับกองทัพทหารออตโตมันนับหมื่น จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเลื่องลือไปทั่วโลก


เดือนพฤศจิกายน ปี ค..1866 ได้เกิดการประท้วงต่อต้านการปกครองของตุรกีไปทั่วเกาะครีต ชาวกรีกที่ถูกกดขี่ข่มเหงไม่อาจอดทนนิ่งเฉยอยู่ต่อไป เจ้าอาวาสแห่งอารามอะคาดิ พร้อมด้วยประชาชนชาวกรีกผู้รักในเสรีภาพได้ลุกฮือขึ้นสู้ และต่อมาพวกเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่ม “กบฏเครตัน” ประชาชนในท้องถิ่นหลายร้อยชีวิตจึงต้องหลบหนีไปลี้ภัยที่อารามอะคาดิ พร้อมด้วยอาหาร และอาวุธที่พอจะหาติดไม้ติดมือไปได้เพื่อเตรียมป้องกันตัว
ผู้ปกครองออตโตมันได้ส่งสารเตือนไปถึงคณะปฏิวัติที่อารามอะคาดิ โดยออกคำสั่งให้ทุกคนยอมจำนน แต่ทางฝ่ายพลเมืองกรีกขอยอมสู้ตายเพื่อปกป้องเอกราชและเสรีภาพ พร้อมกับชูธงที่มีตัวอักษรย่อเขียนว่า “Enosis” ซึ่งหมายถึง การรวมเข้ากับประเทศกรีซ (Union with Greece) ส่วนคำว่า “Freedom or Death.” หมายถึง เสรีภาพหรือความตาย และอีกด้านหนึ่งเขียนว่า “Jesus Christ Conquers.” (พระเยซูผู้พิชิต) เป็นการแสดงให้เห็นถึงจุดยืนและศรัทธาอันแข็งแกร่ง
ผู้บัญชาการออตโตมันตอนนั้นคือ “มุสตาฟา ปาซา” (Mustafa Pasha) จึงตอบโต้ต่อกลุ่มกบฏด้วยการส่งกองกำลังทหาร 15,000 นาย บุกล้อมอารามอะคาดิ โดยวางกองกำลังทหาร พร้อมกับปืนขนาดเล็กจำนวน 30 กระบอก กระจายไปรอบๆ จากนั้นได้ยื่นข้อเสนอครั้งสุดท้ายให้กลุ่มกบฏยอมจำนน แต่ฝ่ายออตโตมันกลับได้รับเพียงเสียงปืนตอบโต้คืนมา แล้วทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเปิดฉากสู้รบกันอย่างดุเดือด แต่ป้อมปราการอารามอะคาดินั้นแข็งแกร่งมาก ทำให้พลเมืองกรีกได้เปรียบฝ่ายทหารออตโตมันในครั้งแรก
กล่าวว่าชาวกรีกที่ลี้ภัยในอารามอะคาดิครั้งนั้นมีประมาณ 900 กว่าชีวิต มีผู้ชายประมาณ 300 กว่า นอกจากนั้นเป็นผู้ลี้ภัยที่เป็นเด็กและผู้หญิง แม้ระยะแรกชาวกรีกจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่กองกำลังทหารออตโตมันที่มากกว่าเกือบยี่สิบเท่า ทำให้ชาวกรีกซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านธรรมดา รวมทั้งเด็กและผู้หญิงค่อยๆ อ่อนกำลังลง
ต่อมาตอนกลางคืนชาวกรีกได้ปลอมตัวเป็นชาวเติร์กปีนข้ามกำแพงหนีออกไปเพื่อขอกำลังเสริม แต่ทว่าโชคร้ายที่ถนนทุกสายถูกปิดกั้นโดยกองกำลังทหารออตโตมัน พวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องช่วยเหลือตนเองจนสุดกำลัง ขณะที่ชายชาวกรีกก็เริ่มร่อยหลอ เพราะเสียชีวิตในระหว่างการสู้รบเป็นจำนวนมาก แถมในวันรุ่งขึ้น ทหารออตโตมันได้รุกหนัก โดยใช้ปืนใหญ่กระหน่ำทุบประตูจนสามารถรุกเข้าไปภายในตัวอารามจนสำเร็จ
ถึงตอนนี้ฝ่ายออตโตมันกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ พวกเขาสามารถปลิดชีพชาวกรีกได้อย่างง่ายดาย การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ฝ่ายทหารออตโตมันต้องการให้ชาวกรีกยอมก้มหัวศิโรราบเป็นทาสพวกเขา แต่ฝ่ายพลเมืองกรีกต่อสู้เพื่อปกป้องเอกราช และเสรีภาพที่จะถูกแย่งชิงไป ทว่าท้ายที่สุดแล้ว แม้ฝ่ายที่ปรารถนาจะได้ครอบครองความเป็นใหญ่เหนือวิญญาณมนุษย์ แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ยินยอมพร้อมใจมอบให้ก็ไร้ซึ่งความหมายจะแย่งชิง

การตัดสินใจพลีชีพด้วยดินระเบิดได้เกิดขึ้นหลังจากการสู้รบสามวันผ่านไป เมื่อกลุ่มกบฏเครตันที่หลบอยู่ภายในห้องเก็บไวน์และดินปืนได้ตระหนักว่าไม่มีทางเอาชนะกองทัพทหารออตโตมัน อีกประการหนึ่งชาวกรีกต่างพากันล่วงรู้ว่า แม้ภายหลังพวกเขายอมจำนนก็ต้องได้รับโทษหนักอยู่ดี อาจถึงขั้นถูกประหารชีวิตหรือถูกส่งไปเป็นทาส จึงทำให้ทุกคนตัดสินใจเลือกสวมอาภรณ์แห่งความตายอย่างไม่หวาดหวั่น เพราะเส้นทางนี้เป็นทางเดียวที่จะนำพวกเขาไปสู่เสรีภาพและชัยชนะอย่างแท้จริง
แต่นับเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์อย่างหนึ่ง แม้แรงระเบิดจะปลิดชีพชาวเมืองในโรงเก็บไวน์ทั้งหมด แต่เพราะแรงระเบิดอีกเช่นเดียวกันที่ส่งผลให้เด็กหญิงชาวกรีกรายหนึ่งกระเด็นขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้ข้างตัวโบสถ์ เธอจึงรอดชีวิตกลับมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ในเวลาต่อมาเธอได้กลายเป็นพยานคนสำคัญที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ทั้งหมดสู่ชาวโลกได้รับรู้ ปัจจุบันรูปปั้นของเธอรวมทั้งวีรบุรุษผู้กล้าได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่อารามอะคาดิ ทุกๆ  ปีจะมีผู้คนเดินทางมาจากทั่วสารทิศ เพื่อเข้าชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อย่างเนืองแน่น

รูปปั้นผู้รอดชีวิตเพียงรายเดียว
 


ลูกกระสุนปืนที่ฝังตามต้นไม้ยังคงหลงเหลือให้เห็น









กล่าวกันว่าเหตุการณ์ระเบิดพลีชีพเพื่ออิสรภาพที่อารามอะคาดิครั้งนั้น ได้กระตุ้นจิตสำนึกผู้คนในประเทศกรีซลุกฮือขึ้นต่อต้านออตโตมันเติร์กมากขึ้น รวมไปถึงประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ รัสเซีย เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส ออสเตรีย ก็ได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและช่วยเหลือ โดยส่งกองกำลังทหาร รวมถึงอาสาสมัครเข้ามาช่วยกอบกู้เอกราชคืนสู่ชาวกรีก
ต่อมาด้วยพลังแห่งอำนาจอันแข็งแกร่งของผู้รักในเสรีภาพทั่วทั้งยุโรปก็ได้ปิดฉากอาณาจักรออตโตมันลงในปี ค..1898 กองกำลังทหารออตโตมันก็ถูกขับไล่ออกจากเกาะครีต หลังจากนั้นเกาะครีตได้รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับประเทศกรีซ และกลายเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมอันหลากหลาย ทุกปีมีนักท่องเที่ยวแวะมาเยือนไม่ขาดสาย กล่าวว่าหากใครมาถึงเกาะครีต ถ้าไม่ได้แวะไปที่อารามอะคาดิก็เหมือนไม่ได้มา
ปัจจุบันอารามอะคาดิได้กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อเอกราชและเสรีภาพของชนชาวกรีก รวมทั้งผู้ที่รักในเสรีภาพจากทั่วโลกไปโดยปริยาย กะโหลกศีรษะมนุษย์และกระดูกวีรชนผู้กล้ายังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในตู้กระจกที่อนุสาวรีย์นอกอารามเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชนรุ่นหลัง
การเดินทางมาเยือนอารามอะคาดิ นอกจากได้รับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ยังทำให้ตระหนักถึงคำว่า “เสรีภาพ” นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด แม้เราจะมองไม่เห็น แต่ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ตราบเท่าที่มนุษย์เชื่อในพลังอำนาจแห่งเสรีภาพ เสรีภาพก็มีอยู่จริงและจะสถิตอยู่ภายในจิตวิญญาณของผู้ที่รักในสันติภาพตลอดไป

วีรบุรุษชาวกรีกผู้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในสงครามอะคาดิ