Recommend Movies & Series


ภาพยนตร์ 10 เรื่องในอดีตสุดประทับใจ


1. Forever Young (1992 ) 

สัญญาหัวใจข้ามเวลา

          Forever Young สัญญาหัวใจข้ามเวลา  คือ นิยายวิทยาศาสตร์-โรแมนติกอเมริกัน (science fiction-romantic drama film) ปี 1992 กำกับโดย สตีฟ ไมเนอร์ (Steve Miner) และนำแสดงโดย เมล กิบสัน (Mel Gibson) เอลียาห์ วู้ด (Elijah Wood) และ เจมี่ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) เขียนบทภาพยนตร์โดย JJ Abrams จากต้นฉบับเดิมชื่อ "The Rest of Daniel"
 ชอว์แชงค์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง

         ภาพยนตร์อเมริกัน แนวดราม่า (drama film) ที่ออกฉายในปี 1994 (พ.ศ. 2537) กำกับการแสดงโดย แฟรงก์ ดาราบอนต์ (Frank Darabont)ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา สร้างจากเรื่องสั้นของสตีเฟน คิง (Stephen King) นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน เรื่อง Rita Hayworth and Shawshank Redemption ในปี ค.ศ. 1982 นำแสดงโดย ทิม ร็อบบินส์  (Tim Robbins) แสดงเป็น แอนดี้ ดูเฟรย์ และ มอร์แกน ฟรีแมน (Morgan Freeman) แสดงเป็น เอลลิส บอยด์ "เรด" เรดดิง ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวเกือบ 2 ทศวรรษของแอนดี้ในคุกชอว์แชงค์และมิตรภาพกับเรด รวมถึงเรื่องราวชีวิตสะเทือนอารมณ์ของผู้คนในเรือนจำชอว์แชงค์




3. Forrest Gump (1994) 
ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม

ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวดราม่า - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994 แสดงนำโดย ทอม แฮงส์ (Tom Hanks) สร้างขึ้นจากนิยายเรื่อง Forrest Gump ที่แต่งโดย วินส์ตัน กรูม (Winston Groom) เป็นเรื่องราวแสดงให้เห็นถึงหลายทศวรรษในชีวิตของตัวละครในเรื่อง (Hanks) ซึ่งเป็นคนใจดี และเขามีความสามารถหลากหลายด้าน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการจัดอันดับเป็นภาพยนตร์อเมริกันที่ดีสุดตลอดกาล ทำรายได้ 677,387,716 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่าเงินกว่า 989 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน 


4. Braveheart (1995) 
เบรฟฮาร์ท วีรบุรุษหัวใจมหากาฬ


วีรบุรุษหัวใจมหากาฬ เป็นภาพยนตร์ชีวประวัติแนวดราม่า กำกับภาพยนตร์โดย เมล กิบสัน ( Mel Gibsonออกฉายในวันที่ 24 พฤษภาคม 1995 ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของ วิลเลียม วอลเลซ (William Wallace) อัศวินชาวสกอตแลนด์ที่ปลุกระดมชาวสกอตแลนด์ให้ปลดแอกตนเองออกจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ในสมัยที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 (Edward I of Englandแห่งอังกฤษเป็นผู้ปกครองเมือง
แม้ภาพยนตร์จะบิดเบือนจากประวัติศาสตร์ไปมาก แต่เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบจะทำให้ผู้คนเกิดความรักชาติมากขึ้นทีเดียว ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงชื่นชมเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ได้รับคำวิจารณ์เช่นกัน แต่สรุปว่าเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลออสการ์ไปในปี 1995 ด้วยกัน 5 รางวัล คือ รางวัลออสการ์ 5 รางวัล สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยม, สาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยม และสาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม



5. Titanic (1997) 
ไททานิก 

Titanic เป็นภาพยนตร์โรแมนติกเกี่ยวกับมหากาพย์ของอเมริกาในปี 1997 กำกับการแสดง ร่วมเขียนบทและร่วมอำนวยการสร้าง James Cameron เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมของผู้คนที่ได้โดยสารไปกับเรือ RMSTitanic ระหว่างเดินทาง พระเอกแสดงโดย Leonardo DiCaprio และนางเอก Kate Winslet ผู้ร่วมเดินทางไปบนเรือด้วย ทั้งสองได้ตกหลุมรักกัน และโศกนาฏกรรมครั้งนั้นทำให้ความรักของทั้งคู่จึงกลายเป็นมหากาพย์โด่งดังไปทั่วโลก




6. The Green Mile (1999) 
ปาฏิหาริย์แดนประหาร


The Green Mile นำแสดงโดย ทอม แฮงค์, ไมเคิล คลาร์ก ดันแคน, เดวิด มอส, บอนนี่ ฮันต์, เจมส์ ครอมเวลล์, ไมเคิล เจเตอร์, แซม ร็อคเวลล์, แบร์รี เป๊ปเปอร์, ดัก ฮัตจิสัน, แพทริเซีย คาร์กสัน และ แกรี ซีนิส (นักแสดงรับเชิญ) กำกับการแสดงโดย แฟรงค์ ดาราบอนต์
เป็นเรื่องราวของพัศดีกับนักโทษสีผิว บอกเล่าเรื่องราวปาฏิหาริย์ ขณะประจำการที่โคลด์ เมาท์เทนท์ ทางใต้ งานของ พอล เอดจ์คอมบ์ คือการดูแลนักโทษประหารที่รอการส่งไปยังแดนประหาร และเส้นทางที่พวกเขาต้องเดินผ่านเรียกกันว่า กรีนไมล์ (Green Mile) ซึ่งเป็นทางเดินสีเขียว ก่อนจะเดินไปสู่เก้าอี้ไฟฟ้าประหาร และ พอล เอดจ์คอมบ์ ได้รู้สึกผูกพันจอห์น ค็อฟฟี่ (ไมเคิล คลาร์ก ดันแดน) นักโทษร่างยักษ์ผิวดำอย่างมาก เพราะค็อฟฟี่ แม้จะตกเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรมเด็กหญิงสองคน แต่ทว่าเขากลับเป็นคนจิตใจอ่อนโยน รักสงบ และกลัวความมืด และเขายังใจดีช่วยรักษาโรคร้ายที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับเอดจ์คอมบ์มานานจนหายเป็นปกติ รวมทั้งพัศดีคนอื่น ๆ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากค็อฟฟี่เช่นกัน ทำให้ทุกคนเกิดความเมตตาสงสารและผูกพันกับนักโทษคนนี้มาก แม้สุดท้ายค็อฟฟี่จะไม่อาจหลีกหนีโทษประหาร แต่ทว่าเรื่องราวของค็อฟฟี่หาได้ตายไปจากใจของผู้คนไม่ หนังเรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมหลั่งน้ำตาให้กับค็อฟฟี่ และหลงรักในความเป็นคนจิตใจดีอ่อนโยนของเขา จนลืมรูปลักษณ์ภายนอก หรือแม้แต่ชนชั้น และสีผิวไปเลยทีเดียว


7. A Beautiful Mind (2001)
 ผู้ชายหลายมิติ

        A Beautiful Mind เป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับชีวประวัติของชาวอเมริกัน โดยอ้างอิงจากชีวิตจริงของ จอห์น แนช (John Nashผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ (Nobel Laureate in Economicsกำกับภาพยนตร์โดย รอน โฮเวิร์ด (Ron Howardและเขียนบทโดย อคิวา โกลด์สแมน (Akiva Goldsmanโดยยึดจากหนังสือขายดีที่เคยได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์ ในปี 1998 ในชื่อหนังสือ A Beautiful Mind  ชื่อเดียวกับหนัง โดยซิลเวีย นาซาร์  (Sylvia Nasarโดยภาพยนตร์นำแสดงโดยรัสเซลล์ โครว์  (Russell Croweร่วมกับ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี, (Jennifer Connelly)เอด แฮร์ริส (Ed Harris )พอล เบตทานี (Paul Bettany) ฯลฯ
          เล่าถึงช่วงวัยเรียนของแนช ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เขาได้พยายามพัฒนาแนวคิดที่จะปฏิวัติวงการคณิตศาสตร์โลก และในช่วงนี้เองที่เขาได้พบกับเพื่อนในจินตนาการ แต่เขากลับไม่รู้ว่านั่นคือภาพหลอน หรือตัวเองได้มีอาการจิตเภท จนต่อมาได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เขารัก ทำให้เกิดปัญหาและกลายเป็นภาระของครอบครัว ต่อมาเขาได้ลุกขึ้นต่อสู้กับโรคจิตเภทนี้จนสามารถที่จะยอมรับกับสิ่งที่เขาประสบและเข้าใจมัน พร้อมกับเอาชนะจิตใจตัวเอง และเอาชนะภาพหลอนด้วยมันสมองอันเป็นอัจฉริยะ
          เป็นภาพยนตร์ที่ซาบซึ้งใจมากเรื่องหนึ่งกับการต่อสู้ของตัวละคร ต้องคอยลุ้นตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ และก็ไม่สร้างความผิดหวังให้คนดูจริงๆ เปิดฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2001  ทำรายได้ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั่วโลก นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลออสการ์ 4 สาขาจากเวทีรางวัลออสการ์อีกด้วย คือ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทดัดแปลงยอดเยี่ยม, และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม


8. Big Fish (2003) 
จินตนาการรัก ลิขิตชีวิต
  
           Big Fish เป็นภาพยนตร์ดราม่า แฟนตาซี (fantasy comedy-drama) สร้างจากนิยายที่มีชื่อเดียวกัน ปี 1998 โดย Daniel Wallace กำกับโดย ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) และนำแสดงโดย อัลเบิร์ต ฟินเนย์ (Albert Finney), อลัน แม็คเกรเกอร์ (Ewan McGregor) บิลลี่ ครูดรัพ (Billy Crudup), Jessica Lange, and Marion Cotillard
         เป็นเรื่องราวของ เอ็ดเวิร์ด บลูม (อัลเบิร์ต ฟินนี่ย์) เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ชวนให้ติดตาม เขาได้เล่าเรื่องราวชีวิตอันเหลือเชื่อของตัวเองในวัยหนุ่มแสดงโดย ยวน แมคเกรเกอร์ การเล่าเรื่องของเขาได้ผสมผสานกับจินตนาการอันตื่นตาตื่นใจและเต็มไปด้วยความหมายอย่างล้ำลึก โดยตัวเขาในวัยหนุ่มมีความปรารถนาอันเปี่ยมล้นที่จะออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งสถานที่ที่เขาไปนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์เหลือเชื่อที่เหมือนไม่ได้มีอยู่จริงบนโลกของเรา ทำให้เขาได้พบกับยักษ์ แม่มด และผู้หญิงฝาแฝดสองหัว จึงยากที่คนฟังจะเชื่อว่าเรื่องที่เขาเล่าเป็นเรื่องจริง ยกเว้น วิลล์ (บิลลี่ ครูดรัพ) ลูกชายที่ห่างเหิน และวิลล์พยายามที่จะแก้ไขความสัมพันธ์ที่ไม่ดีของเขากับพ่อ


เดอะ แพสชั่น ออฟ เดอะ ไครสต์

The Passion of the Christ เป็นภาพยนตร์อเมริกันใน เล่าเรื่องตามพระคัมภีร์ไบเบิล ฉายในปี 2004 กำกับโดย เมล กิบสัน (Mel Gibson) เขียนบทโดย เมล กิบสัน และ เบเนดิกต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (Benedict Fitzgeraldนำแสดงโดย จิม คาวีเซล (Jim Caviezel) แสดงเป็นพระเยซูคริสต์ มาเรีย มอร์เกนสเติร์น (Maia Morgenstern) แสดงเป็นพระแม่มารีย์ และ Monica Bellucci เป็น Mary Magdalene เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรักของพระเยซูที่มีต่อมนุษย์ ซึ่งการนำเสนอส่วนใหญ่จะยึดตามพระวรสารของผู้เผยพระวจนะ มัทธิว (Matthew) มาร์ค (Mark) ลูกา (Luke) และจอห์น (John) 


10. Apocalypto (2006)
 ปิดตำนานอารยชน

Apocalypto เป็นภาพยนตร์ผจญภัยมหากาพย์อเมริกันปี 2006 กำกับโดย เมล กิบสัน (Mel Gibsonและเขียนโดย Gibson และ Farhad Safinia ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนักแสดงชาวอเมริกันพื้นเมือง และชาวเม็กซิกันพื้นเมืองประกอบด้วย Rudy Youngblood, Raoul Trujillo, Mayra Sérbulo, Dalia Hernández, Ian Uriel, Gerardo Taracena, Rodolfo Palacios, Bernardo Ruiz Juarez, Ammel Rodrigo Mendoza, Ricardo Diaz Mendoza และ Israel Contreras ซึ่งเรื่องนี้จะมีการดำเนินเรื่องคล้ายคลึงกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ เมล กิบสัน The Passion of the Christ บทสนทนาทั้งหมดอยู่ในรูปแบบของภาษาโบราณ มีการใช้ภาษาพื้นเมืองของ Yucatec Maya เรียกว่าภาษา มายัน
        Apocalypto เป็นเรื่องราวการเดินทางของ Jaguar Paw นักล่าชาว Mesoamerican และชนเผ่าเพื่อนของเขาที่ถูกจับโดยกองกำลังรุกรานหลังจากการทำลายหมู่บ้านของพวกเขา ทำให้ต้องดิ้นรนหนีตายไม่ต่างจากสัตว์ป่า แต่การล่าเพื่อเอาชีวิตมนุษย์เป็นเครื่องสังเวยกำลังจะสิ้นสุดลง...
          ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศทำรายได้มากกว่า 120 ล้านเหรียญทั่วโลก และได้รับการวิจารณ์เป็นอย่างดี บวกกับนักวิจารณ์ที่ชื่นชมทิศทางของ เมล กิบสัน อยู่แล้วยิ่งส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นที่ยกย่องกันอย่างกว้างขวาง



เส้นทางภาษามือไทย


กว่าจะเป็นหนังสือ การสะกดนิ้วมือไทย ก.ไก่ 
สำหรับภาษามือไทย ฉบับปรับปรุงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๙


ประวัติความเป็นมาของตัวสะกดอักษรนิ้วมือไทย

          ในปี พ.ศ. 2494 ที่เริ่มมีหน่วยทดลองสอนคนหูหนวกขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยมี ม.ร.ว.หญิง เสริมศรี เกษมศรี เป็นหัวหน้าหน่วยทดลองสอนคนหูหนวกท่านแรก ซึ่งท่านสำเร็จการศึกษาทางด้านการสอนคนหูหนวกจากมหาวิทยาลัยกอลลอเดท สหรัฐอเมริกา ท่านได้นำวิธีการสอนคนหูหนวกจากสหรัฐอเมริกา ที่ฝึกคนหูหนวกให้พูดตามคำบอกโดยเริ่มอ่านริมฝีปากและดูรูปภาพประกอบในการฝึกพูดทดลองสอนคนหูหนวกไทยผลจากการฝึกให้พูดไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะคนหูหนวกชอบสื่อสารด้วยการใช้ภาษามือมากกว่าการพูด เพราะเข้าใจง่าย สื่อสารได้เร็วกว่าโดยการใช้สายตาและด้วยมือต่อมาอาจารย์กมลา ไกรฤกษ์ ที่สำเร็จการศึกษาทางด้านการสอนคนหูหนวกจากมหาวิทยาลัยกอลลอเดท ท่านที่สองต่อจาก ม.ร.ว.หญิง เสริมศรีเกษมศรี ได้เข้ามาเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนสอนคนหูหนวก ท่านเห็นว่าวิธีการสอนโดยฝึกพูดให้กับคนหูหนวกไม่ได้ผล แต่ควรฝึกให้เด็กใช้ท่าภาษามือในการสื่อสารจึงจะเกิดผลดี ท่านจึงได้ริเริ่มรวบรวมท่าภาษามือ ที่เด็กหูหนวกในโรงเรียนสอนคนหูหนวกใช้ท่าภาษามือที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ให้เป็นท่ามือรูปแบบเดียวกัน เพราะในขณะนั้นยังไม่มีการจัดทำท่าภาษามือสำหรับคนหูหนวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อมาได้ร่วมมือกับนักเรียนหูหนวกและครูที่สอนช่วยกันรวบรวมท่าภาษามือขึ้นภายในโรงเรียน ซึ่งในหนึ่งคำนั้นก็ให้เปลี่ยนมาใช้ท่ามือเดียวกันเพื่อให้เป็นมาตรฐานที่ใช้สื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน จากนั้นท่านได้เขียนคำบรรยายท่าทาง แต่ยังไม่มีท่าประกอบเป็นหนังสือภาษามือ ได้พิมพ์ออกมาเล่มแรกในประเทศไทยปี พ.ศ. 2509 

หนังสือภาษามือเล่มแรกของประเทศไทย ปีพ.ศ. 2509



ภาพอักษรสะกดนิ้วมือ ปีพ.ศ. 2509

        



            นอกจากนี้อาจารย์กมลา ไกรฤกษ์ ยังได้คิดริเริ่มในการประดิษฐ์ตัวสะกดอักษรนิ้วมือไทยขึ้นเป็นท่านแรกในปี พ.ศ. 2497 โดยการนำตัวสะกดนิ้วมืออักษรภาษาอังกฤษของภาษามืออเมริกันมาดัดแปลงเทียบเคียงกับตัวสะกดอักษรของไทย ซึ่งท่านได้ทำการวิจัย และคิดค้นร่วมกับคนหูหนวกผู้ใหญ่ที่โรงเรียนสอนคนหูหนวกจำนวน 6 คน คือ ครูพัฒน์ พานิชภักดิ์ นายมาโนช ศันสนะเกียรติ นายกุลน้อย ทองน้อย นายธงชัย สนิทพันธ์ นายรณยุทธ์ สุจริต และนายกำพล สุวรรณรัต โดยมีนายกุลน้อย ทองน้อยนักเรียนหูหนวกรุ่นแรกที่มีความสามารถในการวาดภาพ และเป็นผู้วาดท่าภาษามือ ตัวสะกดนิ้วมือไทยที่ไม่ได้เรียงตามลำดับตัวอักษรของไทยซึ่งมี 48 ท่า ชี้บนฝ่ามืออีก 15 ท่า รวมเป็น 63 ท่า สำเร็จในปี พ.ศ. 2499 และได้ใช้เป็นแบบเรียนสำหรับเด็กหูหนวกเรื่อยมา


อาจารย์กมลา ไกรฤกษ์ผู้คิดริเริ่มการประดิษฐ์ตัวสะกด
อักษรนิ้วมือไทยขึ้นเป็นท่านแรกในปีพ.ศ. 2497



ตัวสะกดนิ้วมือไทยฉบับปรับปรุง ปี พ.ศ. 2499
วาดโดยกุลน้อย ทองน้อย


               ต่อมาในสมัยอาจารยสถาพร สุวัณณุสส์เป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนคนหูหนวกท่านที่สามต่อจากอาจารย์กมลา ไกรฤกษ์ จึงได้มีการเพิ่มเติมตัวอักษร ฏ ๆ ฯ และจัดรูปแบบใหม่ให้เรียงตามลำดับตัวอักษรของไทย โดยเริ่มจาก ก - ฮ และรูป ๆ ฯ บนฝ่ามือให้ครบถ้วนถูกต้องตามหลักภาษาไทย โดยมีนายไพศาล วงศ์ศิริพัฒนกุล เป็นผู้คัดลอกวาดภาพท่าภาษามือจากต้นแบบที่นายกุลน้อยเป็นผู้วาดท่าภาษามือ และเริ่มใช้รูปแบบใหม่ในปี พ.ศ. 2526 เรื่อยมาจนมาถึงปี พ.ศ.2529 จึงได้ปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยชมรมศิษย์เก่าสอนคนหูหนวกโรงเรียนเศรษฐเสถียรซึ่งมีดร.มลิวัลย์ ธรรมแสง เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ท่านได้เปลี่ยนจากท่าภาษามือ ที่มีหมายเลขกำกับมาเป็นท่านิ้วมือแทน ด้วยเหตุผลที่ว่ารูปแบบการสะกดนิ้วมือไทยปี พ.ศ. 2499 ซึ่งมีหมายเลขกำกับนั้น อาจจะทำให้คนหูหนวกและคนปกติไม่เข้าใจว่าตัวเลขหมายถึงอะไร และเป็นการยากแก่การจดจำ ทางชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนเศรษฐเสถียรจึงได้ร่วมกันคิดแก้ไข โดยเปลี่ยนจากตัวเลขกำกับมาเป็นรูปท่านิ้วมือแทน ทำให้เข้าใจง่ายและจดจำได้ดีกว่า ซึ่งได้ตัวอักษรไทย 49 ท่า ชี้บนฝ่ามือ 17 ท่า รวม 66 ท่า โดยนายกุลน้อย ทองน้อย เป็นผู้วาดในปี พ.ศ. 2540


แบบสะกดนิ้วมือไทย ปี พ.ศ. 2529 วาดโดยกุลน้อย เพื่อสอนเด็กนักเรียนอนุบาลภายใต้การดูแลของสมาคมคนหูหนวกฯ

อักษรไทย รวม 66 ท่า วาดโดย นายกุลน้อย ทองน้อย ใน ปี พ.ศ. 2540



แบบสะกดนิ้วมือไทย ปี พ.ศ. 2550 วาดโดยกุลน้อย เพื่อสอนนักศึกษาทั่วประเทศให้
มีความเข้มแข็ง ภายใต้การดูแลของวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล

_________________

ที่มาบทความจากหนังสือ "กุลน้อย ทองน้อย ศิลปินหูหนวกอัจฉริยะที่โลกลืม"


รักหมดใจนายยิปซี




ตอนที่ 1
ผู้ตามหาแสง


          มีคนบอกฉันว่า ปลายอุโมงค์นั้นมีแสงมหัศจรรย์ส่องมาเสมอ ถ้าเราพยายามมองหามันก็จะได้เจอ

........................
ย่างเข้าฤดูร้อนอีกปีแล้วสินะฤดูร้อนปีนี้ก็คงจะเหมือนกับสองปีที่ผ่านมา มันทั้งเงียบเหงา และว่างโหวงเมื่อไม่มีเขาคนนั้น คนที่ผ่านเข้ามาในช่วงฤดูร้อน แล้วก็จากไปราวกับสายลมร้อน
ฤดูร้อนเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นฉันเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แต่ฉันเลือกที่จะไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ เพราะฉันหลงใหลแสงมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมดบนโลกนี้ แสงทำให้ฉันใจเต้นรัว แสงคอยปลอบใจให้ความหวัง ฉันฝันถึงการทำงานเกี่ยวกับแสง และการถ่ายภาพแนวดรามาติก (Dramatic) จึงกลายมาเป็นเป้าหมายในชีวิตของฉัน
ฉันหลงใหลการถ่ายภาพบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะท่าทางแปลกๆ ตอนสมัยเรียนมัธยมปลายฉันใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่งหลังจบจะตระเวนไปทั่วประเทศไทยเพื่อถ่ายภาพ ค้นหาแสงสีที่ซ่อนเร้นในชีวิตของผู้คน ฉันไม่ต้องการจะเป็นช่างภาพมืออาชีพหรอกนะ ขอเพียงแค่ให้ได้ถ่ายภาพที่ฉันรักก็รู้สึกพอใจแล้ว นี่แหละคือความฝันในช่วงชีวิตวัยรุ่นทั้งหมดของฉัน
        ครอบครัวของฉันแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับเส้นทางที่ฉันเลือก แต่เพราะว่าฉันเป็นลูกคนที่สองในบรรดาพี่น้องทั้งหมดสามคน พ่อกับแม่จึงไม่เคร่งครัดกับฉันนัก แต่คนรับเคราะห์ทั้งหมดคือพี่ชายฉัน เขากลายเป็นความหวังทั้งหมดของครอบครัวเรา พ่อกับแม่มักให้ความสำคัญกับพี่ชาย และน้องสาวคนเล็ก จนฉันเหมือนเป็นส่วนเกินของครอบครัว
            “พ่อฉันจบม.6 แล้ว ฉันขอเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯได้ไหม ฉันไม่อยากเรียนต่อปริญญาตรีเหมือนพี่ป้าง
         “ไปไหนก็ไปสิ จะมาบอกข้าทำไม ไปบอกแม่ของเอ็งโน่น
คำพูดเหมือนไม่ไยดีของพ่อทำให้ฉันแอบนึกน้อยใจเล็กน้อย ท่านคงไม่อยากรับรู้ และสนใจว่าฉันจะใช้ชีวิตอยู่แบบไหนบนโลกใบนี้ ฉันชอบอะไร ฉันอยากเรียนอะไร หรือแม้แต่วันเกิดของฉันก็ไม่มีใครใส่ใจมัน แต่พอถึงวันเกิดพี่ป้างกับน้องโมโม พวกเขาจะกระตือรือร้นจัดเตรียมงานฉลองให้อย่างเต็มที่ ซื้อเสื้อผ้าดีๆ และข้าวของที่ทั้งสองโปรดปรานมาประเคน
ทุกวันเกิดของฉันจึงกลายเป็นวันที่ฉันเกลียดที่สุด เพราะมันเงียบเหงา ว้าเหว่ ฉันไม่เข้าใจว่าตัวเองเกิดมาคั่นกลางระหว่างพี่น้องสองคนทำไม และบ่อยครั้งที่ฉันมักฝันร้ายเรียกชื่อเห่ยๆ ที่พ่อตั้งให้ กลางหรือ กลางฤทัยฉันแอบคิดว่าเป็นเพราะชื่อนี้หรือเปล่าที่มันทำให้ชีวิตฉันกลายเป็นบุคคลที่ใครๆ ก็ไม่ต้องการ
แม่มีเงินให้แกแค่ 3,000 บาทนะ ส่วนอีก 5,000 แม่จะเก็บเอาไว้ให้พี่แกเอาติดตัวตอนเดินทางกลับมหาลัย ตอนนี้พี่แกเขากำลังเรียนแพทย์ปีสอง ต้องใช้เงินเยอะ ส่วนเองไม่อยากเรียนต่อก็เอาไปแค่นี้แหละ แล้วก็รีบหางานทำเร็วๆ เข้า ลูกผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนสูงและประสบความสำเร็จในชีวิตหรอก ถ้าหากแกเจอเถ้าแก่ร่ำรวยมีเงินที่เมืองกรุงก็ตัดสินใจแต่งงานกับเขาเสีย พ่อกับแม่จะได้สบายใจหายห่วงเรื่องแก เข้าใจมั้ยนังกลาง

ไม่เข้าใจโว้ย! ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมโลกนี้ถึงไม่มีใครต้องการช้านนน…”
นี่ก็ย่างเข้าอาทิตย์ที่สองแล้วที่ฉันเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แต่ก็ยังหางานทำไม่ได้ สมัครงานที่ไหนก็ถูกปฏิเสธทุกที่ ฉันพักอยู่กับญาติลูกพี่ลูกน้องชื่อ สามหรือ สามสายเธอก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับฉัน เป็นลูกคนที่สามในจำนวนพี่น้องทั้งหมดหกคน พวกหมาหัวเห่า พอเรียนจบม.ปลาย ครอบครัวก็เตะส่งไม่แยแส
เฮ่ย! ลำบากเอ็งแล้วล่ะสินังกลาง ฉันเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แรกๆ กว่าจะหางานได้ก็ลำบากแบบนี้แหละ แต่ถ้าลองหาตามห้างฯ ก็จะง่ายกว่าไปสมัครบริษัทนะ เพราะเขาต้องการคนจัดเรียงสินค้าเยอะ โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่แรงฮึดแบบเอ็งพวกเขายิ่งชอบ
ฉันจะลองไปดูพรุ่งนี้ก็แล้วกัน วันนี้เหนื่อยม้าก มากเอ็ง ขาจะหักอยู่แหล่ว ขอนอนก่อนก็แล้วกันนะเมื่อล้มตัวลงนอนหราบนพื้น กลางฤทัยก็หลับปุ๋ยเป็นตาย และเริ่มส่งเสียงกรนเหมือนหวูดรถไฟห้าขบวน
ใจคอเอ็งจะนอนทั้งที่ไม่อาบน้ำแบบนี้เลยหรือไงวะนังหมูอ้วน
ญาติสาวผู้พี่อายุมากกว่าหนึ่งปีโวยขึ้นลั่นห้อง แต่กลางฤทัยเวลานั้นไม่ต่างจากช้างล้ม ถึงจะปลุกยังไงก็ไม่ตื่น มีเพียงกรนดังเป็นระยะๆ ลอยมาเข้าหูสามสาย เธอได้แต่สั่นหัว ท่าทางบอกอาการว่าเริ่มเอือมระอาญาติสาวขึ้นมาเล็กน้อย
เวรกรรมของกู แล้วเมื่อไหร่มันจะได้งานสักทีวะเนี่ย แบบนี้กูจะนอนหลับลงได้ยังไงโว้ย!



กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย


ผมเกลียดแสง แสงที่สาดส่องจากเวทีมาที่ผม มันเหมือนกับนัยน์ตาของปีศาจร้ายที่คอยจับจ้องเขมือบกลืน ความคาดหวังบางอย่างที่มันสร้างภาระอันหนักอึ้งให้ผมแบกรับ ใครๆ ต่างก็บอกว่าผมคือแสงแห่งความหวังสำหรับพวกเขา แสงสว่างที่ทำให้ชีวิตพวกเขาได้ก้าวต่อ เมื่อผมอยู่ท่ามกลางแสงพร้อมกับไวโอลินทุกคนบอกว่ามันเหมาะกับผม พวกเขามักชื่นชมทุกเพลงที่ผมบรรเลง มันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับพวกเขาแม้ว่าผมจะบรรเลงบทเพลงที่เศร้าแค่ไหนก็ตาม
วันนี้ก็เช่นกัน ผมถูกรับเชิญมาในฐานะศิลปินดาวรุ่ง เป็นชาวไทยที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเชิญมาบรรเลงเพลงร่วมกับศิลปินนานาชาติที่กรุงเวียนนาแห่งนี้
ลูกต้องภูมิใจที่เกิดมามีทุกอย่างเพียบพร้อม และมีพ่อแม่คอยให้การสนับสนุนแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของลูกมีเส้นสายที่เวียนนา มีหรือที่ลูกจะได้รับโอกาสมาเล่นไวโอลินร่วมกับศิลปินมืออาชีพที่นี่
ผมเคยชอบเสียงดนตรี ชอบในเสียงไวโอลินเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่จำความได้ แต่ก็เพราะเสียงไวโอลินเช่นกันที่ทำให้ผมไม่อยากจับไวโอลิน เพราะการเล่นไวโอลินของผมมันเต็มไปด้วยกฎกติกา  เงื่อนไข และผลประโยชน์ที่ผู้ใหญ่คอยกำหนดบงการอยู่เบื้องหลัง
ถึงคิวของคุณแล้วครับ มิสเตอร์ พิณรพี วงศ์รัตนพิศาล
เสียงเรียกจากเจ้าหน้าที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ และความมืดสลัวหลังเวที มันกดทับความรู้สึกบางอย่างลงภายในใจของผู้ถูกเรียก จนเขาหายใจแทบไม่ออก การก้าวออกไปแสดงบนเวทีนานาชาติครั้งนี้ราวกับเขาต้องเข้าสู่ลานประหาร เบื้องหน้าคือยอดเขาอันหนาวเหน็บ ตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยมีเพื่อนสนิทเลยสักคนเดียว มีเพียงไวโอลินที่คอยขับกล่อมจิตใจอันแห้งผาก เสียงไวโอลินเสมือนเพื่อนหนึ่งเดียวที่เขามี การแข่งขัน หรือการแสดงบนเวทีต่างๆ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจแม้แต่น้อย แต่พ่อกับแม่ของเขากลับใช้เสียงดนตรีอันล้ำค่านั้นหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ผมเกลียดเสียงไวโอลินที่ไร้จิตวิญญาณ…”
พิณรพี วงศ์รัตนพิศาลชายหนุ่มวัย 22 ลุกจากเก้าอี้ช้าๆ สองมือกระชับกล่องไวโอลินแน่น เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูเพื่อนำทางไปสู่เวทีการแสดง พลันแสงสว่างที่สาดส่องมานั้นได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณอันเจ็บปวดที่ถูกกักขังของเขาออกเป็นครั้งแรก
ผมตัดสินใจแล้ว ตั้งแต่วินาทีนี้ ผมจะค้นหาเวทีในแบบของผมเอง


แบกเป้ตะลุยโลกกรีก




ตอนที่ 8

จิตวิญญาณยิปซี


 เมื่อเห็นนกนางแอ่น (Swallows) หรือที่ชาวกรีกเรียกว่า “เฮลีโดเนีย” (Helidonia) บินว่อนมาสู่เกาะครีตเป็นจำนวนมาก หรือเห็นเต่าทะเลกลับมาวางไข่บนชายหาด นั่นหมายความว่า ฤดูร้อนได้เดินทางมาถึงแล้ว จากนั้นเราจะเห็นนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศทยอยเดินทางมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่ชาวกรีกมีวันหยุดยาว เกาะครีตจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและครึกครื้นมากเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนแล้ว เกาะแห่งนี้ยังเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งของชาวยิปซีด้วยเช่นกัน ทำให้นึกสงสัยว่ายิปซีมากมายเหล่านี้เดินทางมาจากไหนกันแน่ เมื่อสอบถามสามีและเพื่อนๆ ชาวกรีก รวมถึงสืบค้นข้อมูลจากสื่อต่างๆ ทราบว่า ยิปซีที่เร่ร่อนขายสินค้า เล่นดนตรี ร้องเพลง หรือขอเศษเงินตามสถานที่ต่างๆ นั้น สันนิษฐานว่า เมื่อประมาณเกือบพันปีก่อน ชาวโรมในประเทศอินเดียได้อพยพหนีความยากจน เดินทางเร่ร่อนแสวงหาแผ่นดินใหม่เพื่อลงหลักปักฐาน แต่ไม่ว่าจะเดินทางไปถึงที่ไหนก็ถูกชาวพื้นเมืองขับไล่ พวกเขาจึงจำต้องเดินทางเร่ร่อนไปเรื่อยๆ โดยชาวยิปซีจะเรียกตัวเองว่า “โรม” (Rom) เวลาสื่อสารกันจะใช้ภาษาโรมานี (Romany) และจะเรียกคนนอกว่า “กาจิ”


ต่อมาชาวยิปซีได้เดินทางเข้าสู่อียิปต์ บ้างก็ลงหลักปักฐานที่นั่น บางกลุ่มเดินทางต่อไปยังส่วนต่างๆ ของยุโรป ทว่าทุกแห่งที่พวกเขาเหยียบย่างไปถึงผู้คนก็ยังตั้งแง่รังเกียจอยู่เช่นเดิม แถมยังดูถูกเหยียดหยาม และตั้งฉายาให้พวกเขาว่า “ยิปซี” (Gypsy) เนื่องจากเห็นว่าส่วนใหญ่เดินทางมาจากอียิปต์ก่อนจะเข้าสู่ยุโรป ตั้งแต่นั้นชาวยิปซีก็ได้กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของชนเผ่าเร่ร่อนพเนจรไปโดยปริยาย รวมถึงยังเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกมองว่า แปลกแยกจากสังคมอื่น เพราะพวกเขาชอบเก็บตัว รักอิสระ ไม่ชอบระเบียบกฎเกณฑ์ บางครั้งทำให้ยิปซีถูกพิพากษาว่าเป็นพวกเด็กเลี้ยงแกะ ชอบพูดปด และชอบลักเล็กขโมยน้อย รวมไปถึงเป็นพวกขอทานเพราะความเกียจคร้าน
เพื่อความอยู่รอดชาวยิปซีจึงต้องลุกขึ้นมาสร้างสีสันให้ตัวเอง โดยการงัดเอาภูมิความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากบรรพบุรุษออกมาใช้ เช่น การเป็นหมอดู หมอยา พวกเขาช่ำชองเรื่องการนำสมุนไพรต่างๆ มาใช้รักษาโรคได้อย่างน่าอัศจรรย์ รวมถึงเป็นชนเผ่าที่มีพรสวรรค์ในการช่างฝีมือ ซ่อมแซมสิ่งของต่างๆ อีกทั้งยังสามารถเล่นดนตรี และร้องเพลงได้ไพเราะอีกด้วย
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 ไพ่ทาโร่ต์ ที่ดัดแปลงมาจากชาวยิปซีได้กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในยุโรป ส่วนยิปซีคนไหนเป็นผู้คิดค้นนั้นไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนาม แต่เจ้าไพ่ทาโรต์ หรือไพ่ยิปซีที่ว่านี้ได้กลายเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ชนชั้นสูงยันชนชั้นล่าง และไม่เพียงแค่ในยุโรปเท่านั้นความมหัศจรรย์ของไพ่ยิปซียังแพร่กระจายไปทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทยเราก็ไม่ยกเว้น และตำนานความลึกลับของไพ่ยิปซี บวกกับพฤติกรรมที่รักอิสระ ชอบเก็บตัว คนภายนอกจึงมักมองว่าพวกเขาเป็นชนเผ่าลึกลับ ขณะเดียวกันชาวยิปซียังเป็นที่เพ่งเล็งของฝ่ายชาวคริสต์เตียนอีกด้วย เนื่องการกระทำบางอย่างได้ขัดแย้งต่อหลักปฏิบัติของศาสนานั่นเอง
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปี ค.. 1933 -1945 เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผงาดขึ้นเป็นผู้นำนาซีเยอรมนี (Nazi Germany) ช่วงเวลานั้นนอกจากชาวยิว คนผิวดำ พวกรักร่วมเพศเดียวกัน ผู้ทุพพลภาพ รวมไปถึงกลุ่มต่อต้านนาซี ตลอดจนชาวคริสต์เตียน และชาวยิปซีก็เป็นอีกหนึ่งชนเผ่าที่ถูกผู้นำเผด็จการอย่างฮิตเลอร์สั่งฆ่า หมายจะล้างเผ่าพันธุ์ให้สิ้นไปจากโลก
ฉะนั้นการใช้ชีวิตเยี่ยงชาวยิปซีจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก แม้พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นคนเร่ร่อน แต่จิตวิญญาณก็ยังหลงใหลในเสียงเพลง เสียงดนตรี และรักอิสระ โลกของพวกเขาอาจเรียบง่ายไม่ซับซ้อน และลึกลับอย่างที่หลายคนคิด เพียงแต่คนนอกที่มีความซับซ้อนกว่าไม่อาจเดินทางเข้าไปถึงก็เท่านั้นเอง
ในฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของเกาะครีต เวลากลางวันฉันมักสังเกตเห็นยิปซีบางกลุ่มเร่ขายสินค้าไปตามสถานที่ต่างๆ บางกลุ่มก็แต่งกายสกปรกมอมแมม อุ้มลูกเล็กๆ เที่ยวเดินขอเงิน พอตกกลางคืนชายหญิงจะแต่งกายสวยงาม เพื่อเร่ขายดอกไม้ให้กับนักท่องเที่ยว
มุมหนึ่งของหมู่บ้านพลาตาเนส พวกเรามักเห็นชายชาวยิปซีวัยกลางคนออกมานั่งเล่นหีบเพลงบนทางเท้าเป็นประจำ ก่อนลงมือเล่นเขาจะหาใบไม้มาทำความสะอาด ทำราวกับว่าที่นั่นเป็นบ้านของเขา พอสามีฉันพบเขาทีไรมักหย่อนเงินทีละ1-2 ยูโร ลงบนกล่องใส่เหรียญทุกครั้ง วันหนึ่งฉันนึกสงสัยจึงถามว่า
“ทำไมจึงชอบให้เงินเฉพาะกับผู้ชายคนนี้ แต่กับยิปซีคนอื่น เวลาพวกเขาเข้ามาขอ ทำไมจึงปฏิเสธ”
เขาตอบว่า “เขาเป็นเพื่อนผม และอีกอย่างเขาไม่ได้ขอ แต่ผมต้องการให้ก็เท่านั้นเอง”


วันหนึ่งชายยิปซีเล่าให้พวกเราฟังว่า หาเงินยากมาก นักท่องเที่ยวไม่ยอมควักเงินจากกระเป๋า ชาวรัสเซียนั้นควักบ้างแต่ไม่มาก แต่ขี้เหนียวสุดๆ คือ ชาวฝรั่งเศส เขาสาธยายราวกับว่ากำลังขายอะไรสักอย่าง แต่มันเป็นเสียงดนตรี เขาไม่ยี่หระว่าใครจะมองเช่นไร ขอเพียงความอยู่รอด ได้เศษเงินซื้ออาหารพอเลี้ยงปากท้องวันต่อวัน และไม่อยู่ใต้อำนาจของใครก็ถือว่าดีแล้วสำหรับคนเร่ร่อนอย่างเขา
เมื่อพิจารณาดู ไม่ว่าคนที่เร่ร่อนขอทาน หรือยิปซีอพยพในหลายแห่งทั่วโลก และแม้แต่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินทางสำรวจแผ่นดินอื่น จริงๆ แล้วทุกคนต่างก็มีจิตวิญญาณเร่ร่อนเฉกเช่นเดียวกัน เพียงแต่ขอทาน หรือยิปซีได้ถูกจัดอยู่ในชนชั้นที่สังคมรังเกียจ ขณะที่นักท่องเที่ยวกลับถูกยกระดับให้สูงขึ้นในฐานะความเป็นมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับเชื้อชาติ สีผิว และฐานะของผู้คนในแต่ละสังคม ยังมีการแบ่งแยกชนชั้น สีผิว จัดอันดับความเป็นมนุษย์เหมือนราคาสินค้าแต่ละยี่ห้อ แยกเป็นเกรดเอ บี ซี ดี ไม่สนใจในเรื่องความเสมอภาคทางด้านจิตวิญญาณ เราจึงมักเห็นสงครามการเหยียดสีผิว ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นต่างๆ และแม้แต่ศาสนา ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักปรากฏให้เห็นบ่อยๆ ทั่วทุกมุมของโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่
ความจริงนั้นยิปซีในยุโรปก็ไม่ใช่ชนกลุ่มที่น่ารังเกียจเสียจนยอมรับไม่ได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ ถ้าพวกเขาหนึ่งในนั้นไม่กระทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัย อาทิเช่น ขโมยลูกชาวบ้านไปเป็นขอทาน หรือเที่ยวฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของตน หากจะว่าไปเหตุการณ์เหล่านี้แม้ไม่ใช่ยิปซีก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในทุกสังคมทั่วโลก ฉะนั้นยิปซีก็เหมือนกับคนทุกคนบนโลก เพียงแต่พวกเขามาจากพื้นฐานที่ยากจน ทางเลือกเพื่อรอดชีวิตก็คือ การเร่ขายสินค้า บางรายเล่นดนตรีหรือร้องเพลงแลกเศษเงินตามถนนและเดินทางเร่ร่อนค้นหาแผ่นดินใหม่ที่คิดว่าดีกว่า แม้จะได้รับการดูถูกเหยียดหยาม แต่เชื่อว่าหนึ่งในจำนวนนั้นก็มีความฝันเฉกเช่นปุถุชนธรรมดา ตัวอย่างเช่น ราชานักร้องอมตะชาวกรีกนาม “มาโนลิส แองเจโลปูโลส” (Manolis Agelopoulos) เมื่อศึกษาเบื้องหลังของเขาจะเห็นว่ามีพื้นฐานมาจากครอบครัวยิปซี เขาเกิดที่คาวาลา (Kavala) ในปี ค..1939 บิดามารดาเป็นชาวโรมา (Roma) เดินทางจากอินเดียผ่านอียิปต์ และโรมาเนีย ก่อนจะมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ประเทศกรีซ บิดาของเขาเป็นนักดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ สามารถเล่นบูซูกิ (Bouzouki) ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของกรีก และกีตาร์ได้ไพเราะหาตัวจับยาก มาโนลิสเองก็ซึมซับเอาพรสวรรค์การเป็นศิลปินจากบิดามาตั้งแต่เด็ก

Manolis Angelopoulos นักร้องมืออาชีพยิปซี (King of the Gypsies) เพลงพื้นเมือง
โด่งดังในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970






ในวัยเด็กเขากับครอบครัวเคยเร่ร่อนขายพรม ผ้าห่ม ผลไม้ และสินค้าอื่นๆ ไปทั่วกรีซ และทำงานรับจ้างสารพัด ทั้งช่างขัดรองเท้า ทำงานเป็นบริกรในร้านค้า แต่วันหนึ่งชีวิตพลิกผันได้เป็นนักร้อง ด้วยน้ำเสียงอันไพเราะและมีเสน่ห์ทำให้เขาโด่งดังเป็นพลุแตกในเวลาชั่วข้ามคืน เขาได้รับความนิยมจากชาวกรีกอย่างท่วมท้นในช่วงปี ค.. 1960 โดยเนื้อเพลงส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับความรัก และการปรากฏตัวของเขาส่งผลให้วงการดนตรีชาวกรีกได้รับอิทธิพลจากเพลงชาวยิปซีและอาหรับผสมผสานเข้าด้วยกัน
ตลอดชีวิตที่ยืนอยู่บนเวที เป็นนักร้องขวัญใจมหาชน มาโนลิสต้องพยายามต่อสู้อย่างหนักโดยใช้เสียงเพลงเพื่อลบล้างความคิดอคติของผู้คนในสังคมที่มองชาวยิปซีอย่างดูถูกเหยียดหยาม แม้ในปี ค.. 1989 เขาจะลาจากโลกด้วยอาการหัวใจล้มเหลว แต่ทว่าบทเพลงของเขากลับยังดังกระหึ่มก้องในหัวใจผู้คนทุกชนชั้นตราบเท่าทุกวันนี้
เรื่องราวของนักร้องขวัญใจชาวกรีกนาม มาโนลิส แองเจโลปูโลส ทำให้เรียนรู้ว่า แม้แต่ผู้ที่ถูกเรียกว่ายิปซีก็ยังต่อสู้ดิ้นรน เพื่อให้สังคมยอมรับพวกเขาในฐานะความเป็นมนุษย์ จิตวิญญาณที่เรามองไม่เห็น แต่เราสามารถสัมผัสได้ผ่านเสียงเพลง แววตา ท่าทาง และการต่อสู้ดิ้นรนทุกรูปแบบเพื่อความอยู่รอดของชาวยิปซี
หากจะว่าไปการเดินทางก็เปรียบเหมือนความใฝ่ฝันของมนุษย์ทุกคน ทั้งเดินทางไปท่องเที่ยว ทำงาน หรือแสวงหาแผ่นดินใหม่ที่ดีกว่า รวมทั้งการเดินทางทางฝ่ายจิตวิญญาณ แต่การเดินทางของแต่ละคนจะองอาจสง่างามแค่ไหนนั้น ต้องรอพิสูจน์กันในระยะยาว บางคนอาจใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตของพวกเขา หรือแม้แต่ภายหลังจากที่ได้สิ้นลมไปแล้ว
บนโลกใบนี้ได้ปรากฏรอยเท้าของนักเดินทางอยู่มากมาย แต่รอยเท้าที่ผู้คนจดจำได้ดีที่สุดคือ รอยเท้าของผู้ให้พระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ แม่ชีเทเรซา หรือแม้แต่ท่านมหาตมะ คานธี เราทุกคนต่างไม่อาจปฏิเสธว่าไม่รู้จัก แต่ก็น้อยคนนักที่จะเลือกเส้นทางซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพื่อจะกลายเป็นที่จดจำ
นักร้องนามว่า “มาโนลิส แองเจโลปูโลส” ก็เฉกเช่นกัน โลกนี้เปิดโอกาสให้เขาได้เลือกเส้นทางเดินของชีวิตมากมายหลายทาง เขาอาจปฏิเสธการเป็นนักร้อง โดยไม่สนใจต่อสู้เพื่อยกระดับจิตวิญญาณของชาวยิปซีก็ได้ หรือดำเนินรอยตามบรรพบุรุษ เป็นยิปซีร้องเพลงขอเศษเงินไปชั่วอายุไขก็ไม่มีใครบังคับ แต่เขากลับเลือกเส้นทางลำบาก ก้าวขึ้นเวทีที่เขาไม่คุ้นเคย แม้จะถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้คนที่ต้องการหาผลประโยชน์ในตัวเขา แต่นักร้องหัวใจทองคำท่านนี้ก็ยังอดทนอดกลั้นลุกขึ้นมาจับไมโครโฟนร้องเพลงส่งไปถึงผู้ฟังทุกชนชั้น เพื่อใช้เสียงเพลงเหล่านั้นลบล้างคำว่า “ยิปซีไม่ใช่มนุษย์”
วันนี้แม้กายดับสูญ แต่ทว่าชื่อ มาโนลิส แองเจโลปูโลส ก็ยังตราตรึงอยู่ในใจของผู้ฟังชาวกรีกไม่เสื่อมคลาย เสียงเพลงของเขาที่ดังผ่านสื่อต่างๆ ราวจะประกาศเรื่องราวการเดินทางอันยาวไกล รวมถึงการต่อสู้เพื่อยกระดับจิตวิญญาณชาวยิปซีทั่วโลกให้เป็นที่ยอมรับในสังคม จนเขาได้รับการยกย่องสรรเสริญในฐานะ “King of the Gypsies
แม้หลายคนทั่วโลกอาจจะยังไม่ได้ยินเสียงของเขา แต่อย่างน้อยฉันเชื่อว่า เวลานี้นักร้องชาวยิปซีท่านนี้ก็ได้ก้าวข้ามคำว่า “ยิปซี” และคำว่า “มนุษย์” อันเป็นสมมุติบนโลกจนสำเร็จลุล่วงแล้ว เพราะการตัดสินใจที่น้อยคนนักจะกล้าก้าวข้ามไป
      เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่เกิดมาเพียงแค่แสวงหาอำนาจ หรือพวกที่หมกมุ่นอยู่กับการคิดแบ่งแยกดินแดน สีผิว ศาสนา และดูถูกความเป็นมนุษย์ของคนอื่น พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นได้แค่เพียงยิปซีไร้คุณค่า เป็นไม่ได้แม้แต่ปุ๋ยของฮิตเลอร์ แต่เกิดมาเร่ร่อนเพื่อรอวันดับสูญไปจากโลกอย่างเปล่าประโยชน์เท่านั้น 





ฟังเพลงของ Manolis Angelopoulos ตามลิงค์ด้านล่าง