วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561

แบกเป้ตะลุยโลกกรีก


ตอนที่ 5

จากมารูลัชถึงกรีกบนแผ่นกระดาษ





        คืนวันหนึ่งขณะนั่งสนทนากันที่ระเบียงบ้านบาทหลวงแห่งหมู่บ้านมารูลัช พร้อมกับชมเมืองโบราณท่ามกลางแสงจันทร์ ฉันได้เอ่ยกับสามีว่า
      “บางครั้งการที่คนเรายอมรับเอาบางสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ชีวิตสบายขึ้น แต่ขณะเดียวกันเราอาจสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปด้วยเช่นกัน”
       

        คุณป้าเอเลนนีหันไปทางสามีฉัน แล้วถามเป็นภาษากรีก สามีหันกลับมาแปลให้ฟังว่า
       “เธออยากรู้ว่าคุณพูดถึงอะไร”
         ฉันอธิบายว่า คนไทยในชนบทสมัยก่อนอยู่กันอย่างเอื้อเฟื้อ หน้าบ้านของแต่ละคนจะมีตุ่มน้ำเล็กๆ ตั้งอยู่พร้อมกระบวย เมื่อใครผ่านไปมาก็สามารถตักน้ำในตุ่มขึ้นดื่มได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องขออนุญาต ส่วนข้าวของก็จะนำมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ไม่ต้องใช้เงินซื้อมาขายไปเหมือนปัจจุบัน และที่สำคัญถึงจะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย เช่น ทีวี เครื่องซักผ้า ไม่มีมือถือ หรือบัตรเครดิต แต่เราก็สามารถดำเนินชีวิตอยู่อย่างสบายใจ ไม่มีหนี้สิน แต่ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ถึงเราจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น กลับต้องสูญเสียความสงบสุขและวิถีชีวิตเรียบง่ายไป


        ป้าเอเลนนีกล่าวว่า ชาวกรีกสมัยก่อนก็ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับชาวไทย แม้ไม่มีรถยนต์ แต่ทุกคนก็ยังสามารถเดินขึ้นลงเขาได้อย่างสบาย ข้าวของหนักๆ จะใช้ลาลาก พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็ใช้แรงคนและแรงสัตว์ เมื่อผลิตไวน์ หรือผลิตน้ำมันมะกอกก็ไม่ใช้เครื่องจักรกลราคาแพง จะใช้เพียงเครื่องทุ่นแรงที่ชาวบ้านช่วยกันผลิตขึ้นเอง แต่ถึงกระนั้นผู้คนก็สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน แถมไม่มีหนี้สินพะรุงพะรังอย่างปัจจุบัน




        ปัจจุบันแม้วิถีชีวิตชาวกรีกจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและตามเศรษฐกิจโลก แต่ชาวเมืองที่อาศัยตามชนบท เช่นหมู่บ้านมารูลัชก็ยังคงดำเนินชีวิตไปอย่างไม่เร่งรีบนัก ผิดกับผู้คนที่อาศัยในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเอเธนส์ หรือนครใหญ่ๆ ทุกแห่งทั่วโลก ที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและอยู่แบบตัวใครตัวมัน
        ตั้งปี ค.ศ.1981 ประเทศกรีซได้รวมกลุ่มกับสหภาพยุโรป ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะผู้คนในเมืองใหญ่เท่านั้นที่กลายเป็นหนี้ แม้แต่ชาวบ้านผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่บนเขาไปจนกระทั่งเด็กที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกเพียงหนึ่งวันก็ถือว่ามีหนี้ติดตัวแล้วตามหลักกฎหมาย นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลได้สร้างค่านิยมแก่ประชาชนตอนเลือกตั้ง ได้ให้คำมั่นสัญญาในรูปแบบต่าง เช่น จะให้งานราชการทำ ขึ้นเบี้ยเลี้ยงคนชรา และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งกลายเป็นค่านิยม หรือประชานิยม ทำให้เกิดภาวะหนี้สินต่อเนื่อง ปัจจุบันกรีซจึงกลายเป็นหนี้ที่กู้ยืมมาหลายแสนล้านยูโร จากเจ้าหนี้ 3 ฝ่าย หรือ “ทรอยกา” (Troika) ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมาธิการยุโรป European Commission (EC) ธนาคารกลางยุโรป European Central Bank (ECB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ International Monetary Fund (IMF) กล่าวได้ว่าหากใครเป็นประชากรของประเทศกรีซก็ต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลและใช้หนี้ที่ยืมมาร่วมกันทั้งสิ้น
         สามีฉันกล่าวว่า การรวมกลุ่มกับอียูเป็นเหมือนสัญญาณที่ดีและหายนะในเวลาเดียวกันเพราะประเทศกรีซอันที่จริงตอนยังใช้เงินสกุลดรัชม่านั้นประเทศก็สงบสุขดี แม้ค่าเงินไม่สูงเหมือนประเทศอื่นๆ ในโซนเดียวกัน แต่กรีซก็ไม่มีหนี้สินเช่นตอนเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโร และการเข้าสู่กลุ่มอียูก็นับเป็นการเดินบนเส้นทางที่เสี่ยง รัฐบาลรู้ว่าประเทศยังไม่พร้อม แต่ก็ยังนำพาประชาชนเข้าสู่เส้นทางนี้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่แข็งแกร่งกว่า สินค้าภายในประเทศไม่สามารถส่งออก ขณะที่สินค้าต่างประเทศที่นำเข้ามาขายในกรีซกลับถูกกว่า ประชาชนจึงเลือกซื้อของต่างประเทศเพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย สินค้าชาวกรีกเมื่อเจอคู่แข่งที่เหนือชั้นอย่าง เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ก็อยู่ไม่ได้ และสินค้าบางอย่าง เช่นผลิตภัณฑ์จากมะกอก ต่างประเทศได้สั่งซื้อจากกรีซในราคาต่ำแล้วนำเอาไปจำหน่ายต่อ โดยเปลี่ยนเป็นยี่ห้อของประเทศพวกเขาก่อนจะส่งไปตีตลาดนอกอีกทีด้วยมูลค่าที่สูงขึ้น 






         เพื่อนชาวกรีกหลายรายเล่าให้ฟังว่า ความจริงน้ำมันมะกอกบนเกาะครีตนั้นมีคุณภาพมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะที่สิเตีย (Sitia) ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองของลาซิธิ (Lasithi) บนเกาะครีต เพราะดินที่สิเตียรวมถึงสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นมะกอกมากที่สุด ทำให้น้ำมันมะกอกที่นั่นรสชาติดีกว่าที่อื่นๆ แต่ชาวกรีกกลับไม่สามารถทำการส่งออกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาหลายประการ เช่น ขาดต้นทุนในการจัดการ หรือขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ในยุโรปยังมีการแข่งขันกันสูงมาก จึงทำให้สินค้าชาวกรีกไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่สินค้าบางอย่างมีคุณภาพดีกว่าหลายประเทศในยุโรปด้วยซ้ำไป
         ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรีซมีอยู่มากมาย ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งออกเท่านั้น แต่การบริหารประเทศของ รัฐบาลก็นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่มีรัฐบาลชุดไหนแก้ไขได้สักครั้ง เนื่องจากรัฐบาลทุกสมัยไม่ค่อยมีความจริงใจที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่เป็นการบริหารประเทศในลักษณะเอาหน้าเสียมากกว่า พร้อมกับหาผลประโยชน์เข้าตัวเองเป็นส่วนใหญ่ และถือเอาความสะดวกสบายจนเกินไป ทำให้ขาดระเบียบแบบแผน นอกจากนี้หลายหน่วยงานก็ยังล้าสมัยในเรื่องระบบการจัดการอยู่มาก ซึ่งจะสังเกตได้จากเวลาไปติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ระบบการทำงานเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยังไม่ได้มาตรฐานสากลเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่มีเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปมากแล้ว
         ความล้มเหลวในการบริหารจัดการภายในประเทศกรีซ เพื่อนชาวกรีกหลายรายกล่าวว่า บทเรียนนี้อาจเป็นสิ่งเตือนใจชาวโลกว่า พวกเขาเดินหลงทางผิดโดยแท้ ตอนแรกการรวมกลุ่มกับอียูนั้นก็เหมือนโครงการชวนฝัน หยิบยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนกันภายในกลุ่ม ต่างก็วาดหวังสูงถึงความเป็นหนึ่งบนเส้นทางเศรษฐกิจ เช่น เปลี่ยนมาใช้เงินสกุลเดียวกันเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศที่เป็นพันธมิตรสามารถกู้ยืมเงินกันได้ แต่พอประเทศกรีซประสบปัญหากลายเป็นหนี้ แผ่นดินชาวกรีกก็ค่อยๆ ถูกเฉือนขายกับชาวต่างชาติไปเรื่อยๆ รวมทั้งเส้นทางรถไฟทั่วประเทศก็ยังถูกนำออกมาประมูลขาย แม้แต่สนามบินก็ไม่ละเว้น ชาวกรีกบางส่วนตัดสินใจขายที่เพราะจนหนทาง แล้วเริ่มมองหาแผ่นดินใหม่เป็นที่อยู่อาศัย ผู้ที่มีลู่ทางในการทำมาหากิน หรือมีวิชาชีพเฉพาะทางเป็นใบรับรอง และพวกที่มีมันสมองเป็นเลิศก็จะพากันอพยพไปอเมริกา หรือออสเตรเลียซึ่งเป็นพันธมิตรของประเทศกรีซและในปัจจุบันมีชาวกรีกอาศัยอยู่จำนวนมากจนเรียกว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งของชาวกรีกเลยก็ว่าได้ นอกจากนั้นก็กระจัดกระจายกันไปอาศัยยังส่วนต่างๆ ในแถบยุโรป
          ส่วนคนที่มีฐานะดีหน่อยพอเห็นประเทศเกิดวิกฤตต่างก็พากันแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร แล้วโอนไปเข้าธนาคารต่างชาติที่เห็นว่ามั่นคงกว่า จึงยิ่งส่งผลให้กรีซประสบปัญหาหนักเข้าไปอีก เพราะแทนที่ประชาชนจะยืนหยัดจับมือกันลุกขึ้นสู้เพื่อประเทศชาติ แต่ต่างคนต่างก็วิ่งหนีเอาตัวรอด ทิ้งแผ่นดินเกิดยืนร่ำไห้ด้วยความเสียใจอยู่เบื้องหลัง สุดท้ายภายในประเทศจึงเหลือคนอยู่เพียง 5 ลักษณะด้วยกันคือ หนึ่ง คนไม่มีทางเลือก (ซึ่งก็คือ ชาวบ้าน ชาวสวนธรรมดา และคนทำงานหาเช้ากินค่ำ พวกเขาได้แต่เฝ้ารออย่างมีความหวังต่อไปเรื่อยๆ) สอง คนที่กลับมาจากต่างประเทศ (เนื่องจากประเทศที่ไปอยู่ค่าครองชีพสูงขึ้นจนสู้ไม่ไหว) สาม คนที่มีอุดมการณ์และพร้อมจะลุกขึ้นสู้อย่างเต็มกำลัง (แต่ขาดคนสนับสนุน ไม่มีพวกพ้องและเครือข่าย หรือไม่ก็เป็นคนดีมีหลักการมากเกินไป จนทำให้ไม่ทันต่อเหตุการณ์และยุคสมัย) สี่ ชาวต่างชาติที่หลงใหลในธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม (คนเหล่านี้จะไม่ใยดีต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในกรีซมากนัก เนื่องจากถือว่าไม่ใช่ปัญหาของพวกเขา)
         และ ห้า คนที่คอยฉกฉวยโอกาส (คนพวกนี้อาจเป็นชาวต่างชาติหรือชาวกรีกที่เป็นคนรวยอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากรวยยิ่งๆ ขึ้นไปอีก จึงคิดหาแต่ผลกำไรจากวิกฤตการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ)
        ขณะอาศัยอยู่กับชาวกรีกทำให้ฉันเรียนรู้บทเรียนหลายอย่าง ยิ่งพอได้เห็นเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ เวลานั้นราวกับได้มองดูภาพยนตร์ที่นำเอาเรื่องราวชีวิตของผู้คนแต่ละประเภทออกมาตีแผ่ มันทำให้ฉันได้ประจักษ์ในสัจธรรมเกี่ยวกับคำว่า “คน” มากขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ได้มองเห็นคนธรรมดาตัวเล็กๆ ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปกป้องสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สิทธิเสรีภาพ” หรือแม้แต่แผ่นดินที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน
       “ที่นี่มีชาวต่างชาติเข้ามาซื้อที่จับจองเป็นเจ้าของเต็มไปหมด”
        ช่วงหนึ่งของการสนทนาป้าเอเลนนีได้ลุกขึ้นชี้นิ้วกวาดไปรอบๆ หมู่บ้านมารูลัช เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าบ้านแต่ละหลังเป็นของชาติใดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุโรปด้วยกันเข้ามาซื้อไว้เป็นบ้านพักตากอากาศ บางรายก็อาศัยอยู่ถาวร เช่น ชาวเยอรมนี สวีเดน ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ ฯลฯ
         สามีฉันหันมาแปลให้ฟัง แล้วกล่าวว่า
        “ประเทศคุณเป็นประเทศที่ดี เพราะยังมีกฎหมายคุ้มครองที่ทำกินไม่ให้ชาวต่างชาติซื้อขายที่ดินแบบยุโรป หรือออสเตรเลีย ถ้าเป็นแบบนั้นชาวไทยคงไม่เหลือที่ทำกินเอาไว้ให้ลูกหลานแน่ ก็ดูอย่างชาวกรีกวันนี้สิ อีกหน่อยถ้าใครต่อใครประกาศขายที่ดินกันหมด สุดท้ายชาวกรีกก็คงไม่พ้นเหลือเพียงแต่ชื่อในแผ่นกระดาษเป็นแน่แท้”
        ป้าเอเลนนีกล่าวกับสามีฉันว่า เธอเกิดที่มารูลัชและอาศัยอยู่มารูลัชตั้งแต่เด็กจนกระทั่งชรา เช่นเดียวกับหลายคนในหมู่บ้าน ถึงใครจะบอกว่าแผ่นดินอื่นสวยงามน่าอยู่ หรือเจริญกว่า แต่ชาวบ้านที่ผูกพันกับที่นี่ก็ไม่เคยมีใครใฝ่ฝันจะเดินทางไปอยู่ถิ่นอื่น และขอตายอยู่ที่มารูลัชดีกว่า
        ครั้งหนึ่งชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้แทนชาวบ้านมารูลัชก็กล่าวกับสามีฉันในทำนองเดียวกับป้าเอเลนนี เขารักหมู่บ้านมารูลัชมากจึงพยายามปกป้องที่ดินมารูลัชซึ่งยังไม่มีเจ้าของเอาไว้ เนื่องจากพื้นที่หลายแห่งเป็นภูเขาและตกการสำรวจจากทางการ ทำให้คนต่างถิ่นเข้ามาจับจองเป็นเจ้าของโดยพลการ เขาจึงพยายามหาเสียงสนับสนุนจากผู้คนในหมู่บ้านให้ช่วยกันปกป้อง แต่ก็ไม่มีใครอยากจะเข้าไปยุ่ง เพราะชาวบ้านชอบอยู่อย่างสงบมากกว่า สุดท้ายความหวังของเขาก็พังลง เพราะถูกอีกฝ่ายขู่เอาชีวิต และเขาก็มีครอบครัวที่ต้องดูแลจึงไม่กล้าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง
         จากการได้รับฟังเรื่องราวของชาวกรีก ทำให้ทราบว่า หลายคนแม้จะมีอุดมการณ์ แต่ถ้าหากคนอื่นไม่ให้ความร่วมมือสนับสนุน อุดมการณ์ของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับสายลมพัดผ่านใบไม้
         พอเล่าถึงชายหนุ่มเจ้าอุดมการณ์จากหมู่บ้านมารูลัชก็อดนึกถึงลุงอีกคนหนึ่งจากหมู่บ้านพลาตาเนสไม่ได้ “ลุงคอสต้า” ชายวัยเจ็ดสิบกว่าปีที่ฉันรู้จักผ่านการแนะนำของสามี เขามักประกาศต่อหน้าใครๆ ว่า เขาหมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยไปตั้งนานแล้ว หลังจากสิ้นหวังต่อผู้นำที่อวดอ้างตนว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่กลับคอรัปชั่นเสียเอง ต่อมาเขาได้หันไปชื่นชมพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย พอมีการลงคะแนนเสียงครั้งใดเขาก็จะหย่อนบัตรเพื่อสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่มีความมั่นใจใดๆ และไม่รู้ว่าพรรคนี้จะให้อะไรคืนตอบแทนความจงรักภักดีกับประชาชนอย่างเขาบ้าง แต่ที่ตัดสินใจเลือกพรรคคอมมิวนิสต์ก็เพราะเหตุผลเพียงข้อเดียวคือ ต้องการ “เปลี่ยน” ประเทศที่เน่าเฟะของเขาให้มีอะไรแปลกใหม่และดีขึ้น
        เขาคิดว่า เมื่อความหวังจะทำให้ประเทศที่อาศัยกลายเป็นประชาธิปไตยเต็มใบไม่ได้สู้พลิกเปลี่ยนไปเลือกเหรียญอีกด้านลองดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เนื่องจากตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งวัยชรา เขาเคยสัมผัสแต่การทรยศหักหลังจากผู้นำมาตลอด แล้วคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ จะมีไว้เพื่อสิ่งใด
          ตอนนั้นทำให้ฉันได้ข้อคิดจากชายชราชาวกรีกและมองเห็นความทุกข์ที่ไหลนิ่งในดวงตาฝ้าฟางของเขา ถ้าหากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ระหว่างคำว่า “ประชาธิปไตย” กับ “คอมมิวนิสต์” ก็คือ “มายา” ที่คนเราสร้างขึ้นเอง และจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากผู้คนในสังคมนั้นๆ ไม่ปฏิบัติตามหรือไม่มีความจริงใจที่จะใช้มัน
          สามีฉันเล่าให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน ถ้าผู้นำมีความโลภไม่รู้จักพอ เห็นแก่ได้ก็ไม่ต่างจากได้ฝากประเทศไว้ในกำมือของคนทรยศ การที่ประเทศกรีซได้เดินทางมาถึงจุดวิกฤตทางเศรษฐกิจจนเกือบจะเรียกได้ว่า ‘ล้มละลาย’ บางคนอาจคิดว่าการ “คอรัปชั่น” แม้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายส่วนตัวอย่างง่ายๆ นั้นไม่เป็นไร แต่พอหลายคนต่างก็กระทำเหมือนกันมากๆ เข้าสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่และสามารถนำหายนะมาสู่ประเทศชาติได้เช่นกัน 

         “อะไรที่ได้มาง่ายๆ ก็ย่อมจากเราไปง่ายๆ เช่นกัน…ประเทศกรีซความจริงก็ไม่ได้ยากจนหรอกนะ แต่ที่ประเทศนี้ตกต่ำก็เพราะคนในประเทศนี่แหละ ระบบการปกครองที่ล้มเหลว ประชาชนที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความสามัคคี รวมถึงกลุ่มนักการเมืองที่รวมหัวกันกินเล็กกินน้อยจากหยาดเหงื่อและภาษีของราษฎร ถ้าหากต่างคนต่างตักตวง และขาดความสามัคคีที่จะทำเพื่อประเทศชาติ อีกหน่อยประชาชนของประเทศนี้ก็จะเหลือเพียงแค่ชื่อในแผ่นกระดาเท่านั้น” สามีฉันกล่าวสรุป


ขออุทิศบทความนี้แด่คุณป้า "เอเลนนี" ผู้จากเราไปเมื่อ ปี 2017

This article is for "Eleni"
... 
We will always remember you forever  ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น