แบกเป้ตะลุยโลกกรีก

ตอนที่ 4
เรื่องเล่าจากมารูลัช



ก่อนเดินทางไปสำรวจสถานที่สำคัญต่างๆ ทางประวัติศาสตร์บนเกาะครีต สามีฉันบอกว่าจะพาไปรู้จักกับหมู่บ้านมารูลัช (Maroulas Village) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาก่อนเป็นอันดับแรก เราจึงตกลงกันว่าจะเดินเท้าขึ้นเขาตั้งแต่เช้าตรู่ เนื่องจากในช่วงฤดูร้อนพอเริ่มสายแดดจะแรงมาก บางวันอุณหภูมิร้อนถึง 40 - 45 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว คุณพ่อสามีบอกว่าหมู่บ้านมารูลัชอยู่ห่างจากหมู่บ้านพลาตาเนสที่เราอาศัยประมาณ 5 กิโลเมตร
ฉันนึกในใจว่า อย่างนี้ก็เดินเท้าได้สบายแบบซิวๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะ 5 กิโลเมตรที่ว่าไม่ใช่เส้นทางบนพื้นที่ราบ แต่เราต้องเดินขึ้นเนินเขาลูกแล้วลูกเล่า ผ่านทางโค้งหลายสิบโค้ง ระหว่างเดินทางเราได้ยินเสียงหอบหายใจของอีกฝ่ายดังสลับไปมากับเสียงลากส้นรองเท้าเสียดสีบนพื้นถนนลาดยางมะตอย ฉันแอบหันหลังกลับไปมองยังทิศทางที่จากมาบ่อยครั้ง จนสามีต้องตะโกนมาตามสายลมด้วยน้ำเสียงล้อเลียนว่า 
“แม่เต่าจะหันหลังกลับไม่ได้แล้วนะ เพราะคุณเป็นคนต้นคิดที่จะเดินเอง”
คำพูดเหมือนรู้ทัน ทำให้ฉันจำใจกัดฟันลากเท้าเดินต่อไป แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ได้สายลมจากภูเขาและทะเลครีสตันช่วยเราให้หายร้อนไปได้บ้าง ที่สำคัญสีเขียวของต้นมะกอก รวมถึงกลิ่นหอมจากออริกาโน ไทม์ และสมุนไพรภูเขานานาชนิดก็เหมือนยาดมแห่งธรรมชาติที่คอยช่วยให้ระบบการเดินหายใจของเราทำงานได้คล่องขึ้นเป็นกอง

ตอนแรกจากที่เคยเดินอย่างรีบเร่งเพื่อจะทำเวลาให้ถึงหมู่บ้านเป้าหมายโดยเร็ว แต่ท้ายที่สุดก็เริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง เปลี่ยนมาเดินแบบสบายๆ ชื่นชมความหลากหลายทางธรรมชาติบนภูเขาไปอย่างไม่รีบร้อนนัก เมื่อเห็นลูกแบล็คเบอร์รีป่าเราก็แวะเข้าไปเก็บกินอย่างตื่นเต้น ราวกับเด็กเดินทางทัศนศึกษา ตรงไหนเห็นวิวสวยๆ ก็ควักกล้องจากกระเป๋ามาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก สิ่งที่เราเพลิดเพลินสุดๆ เห็นจะเป็นบทเพลงอันน่าตื่นตะลึงจากเหล่าจักจั่นป่า นักร้องตัวเล็กจิ๋วแต่เสียงใสไม่มีใครเทียบเท่า
เมื่อถึงหมู่บ้านมารูลัชซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเรธิมโน โดยมีระยะทางห่างกันประมาณ 10 กิโลเมตร และสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 240 เมตร ทำให้เราแทบจะลืมความเหน็ดเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหนของหมู่บ้านก็สามารถเห็นทะเลครีสตันสีครามจรดกับท้องฟ้ามองเป็นผืนเดียวกันจนแยกไม่ออก อีกอย่างที่นี่ก็สมกับเป็นหมู่บ้านแห่งประวัติศาสตร์ตามคำเล่าลือ เนื่องจากสังเกตเห็นความหลากหลายทางด้านสถาปัตยกรรม แม้อาคารบ้านเรือนบางหลังจะเริ่มผุพัง แต่บางส่วนได้รับการบูรณะขึ้นใหม่แต่ยังเค้าโครงเดิมเอาไว้จนแยกไม่ออกว่าหลังไหนเป็นบ้านเก่าที่อนุรักษ์ หรือหลังไหนที่สร้างขึ้นใหม่

บาทหลวงนิโคเลาส์แห่งหมู่บ้านมารูลัช เพื่อนสนิทคุณพ่อสามีเล่าให้พวกเราฟังว่า สาเหตุที่หมู่บ้านมารูลัชยังคงเก็บรักษาซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างยุคสมัยต่างๆ เอาไว้จนรวมเป็นส่วนหนึ่งกับบ้านแต่ละหลัง เนื่องจากในปี ค..1980 ทางราชการได้ขึ้นทะเบียนให้หมู่บ้านมารูลัชเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาวกรีกนั่นเอง
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าหมู่บ้านมารูลัชเคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยอารยธรรมมิโนอัน (Minoan Civilization) เมื่อประมาณ 3,500 พันปีมาแล้ว และภายในหมู่บ้านนักโบราณคดีได้ทำการค้นพบทั้งหลุมฝังศพโบราณ สุเหล่า และสัญลักษณ์ต่างๆ ในยุคไบแซนไทน์ นอกจากนี้ยังพบซากอาคารสองหลังซึ่งสร้างโดยฝีมือชาวเมืองเวนิส และบ้านพักอาศัยในสไตล์ชาวเติร์กอีกด้วย


กล่าวกันว่า สมัยก่อนยังไม่มีโทรศัพท์และเครื่องมือการสื่อสาร แต่ชาวเวนิสนั้นฉลาดมากได้มองหาเทือกเขาสูง จนพวกเขาได้มาพบหมู่บ้านมารูลัชซึ่งเป็นสถานที่เหมาะสม จึงได้สร้างหอคอยขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกับจุดบัญชาการใหญ่ที่เมืองเรธิมโน (Rethymno) โดยใช้วิธีการจุดคบเพลิงเป็นสัญญาณ และชาวเมืองเวนิสน่าจะชื่นชอบหมู่บ้านมารูลัชเป็นพิเศษ สังเกตได้จากการสร้างสถาปัตยกรรมทิ้งไว้ในหมู่บ้านเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสุนทรียทางศิลปะลงไปด้วย ต่อมาเมื่อชาวเติร์กเข้ามามีอิทธิพลในเกาะครีตก็ได้เพิ่มองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจากอนาโตเลียผสมผสานลงไปด้วยเช่นกัน โดยสร้างเหมือนปล่องไฟ บ้างก็ทำเป็นหลุม รวมถึงน้ำพุ
 และเนื่องจากหมู่บ้านมารูลัชมีสภาพอากาศดีตลอดทั้งปี ในอดีตจึงทำให้พวกเหล่าขุนนาง รวมถึงคนมีฐานะดีต่างพากันแห่มาสร้างบ้านพักตากอากาศ และสร้างโกดังเอาไว้เพื่อเก็บพืชพรรณธัญญาหารทางการเกษตร
นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่หมู่บ้านแห่งนี้จะมีอายุยืนยาวมากกว่าผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ราบ เนื่องจากได้รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์สูง ทั้งน้ำมันมะกอกที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน รวมถึงมีพืชสมุนไพรนานาชนิดให้รับประทาน ทั้งไทม์ ออริกาโน โรสแมรี เป็นต้น ส่วนร่างกายก็ได้สัมผัสกับอากาศทั้งสี่ฤดู ซึ่งแม้แต่ตอนนี้เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศแบบนั้นอยู่
ที่สำคัญชาวบ้านส่วนใหญ่ในมารูลัชจะใช้ชีวิตอย่างสมถะ อยู่อย่างพอเพียง และบางส่วนได้หันมาผลิตอาหารออแกร์นิค (Organic Food) ไว้รับประทาน เช่น ทำขนมปังปราศจากสารกันบูด นำนมจากแพะมาแปรรูปเป็นโยเกิร์ต หรือซีส บางรายออกไปเก็บสมุนไพรจากภูเขามาสกัดน้ำมันหอมระเหยไว้ใช้ในครัวเรือน และบางคนก็เลี้ยงผึ้ง พวกเขาจะนำกล่องรังผึ้งกระจายไปตามภูเขาเพื่อให้ผึ้งได้ออกไปเก็บเอาน้ำหวานจากดอกไม้ป่าและสมุนไพรนำกลับมาที่รัง กล่าวกันว่าน้ำผึ้งที่เกาะครีตนั้นนอกจากจะมีคุณภาพดียังช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย เนื่องจากภายในน้ำผึ้งมีสมุนไพรนานาชนิดผสมอยู่นั่นเอง
นอกจากนี้ชาวสวนบางรายยังชอบนำเอาผลผลิตทางเกษตรมาแปรรูปไว้รับประทานเองในครัวเรือน เช่น หากใครปลูกมะเขือเทศไว้เยอะ รับประทานไม่ทันก็จะนำเอามะเขือเทศไปทำการถนอมอาหารในลักษณะต่างๆ บางคนนำไปบดผสมกับเกลือ แล้วนำไปตากแดดพอแห้งหมาดก็กลายเป็นซอสรสเลิศ สามารถนำไปปรุงรสใส่ลงในอาหารต่างๆ เพิ่มความกลมกล่อมยิ่งขึ้น บางรายนิยมทำมะเขือเทศตากแห้งเหมือนลูกพลับตากแห้ง เก็บไว้รับประทานได้หลายเดือน ส่วนรายไหนที่มีสวนมะกอกแทนที่จะขายในราคาถูกให้พ่อคนกลาง ซึ่งกดราคาต่ำเหมือนในอดีตก็จะหันมาลงทุนทำเองแบบพอเพียง เมื่อเหลือกินเหลือใช้พวกเขาจะนำออกไปจำหน่ายแก่เพื่อนบ้านหรือนักท่องเที่ยวในราคาย่อมเยาเหมือนกับสินค้าโอทอปของไทย
หากจะว่าไปแล้วการใช้ชีวิตของชาวบ้านมารูลัชก็คล้ายกับวิถีชีวิตชาวชนบทของไทยเราค่อนข้างมาก แทบไม่น่าเชื่อว่าโลกใบนี้จะมีสิ่งเชื่อมโยงถึงกันอยู่หลายอย่าง เช่นในเรื่องของภาษา ซึ่งบางคำออกเสียงคล้ายกัน ภาษาไทยคำว่า ย่า หรือ ปู่ ในภาษากรีกจะใช้ว่า ยาย่า (Ya-Ya) หรือ ปะปู่ (PaPou) แต่คำว่า ใช่ ของไทย ภาษากรีกจะออกเสียงว่า เนะ (Ne) เหมือนกับภาษาเกาหลี
เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงตำนานหอคอยบาเบล (Tower of Babel) ที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล มนุษย์สร้างหอคอยบาเบลขึ้นเพื่อต้องการไปสู่สรวงสวรรค์ ในยุคเริ่มแรกหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก มนุษย์ยังมีความสามัคคีกัน พูดภาษาเดียวกัน และเป็นเหมือนพี่น้องร่วมโลก แต่พอสร้างหอคอยสูงขึ้น มนุษย์ก็ยิ่งเกิดความโลภ มีความหยิ่งทะนงตน จิตใจคิดคด ไม่ซื่อสัตย์ และคิดท้าทายพระเจ้า ตั้งแต่นั้นเพื่อให้มนุษย์ได้รับบทเรียนราคาแพง พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้เกิดภาษาขึ้นมากมายบนโลก ทำให้มนุษย์สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เมื่อเกิดความคิดขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรง โครงการก่อสร้างหอคอยบาเบลของมนุษย์ผู้โลภมากจึงพังพินาศลงในท้ายที่สุด 
เมื่อฉันได้รู้จักหมู่บ้านมารูลัชครั้งแรก เวลานั้นเหมือนกับได้เดินทางย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มแรกที่พระเจ้าทรงสร้างโลก อาจเป็นเพราะหมู่บ้านมารูลัชเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่สมัยอารยธรรมมิโนอัน บวกกับวัฒนธรรมอันหลากหลายของที่นี่ ในสายตาฉันมารูลัชจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่หมู่บ้านเล็กๆ ทางประวัติศาสตร์ธรรมดาของชาวกรีกเท่านั้น แต่ยังเปรียบเหมือนขุมทรัพย์สำคัญของโลก หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใหญ่ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ซึ่งบางครั้งฉันก็อดคิดเปรียบเทียบหมู่บ้านมารูลัชกับชีวิตจักจั่นป่าไม่ได้
ครั้งหนึ่งบาทหลวงนิโคเลาส์เล่าให้เราฟัง จักจั่นป่าที่เราเห็นตัวบอบบาง แต่ในความเป็นจริงมันเป็นแมลงที่มีความอดทนสูงมาก และมีช่วงอายุไขนานถึง 17 ปี เสียงขับขานที่เราได้ยินมาจากเสียงของตัวผู้ที่ไล่ตามจีบตัวเมีย จักจั่นที่เกาะครีตจะเริ่มออกมาส่งเสียงร้องทั่วเกาะในช่วงหน้าร้อน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนพอถึงเดือนกันยายนจักจั่นก็ค่อยๆ ลดน้อยลง และในช่วงระยะเวลา 3 เดือนนี้ จักจั่นจะออกหาคู่เพื่อผสมพันธุ์กันอย่างรีบเร่ง จากนั้นตัวเมียจะเริ่มวางไข่ไว้ใต้เปลือกต้นไม้ต่างๆ พอเสร็จภารกิจก็ทยอยสิ้นอายุไขหายไปจากป่า ส่วนไข่ของมันจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จึงฟักกลายเป็นตัวอ่อน แล้วลงไปฝังตัวอยู่ใต้ดิน หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยการดูดน้ำจากรากไม้  เมื่อวงจรอายุครบ 17 ปี ตัวอ่อนนับล้านๆ จึงค่อยโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดิน แล้วไต่ขึ้นไปยังต้นไม้ ก่อนจะลอกคราบกลายเป็นจักจั่น กางปีกโบยบินสู่โลกกว้าง พร้อมกับส่งเสียงประสานกันระงมไปทั่วราวป่าอีกครั้ง และอีกครั้ง
แม้สังคมมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเป็นเวลายาวนาน ทว่าการสร้างบ้านแปลงเมืองดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากและสลับซับซ้อนมาหลายยุคสมัย แต่อีกด้านก็ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่ผู้คนต้องใช้ทั้งความอดทน พยายาม และรอคอยอย่างยาวนานกว่าจะสามารถสร้างสังคมเล็กๆ ให้กลายเป็นประเทศที่มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง แม้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติมากมาย ทั้งภัยจากสงคราม ภัยพิบัติจากธรรมชาติ รวมถึงมีปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ แต่การที่มนุษย์ไม่ย่อท้อ ไม่ละทิ้งความพยายามและความหวัง จึงทำให้ยังคงมีประเทศซึ่งเปรียบเหมือน “บ้าน” ให้อยู่อาศัยได้เฉกเช่นปัจจุบัน
และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ในปัจจุบันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่วันสองวัน หากแต่เส้นทางเสรีภาพนี้ได้ถูกร้อยเรียงถากถางขึ้นอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่โลกได้ก่อเกิดเป็นสังคมมนุษย์ ไม่ว่าแผ่นดินไหน มนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์มักทิ้งร่องรอยและบาดแผลเอาไว้ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เติมเต็มและสานต่อ ชนชาวกรีกก็ดุจเดียวกัน กว่าจะได้อิสรภาพมาไว้ในกำมือและนำเอาคำว่า “เสรีภาพ” ไปแขวนติดประกาศบนผืนธงไตรรงค์อย่างภาคภูมิก็มิใช่เรื่องง่ายๆ พวกเขาต้องผ่านการต่อสู้ ผ่านการสูญเสียทั้งชีวิต เลือดเนื้อ และทรัพยากรไปนับไม่ถ้วน
สามีฉันเล่าให้ฟังว่า ในทางคริสต์ศาสนานั้น ได้เปรียบการต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคเหมือนกับการต่อสู้กับความชั่วร้ายภายในตัวของมนุษย์เองซึ่งมีทั้งซาตานและพระเจ้าอยู่ในจิตใจของเรา แม้ภายในจิตวิญญาณมนุษย์จะเป็นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งบาป แต่พระเจ้าก็ได้มอบโอกาสให้ทุกคนได้เลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกหรือผิดด้วยตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งโอกาสที่ว่าก็เปรียบดังความหวังที่พระเจ้าทรงหยิบยื่นให้ อีกนัยหนึ่งก็เหมือนกับความรักความเมตตาที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์  ดังนั้นโลกจึงยังคงดำเนินต่อไปได้
สำหรับชาวกรีก ทุกครั้งเมื่อชีวิตตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก พวกเขามักจะเข้มแข็งกันเป็นพิเศษ ฉันสังเกตเห็นญาติสามี รวมทั้งเพื่อนๆ ของเขา แม้จะไม่ได้รับค่าแรงในการทำงานมากเหมือนในอดีต หรือไม่ได้รับค่าจ้างจากการทำงานล่วงเวลา แต่พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะลาออก เนื่องจากทุกคนทราบถึงสภาพปัญหาของประเทศเป็นอย่างดี จึงได้แต่อดทนอดกลั้น และชอบกล่าวให้กำลังใจกันและกันทำนองว่า
“ถ้ามีความเชื่อ ศรัทธา และความหวัง ทุกอย่างในชีวิตก็ล้วนแต่เป็นไปได้ทั้งสิ้น”
แม้วันนี้ชาวกรีกต้องกลับมาเดินอยู่บนเส้นทางแห่งสงครามอีกครั้ง ซึ่งเป็นสงครามที่เปลี่ยนรูปแบบเป็นสงครามเศรษฐกิจที่มีพิษสงเลวร้ายไม่แพ้สงครามรูปแบบอื่นๆ แต่สิ่งเดียวที่ชาวกรีกทำได้คือ การอดทนรอคอยด้วยความหวังต่อไป เฉกเช่นจักจั่นป่าที่นับวันรอโอกาสขึ้นมากางปีกโบยบินอย่างเป็นอิสระบนโลกทุกๆ รอบ 17 ปี
บาทหลวงนิโคเลาส์ ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งหมู่บ้านมารูลัชกล่าวว่า
“ชีวิตจักจั่นคือ ความมหัศจรรย์โดยแท้ แต่สิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้มักจะบอกใบ้อะไรบางสิ่งกับพวกเราทุกคนเสมอ”


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น