แบกเป้ตะลุยโลกกรีก



ตอนที่ 6

The Secret School

“The secret school” by Nikolaos Gyzis, 1885


       ในช่วงฤดูร้อนรถเมล์ที่เกาะครีตมักอัดแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ส่วนหนึ่งเป็นชาวกรีกพื้นเมือง วันหนึ่งขณะนั่งรถเมล์เข้าเมือง ฉันสังเกตเห็นเด็กหนุ่มสาว รวมถึงพวกเด็กตัวเล็กๆ พากันสวมใส่ชุดลำลองแบบสบายๆ ตามแฟชั่นทันสมัยราวจะไปท่องเที่ยว หรือไปงานรื่นเริงที่ไหนสักแห่ง ฉันสงสัยว่าเด็กๆ เหล่านี้เป็นใครกันจึงถามสามี เขาบอกว่า พวกเขากำลังจะไปโรงเรียน ทำให้ยิ่งนึกแปลกใจมากขึ้นที่โรงเรียนประเทศกรีซมีนโยบายให้เด็กนักเรียน นักศึกษาแต่งตัวตามสบาย ไม่มีชุดยูนิฟอร์มนักเรียนเหมือนประเทศอื่นๆ จนบางครั้งความที่ให้อิสระมากเกินไป ทำให้เด็กบางคนแต่งตัวเกินพอดี ถ้าหากใครไม่รู้ก็คงจะนึกไปว่าเด็กบางคนเป็นอันธพาล หรือหญิงที่ทำงานในสถานเริงรมย์ต่างๆ ซึ่งมองดูล่อแหลมเกินกว่าจะเรียกว่า “นักเรียน”

       วันหนึ่งสามีฉันเล่าให้ฟังว่า “กรีกรุ่นใหม่ขาดสไตล์ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำกำลังจะเดินไปทิศทางไหน หรือเป็นอะไร แต่ก็นั่นแหละเราจะโทษเด็กก็ไม่ได้ ต้องโทษที่ผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักเป็นตัวอย่างที่ดีนำพวกเด็กๆ ไปสู่เส้นทางที่ดีกว่า เมื่อก่อนนักเรียนชาวกรีกเคยมีชุดยูนิฟอร์มใส่เหมือนกับนักเรียนชาติอื่นๆ แต่รัฐบาลกลับยกเลิกไปเมื่อปี ค.ศ.1978 ซึ่งไม่ใช่แค่ชุดยูนิฟอร์มนักเรียนเท่านั้นที่ชาวกรีกได้สูญเสียไป แต่มันหมายถึงอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ความเป็นเอกลักษณ์ในชาติ วัฒนธรรม นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องภาษาด้วยนะ…”

        ด้วยความที่สามีฉันเป็นชาวกรีก แต่เดินทางไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ความทรงจำเกี่ยวกับแผ่นดินเกิดจึงยิ่งใหญ่มาก แม้ปีนี้อายุจะย่างห้าสิบตอนปลาย แต่เด็กชายวัย 9 ขวบในใจของเขาก็ยังคงไม่หายไปไหน รวมทั้งความภาคภูมิใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี ภาษา และวิถีชีวิต แม้ช่วงประมาณห้าสิบกว่าปีประเทศกรีซยังไม่เจริญเฉกเช่นปัจจุบัน แต่ก็อบอวลด้วยความอบอุ่นราวกับได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่ การเดินทางกลับกรีซแต่ละครั้ง ฉันคิดว่า เขาคงจะรู้สึกคล้ายๆ กับฉันตอนที่เดินทางกลับบ้านเกิดในภาคอีสาน นั่นก็เพื่อจะค้นหาความรู้สึกที่คุ้นเคย และอ้อมกอดอันอบอุ่นในความทรงจำ… แต่ทว่าวันนี้ มันกลับจางหายกลายเป็นภาพเบลอๆ

       “The world never change, but people change the world.” (โลกไม่เคยเปลี่ยนคน แต่คนต่างหากที่เปลี่ยนโลก)

       เคยได้ยินเพื่อนฝรั่งบางคนชอบกล่าวประโยคนี้กันบ่อยๆ เมื่อก่อนฉันไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งเดินทางมาอยู่กรีซ ได้เรียนรู้ความเป็นไปของโลก ทำให้เข้าใจสัจธรรมชีวิตมากขึ้น

       วันหนึ่งพวกเราเดินทางไปติดต่อเรื่องโรงเรียนสอนภาษากรีกกับบาทหลวงท่านหนึ่งในเมืองเรธิมโน เนื่องจากฉันต้องการเรียนรู้ภาษากรีกขั้นพื้นฐานเผื่อจะได้เอาไว้สื่อสารกับชาวกรีกให้เข้าใจ ขณะนั่งรอที่ห้องทำงานของบาทหลวง ฉันได้เหลือบไปเห็นภาพในกรอบกระจก ซึ่งคาดว่าภาพต้นฉบับน่าจะเป็นภาพวาดสีน้ำมันในสไตล์ศิลปะเรียลลิสม์ (Realism) หรือศิลปะสัจนิยม ภาพนี้เป็นภาพนักบวชชราในชุดคลุมสีดำกำลังนั่งสอนหนังสือเด็กๆ ชาวกรีก ภายในห้องเก็บของเก่าๆ ซึ่งมีแสงสาดส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย ท่าทางการกระซิบกระซาบของนักบวชชรา บวกกับอากัปกิริยาของเด็กแต่ละคนที่ตั้งใจฟังและจดบันทึก ทำให้สัมผัสได้ถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นยากลำบาก แต่ในสถานการณ์เช่นนั้นก็รู้สึกได้ถึงพลังศรัทธาบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ จนฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปสะกิดถามสามี

      “นั่นภาพอะไร”

       เขากระซิบตอบกลับมาว่า

      “ไม่รู้จักหรือ เป็นภาพของศิลปินชาวกรีกชื่อว่า นิคโคเลาส์ กีซิส ชื่อภาพ The secret school.”

      ด้วยความที่หลงใหลในงานศิลปะแนวสัจนิยมอยู่แล้ว ฉันจึงไม่พลาดที่จะค้นหาข้อมูลของศิลปินท่านนี้ในอินเทอร์เน็ต ทราบในเวลาต่อมาว่า นิคโคเลาส์ กีซิส (Nikolaos Gyzis) เป็นจิตรกรและเป็นบุคคลสำคัญของชาวกรีกในช่วงศตวรรษที่ 19 เขาภาพวาดสีน้ำมันชื่อ “The secret school” หรือภาษากรีกเรียกว่า "Kryfo Scholio" วาดระหว่างปี ค.ศ.1885 -1886 ภาพนี้ไม่เพียงเป็นแค่ภาพวาดที่สวยงามเหมือนจริงและสื่ออารมณ์ได้ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี รวมถึงจิตวิญญาณของชาวกรีกในช่วงที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมันเติร์กอีกด้วย สามีฉันเล่าว่า

      “ในสงครามบางครั้งก็มักปรากฏวีรบุรุษอยู่เสมอ…เมื่อกรีซตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน ชาวกรีกต้องเรียนรู้ภาษากรีก และพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ช่วงเวลานั้นจึงเกิดโรงเรียนลับขึ้นมากมายในประเทศกรีซ แต่การที่ชาวกรีกยังคงมีภาษาใช้ รวมถึงยังนับถือพระเจ้าอยู่ในปัจจุบันหลายคนอาจสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งสำหรับผมไม่มีความสงสัยใดๆ เลย เพราะเรามีวีรบุรุษที่กล้าหาญมากมาย รวมทั้งชาวกรีกส่วนใหญ่ในอดีตก็เป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า และนี่ไงวีรบุรุษของผม ถ้าไม่มีนักบุญคอสมาสวันนั้น วันนี้ผมก็คงไม่สามารถพูดภาษากรีกได้ ที่สำคัญเราคงไม่รู้ถึงคุณค่าแห่งอิสรภาพ และคุณค่าแห่งชีวิต” 




ภาพวาดของชาวกรีก เพื่อรำลึกถึง St. Cosmas of Aitolia 
ผู้นำแสงสว่างมาสู่ชนชาวกรีกในยุคยากเข็ญ 
แต่กลับถูกเหล่าอธรรมสังหารด้วยการแขวนคอ

       สามีฉันโชว์รูปไอคอนนักบุญคอสมาสให้ดู ฉันรู้สึกสนใจประวัติของท่านมาก เพราะนอกจากท่านจะเป็นนักบุญที่โอบอุ้มจิตวิญญาณผู้คนไว้มากมาย ยังเปรียบเหมือนพระสงฆ์นักพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณชาวกรีกให้สูงขึ้นอีกด้วย 

      ประวัติศาสตร์จารึกว่า นักบุญคอสมาส (Cosmas of Aitolia) เป็นพระภิกษุสงฆ์ในคริสตจักรกรีกออร์โธด็อกซ์ เกิดในปี ค.ศ.1714 และเสียชีวิตในปี ค.ศ.1779 ระหว่างมีชีวิตตลอดระยะเวลา 25 ปี ท่านได้ออกเดินทางด้วยเท้า บ้างก็ขี่ลา และอาศัยเรือเป็นยานพาหนะตระเวนไปตามหมู่บ้าน และเมืองต่างๆ ทั้งในประเทศกรีซและแอลเบเนีย เพื่อก่อตั้งโรงเรียนมากกว่า 200 แห่ง แล้วหล่อหลอมจิตวิญญาณผู้คนให้สัมผัสกับความรักจากพระเจ้า รวมถึงได้สอนภาษากรีกกับเยาวชนเพื่อไม่ให้ถูกกลืนหายไป

      กล่าวว่า ทุกครั้งที่ท่านกล่าวเทศนาจะมีคริสต์ศาสนิกชนนับหมื่นเดินทางมาฟัง และคอยติดตามท่านไปตลอด แม้แต่ชาวอิสลามบางรายก็ให้ความสนใจในการเทศนาของท่านไม่น้อย บางคนถึงกับมีศรัทธาแรงกล้าได้หันมานับถือศาสนาคริสต์ก็มี

      ครั้งหนึ่งนักบุญคอสมาสได้พบปะกับเด็กหนุ่มชาวมุสลิมในแอลเบเนียชื่อ “อาลี ปาซา” (Ali Pasha) เด็กหนุ่มคนนี้สนทนากับท่านจนสนิทคุ้นเคยกัน และเขาให้ความเคารพนบน้อมท่านเป็นอย่างมาก วันหนึ่งนักบุญคอสมาสได้กล่าวกับเขาว่า

      “เจ้าจะกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในภายภาคหน้า จะเป็นผู้พิชิตดินแดนแอลเบเนีย รวมทั้งพรีเวซา, ปาร์กา, ซูลี, เดลวิโน, การ์ดิกิ และจะกลายเป็นมหาอำมาตย์เคิร์ตที่แข็งแกร่งมาก รวมถึงเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลกอีกด้วย นอกจากนี้เจ้าจะได้ไปยังอิสตันบูล... แต่เคราของเจ้าจะเต็มไปด้วยสีแดง นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า” 

      ประกอบกับตอนนั้นหลังจากอาณาจักรไบแซนไทน์ (โรมันตะวันออก) ที่มีอายุยาวนานประมาณ 1,125 ปี ได้ล่มสลายเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1453 สุลต่านเมห์เมดที่ 2 แห่งจักรวรรดิออตโตมันก็จัดการเปลี่ยนชื่อเมืองจากคอนสแตนติโนเปิล เป็นเมืองอิสตันบูลในเวลาต่อมา และใช้เมืองอิสตันบูลเป็นศูนย์กลางของมุสลิม 

      อาลี ปาซา เมื่อได้รับฟังการทำนายก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นการใหญ่ แต่เขาก็ไม่สามารถตีความตามคำทำนายของนักบุญคอสมาสได้กระจ่างทั้งหมด จนเวลาล่วงไปหลายสิบปี อาลี ปาซา ได้กลายเป็นผู้ปกครองมุสลิมที่สามารถพิชิตดินแดนในแอลเบเนีย และแว่นแคว้นต่างๆ หลายแห่ง อำนาจของเขาแผ่กว้างไพศาลตามคำทำนายของนักบุญคอสมาส แต่เขาเป็นชาวมุสลิมที่แตกต่างจากมุสลิมทั่วไป ตรงที่ไม่ชอบทำลายล้างชาวคริสต์เตียน กลับพยายามทำให้ชาวคริสต์เตียนและอิสลามอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อาจเนื่องมาจากเขามีศรัทธาต่อนักบุญคอสมาสมากนั่นเอง แต่ทว่าสุดท้าย อาลี ปาซา ก็ถูกตัดศีรษะโดยมุสลิมด้วยกันเอง เนื่องจากเขาได้ท้าทายอำนาจของสุลต่าน และตอนที่ศีรษะขาดกระเด็นทำให้เลือดบางส่วนกระเซ็นเปื้อนหนวดเคราเขาเต็มไปหมด ซึ่งข้อนี้ก็เป็นไปตามคำทำนายของนักบุญคอสมาสอย่างแม่นยำ

       นอกจากเรื่องของ อาลี ปาซา แล้ว นักบุญคอสมาสยังได้สร้างปาฏิหาริย์ไว้มากมาย ทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยจำนวนมากให้หายป่วย และยังมีคำทำนายอันเลื่องลือไปทั่วโลกของชาวคริสต์เตียน นิกายออร์โธด็อกซ์ เช่น การพยากรณ์เกี่ยวกับเรื่องของโทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องบิน เรื่องที่ชาวกรีกจะได้รับอิสรภาพคืนจากออตโตมัน รวมไปถึงเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง และอีกหลายเหตุการณ์ ท่านกล่าวว่า ในอนาคตหากเราได้เห็นการอพยพ หรือผู้คนหิวโหย แผ่นดินไหว น้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงเกิดสงครามกลางเมือง นั่นหมายถึงเวลาแห่งการพิพากษาใกล้เดินทางมาถึงแล้ว

      กล่าวกันว่านักบุญคอสมาสถือเป็นพระสงฆ์ที่มีอิทธิพลต่อชาวกรีกมากในยุคนั้น นอกจากท่านจะสามารถปลุกจิตสำนึกชาวกรีกให้ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องวัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อทางศาสนาจนสำเร็จ ท่านยังสอนผู้คนให้รู้จักเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมระหว่างเพศหญิงและเพศชาย การให้ความเคารพต่ออิสตรีเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งสมัยก่อนนักบุญคอสมาสได้มองเห็นชาวอิสลามข่มเหง และกระทำทารุณต่อสตรีเยี่ยงสัตว์ ท่านจึงได้สอนชาวคริสต์เตียนและชาวอิสลามที่มารับฟังการเทศนาว่า ผู้หญิงกับผู้ชายเกิดมาต่างมีคุณค่าและสิทธิเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ รวมทั้งเป็นบุตรของพระเจ้าเหมือนกัน ฉะนั้นทุกคนจึงต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน

       นอกจากนี้ท่านยังกระตุ้นให้ชาวกรีกตื่นตัวหันมาทำการค้าขาย และซื้อสินค้ากับชาวกรีกด้วยกันเอง มากกว่าไปอุดหนุนสินค้าของชาวยิว หรือต่างชาติ และยังพร่ำสอนให้คริสต์ศาสนิกชนไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อเรียนรู้ศาสนา วัฒนธรรม และภาษา จึงส่งผลกระทบต่อชาวยิวที่เปิดตลาดนัดขายสินค้าในวันอาทิตย์ การขาดรายได้มหาศาลทำให้ชาวยิวเกิดความแค้น อีกทั้งชาวเวนิสเองก็รู้สึกไม่พอใจฝ่ายชาวคริสต์ นิกายออร์โธด็อกซ์เช่นเดียวกัน เพราะมีความขัดแย้งเกี่ยวกับข้อปฏิบัติทางศาสนามาโดยตลอด ต่อมาทั้งชาวยิวและชาวเวนิสจึงได้ร่วมมือกันว่าจ้างชาวมุสลิมด้วยเหรียญทองคำจำนวนมหาศาลให้แขวนคอท่านเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ปี ค.ศ.1779 จากนั้นพวกเขาได้นำร่างของนักบุญคอสมาสไปโยนลงในแม่น้ำ สามวันต่อมานักบวชท่านหนึ่งจึงได้ไปพบพระศพ และนำไปฝังใกล้หมู่บ้านโคลิคอนตาสิ (Kolikontasi) ก่อนพระธาตุของท่านจะถูกนำไปยังสถานที่ต่างๆ ของกรีซ

       กล่าวกันว่าหลังจากที่นักบุญคอสมาสเสียชีวิต พระศพของท่านไม่มีกลิ่นเหม็นแม้แต่น้อย กลับหอมตลบอบอวลคล้ายกลิ่นกำยานที่ใช้จุดภายในโบสถ์ ส่วนชายมุสลิมที่รับจ้างแขวนคอท่านก็ได้กลายเป็นคนสติวิปลาส สุดท้ายเขาถูกปลิดชีพโดยชาวมุสลิมที่มีอำนาจนั่นก็คือ มหาอำมาตย์เคิร์ต อาลี ปาซา ผู้ซึ่งเคยให้ความเคารพนับถือนักบุญคอสมาสนั่นเอง



วันที่ 24 สิงหาคม ทุกปี คือ วันเนมเดย์ St. Cosmas of Aitolia 
ภาพไอคอนของท่านจะถูกนำออกมาทำความสอาด
และประดับประดาด้วยดอกไม้รอบกรอบอย่างสวยงาม 

       ทุกๆ ปี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม เดินทางมาถึง ชาวคริสต์ นิกายออร์โธด็อกซ์ทั่วทุกมุมโลกจะจัดพิธีเฉลิมฉลอง (Name Day) เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่านเป็นประจำและในวันนั้นสามีฉัน พอไปโบสถ์เขาจะเข้าไปจูบที่รูปไอคอนของท่าน พร้อมกับน้ำตาไหลซึมทุกครั้ง ตอนแรกฉันยังไม่ทราบประวัติของนักบุญท่านนี้ดีก็รู้สึกเฉยๆ แต่ภายหลังจากที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์และรับฟังเรื่องราวของท่านจากผู้คนรอบข้าง ฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะนำเอาเรื่องราวของนักบุญคอสมาสมาบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นบทเรียนกระตุ้นเตือนจิตสำนึก และเตือนสติตัวเองให้รักชาติ ภาษา และมีศรัทธามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

ในวันเนมเดย์ (24 สิงหาคม) St. Cosmas of Aitolia
ทุกปีลูกหลานชาวกรีกจะไปยังโบสถ์เพื่อรำลึกถึงพระคุณของท่าน 
หลังเสร็จพิธีทางศาสนาจะร่วมรับประทานอาหารและดื่มสังสรรค์ที่โบสถ์


      ความพยายามของนักบุญคอสมาสที่กระตุ้นเตือนจิตสำนึกชาวกรีกให้มีศรัทธา และลุกขึ้นสู้นั้นนับว่ามีอิทธิพลมาก จนส่งผลมาถึงคนยุคปัจจุบัน แม้ในอดีตชาวกรีกจะถูกกวาดต้อนกระจัดกระจายไปทั่วทวีปยุโรป และถูกบีบบังคับให้เป็นทาสออตโตมันนานหลายร้อยปี แต่ท้ายที่สุดแล้วจิตวิญญาณของพวกเขาก็ยังคงเดินย้อนกลับมาสู่บ้านที่มีพระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่เช่นเดิม เพราะศรัทธาที่แรงกล้านั่นเอง

      ปัจจุบันแม้โรงเรียนลับในกรีซจะไม่มีอีกแล้ว การเรียนรู้ภาษากรีกก็ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป แต่การที่สื่อต่างๆ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อเด็กยุคใหม่ก็เหมือนกับถูกกลืนโดยไม่รู้สึกตัว ซึ่งแทนที่ชาวกรีกจะต้องทำสงครามกับต่างชาติเหมือนในอดีต กลับต้องหันมารับมือกับสงครามด้านสื่อและเทคโนโลยีแทน ภาษาที่ค่อยๆ วิบัติ เกิดคำแปลกใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน บวกกับจิตวิญญาณที่เฉยเมยเหมือนไม่รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ ของคนยุคใหม่ ล้วนแต่เป็นสัญญาณอันตรายต่อชาติทั้งสิ้น

      จริงอยู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอาจมีทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าหากคนยุคใหม่ไม่เตรียมพร้อมรับมือ ไม่รู้จักแยกแยะแจกแจง สิ่งไหนเป็นประโยชน์ สิ่งไหนไร้ประโยชน์ ท้ายที่สุดแล้วถ้าเหตุการณ์นี้ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งชาวกรีกก็ต้องเผชิญกับหายนะอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งไม่ต่างจากตอนนี้ที่พวกเขาได้เผชิญกับปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

       จิตวิญญาณชาวกรีกที่หล่นหายไปในช่วงรอยต่อแต่ละยุคสมัยล้วนเป็นสิ่งที่น่าศึกษาไม่น้อย รวมถึงเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่มากมาย ซึ่งไม่อาจศึกษาได้หมดภายในระยะเวลาอันสั้น แม้ฉันจะเดินทางกลับมายังแผ่นดินกรีซครั้งแล้วครั้งเล่าตราบจนสิ้นอายุไขก็ไม่คิดว่าจะทำการศึกษาและทำความรู้จักประเทศนี้ได้ดีพอ แต่อย่างน้อยก็นับว่าโชคดีที่ฉันได้รู้จักเรื่องราวของนักบุญคอสมาส ทำให้เรียนรู้ว่า การต่อสู้เพื่อศรัทธา รวมถึงได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภาษาของชาติเป็นหน้าที่ของเราทุกคนซึ่งไม่ใช่แค่อนุรักษ์ไว้ให้เพียงคนยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่เราต้องปกป้องวัฒนธรรมประเพณีและภาษา เพื่อส่งต่อไปถึงมือชนรุ่นหลัง เหมือนกับการวิ่งผลัด หากเราพลาดทำไม้หล่นจากมือ คนที่รอรับไม้อยู่เบื้องหน้าก็ลำบาก ยากที่จะวิ่งต่อไปโดยปราศจากไม้ในมือ

      ฉันใดก็ฉันนั้น หากผู้คนในประเทศไม่พยายามปกป้องภาษาของชาติไว้ ชนชาตินั้นก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ไร้รากยึดเหนี่ยว ภาษาที่ไร้รากขาดเอกลักษณ์ แม้เราจะพยายามเปลี่ยนแปลง เลียนแบบภาษาอื่นมาเป็นของตน แต่สุดท้ายก็หาความภาคภูมิใจใดๆ ไม่ได้เลย