แบกเป้ตะลุยโลกกรีก-2





ตอนที่ 2
เอเธนส์แห่งยุคยูโรวิกฤต



   เมื่อเอ่ยถึง เอเธนส์ (Athens) หลายคนคงนึกถึงนครใหญ่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และความศิวิไลซ์เช่นเดียวกับเมืองหลวงในส่วนต่างๆ ของโลก นอกจากนี้เอเธนส์ยังเป็นเมืองเก่าแก่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนราว 3,400 ปี ในยุคหนึ่งประมาณ 508 - 322 ปีก่อนคริสต์ศักราช กรุงเอเธนส์เคยเป็นศูนย์กลางทางด้านการเรียนรู้ทั้งศิลปะและปรัชญา สมัยนั้นได้ถือกำเนิดนักคิด นักเขียน กวี และนักปราชญ์ขึ้นมากมาย และชื่อเสียงทางด้านต่างๆ ในอดีตทำให้แผ่นดินกรีซกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
           สืบเนื่องมาจากประเทศกรีซมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง รวมถึงหมู่เกาะหลายพันเกาะ จิตวิญญาณชาวกรีกจึงผูกพันกับภูเขาเป็นพิเศษ ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากตำนาน และวิหารสำคัญต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นบนภูเขา ยอดเขาโอลิมปัส (Mount Olympus) ที่สูงสุดในกรีซซึ่งวัดความสูงได้ 2,919 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าเป็นสถานที่สถิตของเหล่าทวยเทพ โดยมีเทพซีอุส (Zeus) เป็นราชาของเทพเจ้าทั้งปวง รวมทั้งเหล่ามวลมนุษย์และความเชื่อนี้ได้นำไปสู่จุดกำเนิดเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้าปกรณัมของกรีกและโรมัน ซึ่งแม้แต่ปัจจุบัน ชาวกรีกก็ยังนิยมนำชื่อเทพเจ้ามาตั้งเป็นชื่อโรงแรมหรือสถานที่ต่างๆ เช่นกัน

วิหารพาร์เธนอนส์
ถ้าหากใครมีโอกาสได้เดินทางไปเยือนสถานที่ต่างๆ ในประเทศกรีซก็จะสังเกตเห็นบนเขาหลายแห่งที่ชาวกรีกเรียกกันว่า อะโครโพลิส (Acropolis) ได้มีการก่อสร้างวิหารเพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้าซึ่งวิหารที่เลื่องชื่อและเปรียบเสมือนมงกุฎแห่งเอเธนส์ มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมมากที่สุดคือ วิหารพาร์เธนอน (Temple of Parthenon) นอกจากเป็นสถานที่สำคัญที่สร้างอยู่ใกล้ตัวเมือง และการเดินทางเข้าชมก็สะดวกสบายแล้ว วิหารพาร์เธนอนยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานน่าสนใจ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช วิหารแห่งนี้ผู้นำกรุงเอเธนส์คือ “เพริเคิล” เป็นผู้ริเริ่ม โดยให้ประติมากรเลื่องชื่อนาม “ฟีเดียส” เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง เริ่มต้นก่อสร้างเมื่อปี 447- 438 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีอะธีนา (Athena) ที่ชาวกรีกเชื่อว่าเป็นเทพีแห่งสติปัญญา และทักษะความรอบรู้ ปัจจุบันถือว่าวิหารพาร์เธนอนเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีขนาดกว้าง 101.4 ฟุต หรือ 30.9 เมตร และมีความยาว 228.0 ฟุต หรือ 69.5 เมตร ห่างจากวิหารพาร์เธนอนไม่มากนัก หากสังเกตให้ดีจะเห็นต้นมะกอกอยู่ข้างวิหารอิเรกเทียม (Temple of Erechtheum) ซึ่งตามตำนานกรีกเล่าว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระที่เป็นผู้หญิง สร้างเสร็จเมื่อ 395 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ยังเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เทพโพไซดอนและเทพีอะธีนาใช้แข่งขันกันเพื่อเป็นเทพอุปถัมภ์นครแอตติกา (Attica)

เทพโพไซดอน                         เทพีอะธีนา
      กล่าวกันว่า ในอดีตกาลกษัตริย์เคครอบส์ (Kekrops) ต้องการหาเทพอุปถัมภ์นคร ปรากฏว่ามีเทพเจ้าสององค์ที่สนใจเสนอตัวเป็นเทพอุปถัมภ์เมืองในครั้งนั้น คือ โพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าแห่งมหาสมุทร และอะธีนา เทพีแห่งสติปัญญา และทักษะความรอบรู้แต่กษัตริย์เคครอบส์ไม่อาจตัดสินใจเลือกได้ทันทีว่าจะให้ใครเป็นเทพอุปถัมภ์ จึงได้จัดให้มีการแข่งขันขึ้น โดยให้หัวข้อว่าถ้าหากใครสามารถเนรมิตของขวัญที่มีคุณค่าให้แก่ชาวเมืองมากที่สุด เทพองค์นั้นจะได้ครองตำแหน่งเป็นเทพอุปถัมภ์เมือง 
และท้ายที่สุดกษัตริย์ก็ตัดสินให้เทพีอะธีนาเป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากได้เนรมิตสิ่งที่มีคุณประโยชน์แก่ชาวเมือง นั่นก็คือ ต้นมะกอก ขณะที่เทพโพไซดอนได้ใช้ตรีศูลเนรมิตม้าซึ่งทำคุณประโยชน์แก่ประชากรได้ไม่มากเท่าที่ควร แต่ต้นมะกอกของเทพีอะธีนานั้น นอกจากผลและน้ำมันมะกอกจะใช้รับประทานได้ ยังใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แสงสว่างในเวลากลางคืน รวมถึงได้กลายเป็นต้นไม้เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของประเทศกรีซในเวลาต่อมา อีกนัยหนึ่งต้นมะกอกยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่นำสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เอเธนส์อีกด้วย ทำให้กษัตริย์และชาวเมืองต่างพึงพอใจอย่างมาก จึงให้เกียรติตั้งชื่อเมืองตามชื่อของเทพีองค์นี้ว่า “เอเธนส์” เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

โรงละครเฮโรเดส อัตติคัส

          ถ้ามองจากวิหารพาร์เธนอนจะสังเกตเห็นโรงละครสองแห่งสร้างไว้ไม่ห่างกันนัก มุมด้านล่างขวามือคือ โรงละครเฮโรเดส อัตติคัส (Theatre of Herodes Atticus) ส่วนมุมด้านล่างซ้ายจะมองเห็นโรงละครไดโอนิซัส (Theater of Dionysus) ปัจจุบันโรงละครทั้งสองแห่งได้บูรณะขึ้นใหม่ มีการเปิดแสดงละครและคอนเสิร์ตให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมบ่อยๆ กล่าวกันว่าโรงละครของชาวกรีกนั้นถือเป็นต้นแบบของโรงละครทุกแห่งของโลกตะวันตก ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของนักออกแบบก่อสร้างแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของชาวกรีกอีกด้วย
         มีคนกล่าวว่าศิลปะ สถาปัตยกรรม รวมถึงประติมากรรมที่งดงามวิจิตรก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชนชาตินั้นๆ ได้เช่นกัน ทั้งช่วงที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุด หรือช่วงที่บ้านเมืองตกอยู่ในยุคเสื่อมถอย ฉะนั้นซากปรักหักพังที่เรามองเห็นจึงไม่ใช่แค่อิฐหินธรรมดา แต่ทุกสิ่งล้วนมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา ซึ่งไม่แน่ว่าเศษหินและดินแต่ละก้อนที่แหลกลานอยู่ใต้ฝ่าเท้าเล็กๆ ของนักเดินทาง ครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นเศษฝันอันยิ่งใหญ่ของบรรดาเหล่าศิลปินเอกชาวกรีกมาก่อน หรืออาจเคยเปื้อนเลือดเหล่านักรบมาแล้วนับไม่ถ้วนเฉกเช่นกัน

       Alexander the Great                              โสเครติส
 วันนี้เมื่อมองเห็นกรุงเอเธนส์จากเนิอะโครโพลิสก็อดนึกถึงตำนานอันยิ่งใหญ่ของชาวกรีกที่เคยอ่านในหนังสือประวัติศาสตร์ไม่ได้ ซึ่งในประวัติศาสตร์ชาวกรีกได้ถือกำเนิดวีรบุรุษขึ้นมากมาย อาทิเช่น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) มหาบุรุษหนึ่งเดียวในตำนานที่ไม่เคยปราชัยให้แก่ศัตรูในสมรภูมิรบ นอกจากนี้ชาวกรีกยังมีนักคิด กวี นักประพันธ์และนักปราชญ์อยู่มากมาย อาทิเช่น โฮเมอร์ ผู้แต่งมหากาพย์เรื่องอีเลียด
          ส่วนโสเครติสก็เป็นนักปราชญ์ที่ได้ริเริ่มสอนวิชาตรรกวิทยาและหลักการของประชาธิปไตย กล่าวกันว่า โสเครติสเป็นบุคคลซื่อตรง ไม่ปรารถนาในเรื่องผลประโยชน์ ลาภยศ และยังเป็นผู้ชื่นชอบแสวงหาความจริง แต่ก็ต้องจบชีวิตลงอย่างไม่เป็นธรรมเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยุยงให้ประชาชนและเยาวชนในชาติเสื่อมศรัทธาในเทพเจ้าที่ชาวกรีกให้ความเคารพนับถือมาอย่างยาวนาน ประจวบเหมาะช่วงนั้นเมืองเอเธนส์เกิดสงครามได้พ่ายแพ้แก่รัฐสปาร์ตา ผู้คนที่เชื่อในเรื่องทวยเทพต่างก็ขวัญหนีดีฝ่อ จึงนำเอาเรื่องที่โสเครติสได้ตั้งคำถามเชิงปรัชญากับบรรดาลูกศิษย์มาผูกโยงกัน และสรุปว่าเป็นความผิดของเขาเต็มประตู ที่ทำให้เทพีอะธีนาผู้อุปถัมภ์เมืองโกรธเคืองจนบันดาลให้พ่ายแพ้สงคราม และผู้มีอำนาจก็ได้สำเร็จโทษโสเครติสด้วยการให้ดื่มยาพิษ แม้ภายหลังชีวิตจะดับสูญ แต่แนวคิดด้านปรัชญาของนักปราชญ์นาม โสเครติส กลับกลายเป็นมรดกอันล้ำค่าที่ทั่วโลกต่างก็ให้การยอมรับ


         จำได้ว่าตอนฉันเดินทางถึงกรีซครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2009 ประเทศกรีซได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งหนี้สินที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงินต่างๆ เวลานั้นสังเกตเห็นผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็นกันทางโทรทัศน์อย่างคึกคัก นักการเมืองโต้เถียงกันไปมา ต่างฝ่ายต่างก็โยนความผิดให้กันและกัน ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็เห็นข่าวเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมืองของกรีซตลอด 
         ในตอนเย็นวันหนึ่งหลังกลับจากเยี่ยมชมวิหารพาร์เธนอน เราได้โดยสารรถประจำทางเพื่อกลับสู่บ้านญาติสามีที่อยู่ภายในเอเธนส์ เมื่อรถเมล์เคลื่อนผ่านถนนสายหนึ่ง สังเกตเห็นผู้คนออกมาเดินประท้วงเต็มไปหมด ร้านรวงสองข้างทางปิดบริการ บางร้านถูกมือดีพ่นด้วยสีสเปรย์ มองดูไม่ต่างจากเมืองเถื่อนแม้แต่น้อย ผู้คนจากที่เคยหัวเราะสนุกสนาน พูดคุยอย่างเป็นมิตรก็เหลือเพียงใบหน้าที่เคร่งเครียด ท่าทีเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและตื่นตระหนกกับข่าวร้ายที่นำเสนอทางโทรทัศน์มากขึ้นเรื่อยๆ 
         เมื่อรถเมล์วิ่งเข้าจอดเทียบป้ายแห่งหนึ่ง ฉันมองเห็นหญิงชราอายุประมาณ 70 กว่าปี ถือตะกร้ามายืนคอยรถเมล์อยู่ก่อนแล้ว หญิงชราพยายามจะก้าวขึ้นรถเมล์อย่างทุลักทุเล ทันใดนั้นได้มีชายผิวคล้ำคล้ายชาวอาหรับเข้ามาพูดอะไรบางอย่าง เหมือนกับว่าเขาจะช่วยพยุง พอหญิงชราก้าวขึ้นไปยืนบนรถเรียบร้อยก็หันไปกล่าวขอบคุณเป็นภาษากรีกเสียงดังว่า “เอ็ฟฆาริสโต้…เอ็ฟฆาริสโต้ โปลี” (Efxaristó Poli) จากนั้นชายน้ำใจงามก็รีบเร่งจากไปทันที
         ฉันมองดูด้วยความชื่นชม คิดในใจ โลกนี้ยังมีคนน้ำใจงามหลงเหลืออยู่ แม้ยามนี้กรีซจะประสบปัญหาหนักก็ตาม พอหญิงชราได้ที่นั่งเรียบร้อย รถเริ่มวิ่งไม่ทันไร ทุกคนบนรถก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินหญิงชรากรีดร้องดังลั่นทำนองว่า “พระแม่มารีย์ช่วยด้วย…ปานาเยียมู ปานาเยียมู”
        ฉันหันไปถามคู่หู “เกิดอะไรขึ้น”
        เขากระซิบบอก "ยายโดนคนล้วงกระเป๋าเข้าให้แล้วล่ะ"
        ตลอดทางพวกเราได้ยินเสียงหญิงชราโอดครวญ และเรียกหาพระแม่มารีย์ตลอดเวลา จากนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นจอแจ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ ทำให้คนขับรถถึงกับหัวเสีย จึงร้องตะโกนกลับมายังผู้โดยสารและหญิงชราว่า

          “ขอร้องเถอะยาย หยุดบ่นเสียที ผมก็รู้สึกเห็นใจยายนะแต่ตอนนี้ผมไม่มีสมาธิขับรถเลย” (ประโยคนี้คู่หูแปลให้ฟัง)          แต่ยายคนนั้นก็ยังไม่หยุดบ่นพร้อมกับร้องไห้สะอื้นไปตลอดทางจนกระทั่งถึงที่หมาย ฉันมองตามหลังยายชราที่เดินตัวสั่นโงนเงนจะเพราะด้วยความรู้สึกเสียใจหรือเพราะสังขารก็มิทราบได้ ภาพนั้นนับเป็นภาพแรกที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของฉันตอนอยู่เอเธนส์


          และอีกครั้งที่สถานีรถไฟใต้ดินโมนาสติรากิ (Monastiraki) ฉันสังเกตเห็นชายชรารายหนึ่งหยอดเหรียญในตู้เพื่อซื้อตั๋ว พอเหรียญทอนหล่นลงในช่องรับเงิน ชายชรารีบกวาดเอาเศษเหรียญอย่างร้อนรน แต่ไม่ยอมหยิบเอาเหรียญหนึ่งไปด้วย ตอนนั้นบังเอิญฉันเหลือบเห็น จึงเข้าไปบอกด้วยความหวังดี แต่ยังไม่ทันอ้าปากด้วยซ้ำ ไม่รู้คุณตาแกอารมณ์เสียมาจากไหนบ่นใส่ฉันสองสามประโยคพร้อมกับชักสีหน้ารำคาญ ก่อนรีบสะบัดตูดเดินหนีด้วยท่าทางราวจะบอกว่า เซ็งชีวิตแบบสุดๆ คู่หูหันมาเห็น จึงเข้ามาต่อว่าฉันเสียยกใหญ่ 
       “อย่าไปทักคนสุ่มสี่สุ่มห้าสิ” ฉันอธิบายให้เขาฟัง  
       “ฉันก็แค่จะบอกให้หยิบเอาเหรียญ”
        คู่หูยังหันมาพูดซ้ำเติม ราวกับฉันเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู
       “จะอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้ผู้คนกำลังจะกลายเป็นบ้าเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านดีกว่า”
       ฉันเลยเอาแต่เงียบนิ่งด้วยความงง มองเศษเหรียญที่นอนแน่นิ่งในช่องนั้นตาปริบๆ จะเดินเข้าไปเก็บแล้ววิ่งเอาไปคืนชายชราก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก จึงปล่อยไว้แบบนั้น คิดว่าสักครู่ก็คงมีใครสักคนเข้ามาเก็บเอาไปเอง


ระหว่างตระเวนเที่ยวชมกรุงเอเธนส์ สังเกตเห็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมทั้งรูปปั้นวีรบุรุษผู้กล้าของชาวกรีก ประกอบกับเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่ถาโถมใส่กรีซ ทำให้นึกถึงคำกล่าวของเพื่อนฝรั่งรายหนึ่งที่ว่า “ซานต้าไม่มีอีกแล้ว” ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ พอมีคนเข้ามาขอโน่นขอนี่ โดยเฉพาะเรื่องเงินบ่อยๆ เขามักจะปฏิเสธให้ความช่วยเหลือทางอ้อมด้วยประโยคนี้เสมอ จึงแอบคิดเล่นๆ ว่าถ้าโลกนี้ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครเสียสละและมีคุณธรรม แผ่นดินนั้นๆ ก็คงล่มสลายไม่เหลือแม้เพียงชื่อบนแผนที่โลก เวลานี้ไม่ใช่แค่ประเทศกรีซเท่านั้นที่กำลังย่ำแย่ แต่ทั่วโลกก็ล้วนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเช่นเดียวกัน ทว่าวีรบุรุษที่ออกมาช่วยแก้ปัญหาเพื่อประเทศชาติกลับหาได้ยากยิ่ง ส่วนที่ปรากฏทางทีวีและประกาศตนว่า “ช่วยชาติ” สุดท้ายเมื่อหน้ากากหลุดก็เป็นเพียงแค่ฮีโร่จอมปลอม  

           คู่หูฉันกล่าวว่า “ไม่ว่าจะยุคไหนถ้าโลกนี้ยังมีมนุษย์อยู่ มันก็ต้องมีสงคราม มีเรื่องวุ่นวาย มีการคอรัปชั่นอยู่เสมอ เพียงแต่มันได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามยุคสมัยเท่านั้นเอง อย่างตอนนี้ในยุโรปเราก็ยังมีสงคราม มันเป็นสงครามทางเศรษฐกิจที่ซ่อนรูปอย่างแยบยล แล้วฮีโร่คือใครล่ะ…ก็คือประชาชนนั่นแหละ เมื่อก่อนเราหวังพึ่งผู้นำที่มีคุณธรรม แต่ยุคนี้เราต้องพึ่งตัวเอง ทุกคนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประเทศชาติและทั้งหมดนั้นก็ได้กลายเป็นฮีโร่โดยไม่รู้สึกตัว”
จากสถานการณ์ยูโรวิกฤตนี้ อาจทำให้ทั้งชาวกรีกและประเทศอื่นๆ ได้เรียนรู้บทเรียนบางอย่างมากขึ้น ในช่วงระยะแรกข่าวการคอรัปชั่น เรื่องหมกเม็ดที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนของผู้นำประเทศได้ถูกทยอยนำเอาออกมาแฉไม่เว้นแต่ละวัน บางคนเคยเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน แต่พอเกิดวิกฤต ชาวกรีกก็ได้เห็นโฉมหน้าอีกด้านของพวกเขา เหมือนสุภาษิตไทยที่กล่าวว่า "น้ำลดตอพุด" แต่กระนั้นรัฐบาลกรีซก็ยังคงเดินหน้ากู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) หรือ IMF เพื่อนำมาเยียวยาประเทศต่อไป เพราะมองไม่เห็นลู่ทางอื่น
เมื่อเฝ้ามองสถานการณ์ซึ่งนับวันจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งคู่หูชาวกรีกจึงบ่นว่า 
“ต่อไปหากจะหวังให้ใครมาเกาหลังให้นั้นคงยาก ทางที่ดีเราต้องหาวิธีช่วยเหลือตัวเองดีที่สุด” 
เขาอธิบายว่าก่อนที่ชาวกรีกจะบากหน้าไปพึ่งพาประเทศอื่นนั้น อย่าได้คาดหวังว่าประเทศต่างๆ จะช่วยเหลืออย่างจริงใจ เบื้องหลังที่เสนอตัวเข้ามาช่วยต่างก็แอบแฝงด้วยผลประโยชน์ทั้งสิ้น แต่แทนที่จะรอน้ำบ่อหน้า ประชาชนภายในประเทศนั่นแหละที่ต้องลุกขึ้นมาขุดบ่อน้ำแห่งความหวังด้วยตัวเอง หรือเมื่อรู้สึกคันที่แผ่นหลังก็ใช้มือตัวเองเกา หรือช่วยผลัดกันเกาจึงจะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาของประเทศให้ผ่านพ้นไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มีใครดูถูกเอาได้
“ผมไม่ใช่คนเริ่มต้นความคิดเหล่านี้หรอกนะ แต่เป็นแนวคิดของท่านรีกัส เฟอร์เรียส ที่คุณเคยเห็นบนเหรียญยูโรสิบเซนต์นั่นไง”


ตอนนั้นจึงรู้ว่า ภาพใบหน้าบุคคลสำคัญที่เคยเห็นบนเหรียญยูโรสิบเซนต์ก็คือ นักคิด นักเขียนทางการเมืองนามว่า รีกัส เฟอร์เรียส (Rigas Feraios) พอศึกษาลึกลงไป ทำให้ทราบว่าประวัติของท่านน่าสนใจทีเดียว ท่านได้แต่งหนังสือและบทกวีเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อปลดแอกชาวกรีกจากการเป็นทาสชาวเติร์กไว้มากมาย รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกสงครามอิสรภาพชาวกรีกในช่วงจักรวรรดิออตโตมันเรืองอำนาจในแผ่นดินกรีซ


      จากกวีบทหนึ่งของท่าน กล่าวเกี่ยวกับเรื่องอิสรภาพไว้อย่างลึกซึ้งว่า “It’s finer to live one hour as a free man than forty years as a slave and prisoner." 
และเรื่องนี้ทำให้ฉันนึกประหวัดไปถึงเรื่อง “เงินถุงแดง” ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2436 ได้เกิดวิกฤตขึ้นบนแผ่นดินสยาม ต่อมาเรียกว่า วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เล่ากันว่าเพื่อรักษาเอกราชให้คงอยู่ สยามประเทศจำต้องยอมอ่อนข้อให้ฝรั่งเศสที่เข้ามารุกราน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายให้ฝรั่งเศส พร้อมกับจ่ายเป็นเงิน 3 ล้านฟรังซ์ เพื่อเป็นค่าเสียหายจากการสู้รบ และค่าทำขวัญครอบครัวทหารผู้เสียชีวิต กล่าวกันว่า ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะเงินเก็บยามฉุกเฉินที่เรียกว่า “เงินถุงแดง” ของรัชกาลที่ 3 บวกกับพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วันนี้สยามคงไม่รอดพ้นเงื้อมมือฝรั่งเศสมาได้ และยังคงครองตนเป็นเอกราช มีความเป็น “ไท” จนชาวต่างชาติรู้จักกันทั่วไปว่า “Land of the free” ตราบเท่าทุกวันนี้
           
เมื่อมองจากมุมมองคนต่างชาติที่มองกรีซในวันนี้ คนไทยอย่างฉันคิดว่า พวกเรานั้นโชคดีกว่าชาวกรีกหลายเท่านัก อย่างน้อยประเทศไทยก็ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร เรื่องนี้ฉันไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองคนเดียว แม้แต่สามีซึ่งเป็นชาวกรีกก็เคยเอ่ยปากเช่นนั้นด้วยความอิจฉาอยู่บ่อยๆ ว่า “ชาวไทยโชคดีที่มีแผ่นดินสงบสุข ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายหลายครั้ง แต่ชาวไทยก็ยังรักษาความเป็นเอกราชและเอกภาพเอาไว้ได้ ที่จริงความขัดแย้งและความบาดหมางของคนภายในประเทศก็กลายเป็นเครื่องทำลายประเทศให้พังได้เหมือนกัน เมื่อประเทศอ่อนแอ ศัตรูนอกประเทศก็มีแต่จะหัวเราะเยาะ เขาไม่อยากเห็นเราเจริญหรอก บางประเทศที่อาสาเข้ามาแทรกแซง ถ้าไม่หวังในผลประโยชน์ก็ต้องการจะทำลายเราให้พังพินาศเท่านั้นเอง”
เรื่องนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า การที่เราใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายมากเกินไป บางครั้งก็ทำให้หลายคนหลงลืม หรือไม่ใส่ใจศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่าบรรพบุรุษต้องผ่านอะไรมาบ้าง จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์คับขันร้ายแรงขึ้นภายในประเทศ เราจึงตระหนักถึงบุญคุณบรรพบุรุษก็ตอนที่ทุกอย่างเกือบจะสายเกินไป บทเรียนมากมายจากอดีตนั้นความจริงก็อยู่ใต้จมูกของเรานี่เอง ถ้าเราไม่ศึกษาเอาไว้ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนก็คงไม่มีใครช่วยเราได้ดีเมื่อยามที่ประเทศเกิดวิกฤตหรือเวลาที่ประเทศชาติต้องการวีรบุรุษสักคน
เมื่อกล่าวถึงวีรบุรุษในกรีซ ฉันเชื่อว่า พอพวกเขามองเห็นรูปปั้นวีรบุรุษมากมายในส่วนต่างๆ ของประเทศ อาจมีหลายคนที่อยากลุกขึ้นต่อสู้เหมือนวีรบุรุษของพวกเขาก็เป็นได้ เพราะการเป็นลูกหนี้ภายใต้การควบคุมของ “IMF” และสถาบันการเงินต่างๆ ก็เท่ากับว่าชาวกรีกได้หวนกลับไปสู่วงจรทาส ไร้ซึ่งอิสรภาพไม่ต่างจากตอนตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาติอื่นเหมือนในครั้งอดีต ซึ่งสถานการณ์ครั้งนี้ชาวกรีกจะสามารถปลดแอกให้ตนได้หรือไม่นั้น ไม่มีใครให้คำตอบได้ดีเท่ากับประชาชนที่อยู่ในชาติ 
เหมือนอย่างที่ท่านรีกัส เฟอร์เรียส วีรบุรุษชาวกรีกกล่าวไว้ในบทกวีทำนองว่า “ถ้าคันหลังก็ต้องเกาด้วยตัวเอง” ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” หรือแปลเป็นไทยว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” คำกล่าวเหล่านี้ถือเป็นสัจธรรมอันเที่ยงแท้แน่นอนนัก!



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น