แบกเป้ตะลุยโลกกรีก


ตอนที่ 1

เปิดประตูสู่โลกกรีก






“If you live only in your world, 
you’ll never seen another world.”


            คำกล่าวของเพื่อนร่วมทางชาวกรีกกระแทกความรู้สึกเข้าอย่างจัง ตอนแรกก็ยังไม่เก็ทเท่าไหร่ จนเมื่อมีโอกาสเดินทางไปเยือนกรีซครั้งแรก โลกใบเล็กๆ ของฉันก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง...
          ก่อนไปเยือนกรีซ (Greece) เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น ฉันก็ไม่รอช้าเร่งรีบเตรียมตัวศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนี้เป็นการใหญ่ราวกับเตรียมตัวไปสอบแข่งขันยังไงยังงั้น 
           พอเริ่มหาหนังสือ เปิดดูทางอินเตอร์เน็ต วิชาประวัติศาสตร์โลกก็ลอยเข้ามาเต็มหัวเลยทีเดียว ยิ่งศึกษาก็ยิ่งนึกทึ่งจนอินเลิฟกรีซแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว อ่านไปก็ตื่นเต้นไปด้วย
          ประวัติศาสตร์ของชาวกรีกหากศึกษาลึกๆ ก็จะรู้ว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจและยิ่งใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่เรามักจะพากันเรียกประเทศนี้ว่า "กรีซ" กันจนเคยชิน แต่ความจริงประเทศนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐเฮลเลนิก (Hellenic Republic) ชาวกรีกใช้ภาษากรีก (Eliniká) เป็นภาษาราชการ เวลาเรียกประเทศจะใช้คำว่า เฮลลัส (Hellas) แต่พอพูดคุยกันโดยทั่วไปมักออกเสียงเป็น เอลล้าดา (Ellada) และเรียกตัวเองว่า เฮลเลนัส (Hellenes)


          เมื่อเห็นแผนที่กรีซครั้งแรกก็ชวนให้นึกถึงปลาหมึกยักษ์ที่กำลังแผ่กางหนวดระโยงระยางในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันกว้างใหญ่ และอีกส่วนอยู่ในคาบสมุทรบอลข่าน  ซึ่งพรมแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรีซติดกับประเทศแอลเบเนีย  ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐมาซิโดเนีย และประเทศบัลแกเรีย พรมแดนด้านทิศตะวันออกติดกับประเทศตุรกี และทะเลอีเจียน  ส่วนทิศตะวันตกและทิศใต้จรดทะเลไอโอเนียนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 
        ประชากรในปี ค.ศ. 2013 ประมาณ 11.03 ล้านคน ประเทศกรีซได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อปี ค.ศ.1981 และเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโรแทนเงินสกุลดรัชม่า (Drachma) ปี ค.ศ. 2001
          ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของกรีซ 80% ในพื้นที่ประมาณ 131, 957 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยภูเขาและที่ราบสูง จึงกล่าวได้ว่ากรีซเป็นประเทศที่มีภูเขามากที่สุดในยุโรป และมีหมู่เกาะน้อยใหญ่ประมาณ 3,000 เกาะในทะเลอีเจียน ฉะนั้นเวลาเดินทางไปยังเกาะต่างๆ จึงต้องโดยสารเครื่องบิน หรือเรือเฟอร์รี่ นอกจากนี้กรีซยังมีแนวชายฝั่งทะเลยาวที่สุด ถ้าเทียบกับบรรดาประเทศต่างๆ ที่อยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งยาวประมาณ 15,000 กิโลเมตร และเส้นแบ่งเขตแดนยาว 1,160 กิโลเมตร

           เนื่องจากกรีซมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ 50% ของประเทศถูกปกคลุมไปด้วยป่ามีพืชพรรณนานาชนิด จึงทำให้กรีซกลายเป็นเสมือนบ้านหลังสุดท้ายของยุโรปตะวันตกซึ่งมีพันธุ์สัตว์ป่าหายาก เช่น หมีสีน้ำตาล แมวป่า กวางโร แกะป่า สุนัขจิ้งจอกและหมูป่าอาศัยอยู่นอกจากนี้ประเทศกรีซยังมีการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลเพื่อไม่ให้สูญพันธุ์อีกด้วย
            ก่อนก่อเกิดเป็นประเทศกรีซอย่างที่เห็นกันเช่นทุกวันนี้ ความจริงชนชาวกรีกก็เคยเดินผ่านเรื่องราวมากมายเผชิญทั้งความสุขและความทุกข์สลับไปมาเฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
           ในอดีตเนื่องจากภูมิประเทศกรีซส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง จึงมีการปกครองในรูปแบบนครรัฐที่แยกย่อยเป็นหัวเมืองต่างๆ และเป็นไทต่อตนเอง ซึ่งต่อมาได้เกิดการแย่งชิงดินแดนกันบ่อยครั้ง ตลอดจนสงครามจากชนเผ่าอื่นที่เข้ามารุกราน แผ่นดินกรีซโบราณจึงเปรียบเสมือนสมรภูมิของเหล่านักรบผู้กล้า รวมทั้งกลายเป็นแหล่งรวมอารยธรรมอันหลากหลายของโลกตะวันตก
           ประวัติศาสตร์อันน่าตื่นตะลึงหลายต่อหลายเรื่องในกรีซ ทำให้รู้ว่าโลกนี้ยังมีหลากหลายมิติที่น่าสนใจ แม้วันนี้กรีซจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความอยากรู้อยากเห็นของเหล่านักเดินทางได้  กล่าวกันว่าพื้นที่ทุกหนแห่งในประเทศกรีซล้วนแต่มีเรื่องราว และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ทำนองว่ายิ่งขุดลึกลงไปก็ยิ่งค้นพบความลี้ลับมากมายซ่อนอยู่ ซึ่งอาจย้อนหลังไปมากกว่าหลายหมื่นปี
          สำหรับฉันการเดินทางไปยังประเทศกรีซก็เปรียบเหมือนการได้เปิดประตูการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชีวิตหน้าใหม่ เรื่องราวต่างๆ จึงไม่ต่างจากความลับที่กำลังรอให้เดินทางไปค้นหา...