แบกเป้ตะลุยโลกกรีก



ตอนที่ 6

The Secret School

“The secret school” by Nikolaos Gyzis, 1885


       ในช่วงฤดูร้อนรถเมล์ที่เกาะครีตมักอัดแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ส่วนหนึ่งเป็นชาวกรีกพื้นเมือง วันหนึ่งขณะนั่งรถเมล์เข้าเมือง ฉันสังเกตเห็นเด็กหนุ่มสาว รวมถึงพวกเด็กตัวเล็กๆ พากันสวมใส่ชุดลำลองแบบสบายๆ ตามแฟชั่นทันสมัยราวจะไปท่องเที่ยว หรือไปงานรื่นเริงที่ไหนสักแห่ง ฉันสงสัยว่าเด็กๆ เหล่านี้เป็นใครกันจึงถามสามี เขาบอกว่า พวกเขากำลังจะไปโรงเรียน ทำให้ยิ่งนึกแปลกใจมากขึ้นที่โรงเรียนประเทศกรีซมีนโยบายให้เด็กนักเรียน นักศึกษาแต่งตัวตามสบาย ไม่มีชุดยูนิฟอร์มนักเรียนเหมือนประเทศอื่นๆ จนบางครั้งความที่ให้อิสระมากเกินไป ทำให้เด็กบางคนแต่งตัวเกินพอดี ถ้าหากใครไม่รู้ก็คงจะนึกไปว่าเด็กบางคนเป็นอันธพาล หรือหญิงที่ทำงานในสถานเริงรมย์ต่างๆ ซึ่งมองดูล่อแหลมเกินกว่าจะเรียกว่า “นักเรียน”

       วันหนึ่งสามีฉันเล่าให้ฟังว่า “กรีกรุ่นใหม่ขาดสไตล์ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำกำลังจะเดินไปทิศทางไหน หรือเป็นอะไร แต่ก็นั่นแหละเราจะโทษเด็กก็ไม่ได้ ต้องโทษที่ผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักเป็นตัวอย่างที่ดีนำพวกเด็กๆ ไปสู่เส้นทางที่ดีกว่า เมื่อก่อนนักเรียนชาวกรีกเคยมีชุดยูนิฟอร์มใส่เหมือนกับนักเรียนชาติอื่นๆ แต่รัฐบาลกลับยกเลิกไปเมื่อปี ค.ศ.1978 ซึ่งไม่ใช่แค่ชุดยูนิฟอร์มนักเรียนเท่านั้นที่ชาวกรีกได้สูญเสียไป แต่มันหมายถึงอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ความเป็นเอกลักษณ์ในชาติ วัฒนธรรม นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องภาษาด้วยนะ…”

        ด้วยความที่สามีฉันเป็นชาวกรีก แต่เดินทางไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ความทรงจำเกี่ยวกับแผ่นดินเกิดจึงยิ่งใหญ่มาก แม้ปีนี้อายุจะย่างห้าสิบตอนปลาย แต่เด็กชายวัย 9 ขวบในใจของเขาก็ยังคงไม่หายไปไหน รวมทั้งความภาคภูมิใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี ภาษา และวิถีชีวิต แม้ช่วงประมาณห้าสิบกว่าปีประเทศกรีซยังไม่เจริญเฉกเช่นปัจจุบัน แต่ก็อบอวลด้วยความอบอุ่นราวกับได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่ การเดินทางกลับกรีซแต่ละครั้ง ฉันคิดว่า เขาคงจะรู้สึกคล้ายๆ กับฉันตอนที่เดินทางกลับบ้านเกิดในภาคอีสาน นั่นก็เพื่อจะค้นหาความรู้สึกที่คุ้นเคย และอ้อมกอดอันอบอุ่นในความทรงจำ… แต่ทว่าวันนี้ มันกลับจางหายกลายเป็นภาพเบลอๆ

       “The world never change, but people change the world.” (โลกไม่เคยเปลี่ยนคน แต่คนต่างหากที่เปลี่ยนโลก)

       เคยได้ยินเพื่อนฝรั่งบางคนชอบกล่าวประโยคนี้กันบ่อยๆ เมื่อก่อนฉันไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งเดินทางมาอยู่กรีซ ได้เรียนรู้ความเป็นไปของโลก ทำให้เข้าใจสัจธรรมชีวิตมากขึ้น

       วันหนึ่งพวกเราเดินทางไปติดต่อเรื่องโรงเรียนสอนภาษากรีกกับบาทหลวงท่านหนึ่งในเมืองเรธิมโน เนื่องจากฉันต้องการเรียนรู้ภาษากรีกขั้นพื้นฐานเผื่อจะได้เอาไว้สื่อสารกับชาวกรีกให้เข้าใจ ขณะนั่งรอที่ห้องทำงานของบาทหลวง ฉันได้เหลือบไปเห็นภาพในกรอบกระจก ซึ่งคาดว่าภาพต้นฉบับน่าจะเป็นภาพวาดสีน้ำมันในสไตล์ศิลปะเรียลลิสม์ (Realism) หรือศิลปะสัจนิยม ภาพนี้เป็นภาพนักบวชชราในชุดคลุมสีดำกำลังนั่งสอนหนังสือเด็กๆ ชาวกรีก ภายในห้องเก็บของเก่าๆ ซึ่งมีแสงสาดส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย ท่าทางการกระซิบกระซาบของนักบวชชรา บวกกับอากัปกิริยาของเด็กแต่ละคนที่ตั้งใจฟังและจดบันทึก ทำให้สัมผัสได้ถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นยากลำบาก แต่ในสถานการณ์เช่นนั้นก็รู้สึกได้ถึงพลังศรัทธาบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ จนฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปสะกิดถามสามี

      “นั่นภาพอะไร”

       เขากระซิบตอบกลับมาว่า

      “ไม่รู้จักหรือ เป็นภาพของศิลปินชาวกรีกชื่อว่า นิคโคเลาส์ กีซิส ชื่อภาพ The secret school.”

      ด้วยความที่หลงใหลในงานศิลปะแนวสัจนิยมอยู่แล้ว ฉันจึงไม่พลาดที่จะค้นหาข้อมูลของศิลปินท่านนี้ในอินเทอร์เน็ต ทราบในเวลาต่อมาว่า นิคโคเลาส์ กีซิส (Nikolaos Gyzis) เป็นจิตรกรและเป็นบุคคลสำคัญของชาวกรีกในช่วงศตวรรษที่ 19 เขาภาพวาดสีน้ำมันชื่อ “The secret school” หรือภาษากรีกเรียกว่า "Kryfo Scholio" วาดระหว่างปี ค.ศ.1885 -1886 ภาพนี้ไม่เพียงเป็นแค่ภาพวาดที่สวยงามเหมือนจริงและสื่ออารมณ์ได้ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี รวมถึงจิตวิญญาณของชาวกรีกในช่วงที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมันเติร์กอีกด้วย สามีฉันเล่าว่า

      “ในสงครามบางครั้งก็มักปรากฏวีรบุรุษอยู่เสมอ…เมื่อกรีซตกอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน ชาวกรีกต้องเรียนรู้ภาษากรีก และพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ช่วงเวลานั้นจึงเกิดโรงเรียนลับขึ้นมากมายในประเทศกรีซ แต่การที่ชาวกรีกยังคงมีภาษาใช้ รวมถึงยังนับถือพระเจ้าอยู่ในปัจจุบันหลายคนอาจสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งสำหรับผมไม่มีความสงสัยใดๆ เลย เพราะเรามีวีรบุรุษที่กล้าหาญมากมาย รวมทั้งชาวกรีกส่วนใหญ่ในอดีตก็เป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า และนี่ไงวีรบุรุษของผม ถ้าไม่มีนักบุญคอสมาสวันนั้น วันนี้ผมก็คงไม่สามารถพูดภาษากรีกได้ ที่สำคัญเราคงไม่รู้ถึงคุณค่าแห่งอิสรภาพ และคุณค่าแห่งชีวิต” 




ภาพวาดของชาวกรีก เพื่อรำลึกถึง St. Cosmas of Aitolia 
ผู้นำแสงสว่างมาสู่ชนชาวกรีกในยุคยากเข็ญ 
แต่กลับถูกเหล่าอธรรมสังหารด้วยการแขวนคอ

       สามีฉันโชว์รูปไอคอนนักบุญคอสมาสให้ดู ฉันรู้สึกสนใจประวัติของท่านมาก เพราะนอกจากท่านจะเป็นนักบุญที่โอบอุ้มจิตวิญญาณผู้คนไว้มากมาย ยังเปรียบเหมือนพระสงฆ์นักพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณชาวกรีกให้สูงขึ้นอีกด้วย 

      ประวัติศาสตร์จารึกว่า นักบุญคอสมาส (Cosmas of Aitolia) เป็นพระภิกษุสงฆ์ในคริสตจักรกรีกออร์โธด็อกซ์ เกิดในปี ค.ศ.1714 และเสียชีวิตในปี ค.ศ.1779 ระหว่างมีชีวิตตลอดระยะเวลา 25 ปี ท่านได้ออกเดินทางด้วยเท้า บ้างก็ขี่ลา และอาศัยเรือเป็นยานพาหนะตระเวนไปตามหมู่บ้าน และเมืองต่างๆ ทั้งในประเทศกรีซและแอลเบเนีย เพื่อก่อตั้งโรงเรียนมากกว่า 200 แห่ง แล้วหล่อหลอมจิตวิญญาณผู้คนให้สัมผัสกับความรักจากพระเจ้า รวมถึงได้สอนภาษากรีกกับเยาวชนเพื่อไม่ให้ถูกกลืนหายไป

      กล่าวว่า ทุกครั้งที่ท่านกล่าวเทศนาจะมีคริสต์ศาสนิกชนนับหมื่นเดินทางมาฟัง และคอยติดตามท่านไปตลอด แม้แต่ชาวอิสลามบางรายก็ให้ความสนใจในการเทศนาของท่านไม่น้อย บางคนถึงกับมีศรัทธาแรงกล้าได้หันมานับถือศาสนาคริสต์ก็มี

      ครั้งหนึ่งนักบุญคอสมาสได้พบปะกับเด็กหนุ่มชาวมุสลิมในแอลเบเนียชื่อ “อาลี ปาซา” (Ali Pasha) เด็กหนุ่มคนนี้สนทนากับท่านจนสนิทคุ้นเคยกัน และเขาให้ความเคารพนบน้อมท่านเป็นอย่างมาก วันหนึ่งนักบุญคอสมาสได้กล่าวกับเขาว่า

      “เจ้าจะกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในภายภาคหน้า จะเป็นผู้พิชิตดินแดนแอลเบเนีย รวมทั้งพรีเวซา, ปาร์กา, ซูลี, เดลวิโน, การ์ดิกิ และจะกลายเป็นมหาอำมาตย์เคิร์ตที่แข็งแกร่งมาก รวมถึงเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลกอีกด้วย นอกจากนี้เจ้าจะได้ไปยังอิสตันบูล... แต่เคราของเจ้าจะเต็มไปด้วยสีแดง นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า” 

      ประกอบกับตอนนั้นหลังจากอาณาจักรไบแซนไทน์ (โรมันตะวันออก) ที่มีอายุยาวนานประมาณ 1,125 ปี ได้ล่มสลายเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1453 สุลต่านเมห์เมดที่ 2 แห่งจักรวรรดิออตโตมันก็จัดการเปลี่ยนชื่อเมืองจากคอนสแตนติโนเปิล เป็นเมืองอิสตันบูลในเวลาต่อมา และใช้เมืองอิสตันบูลเป็นศูนย์กลางของมุสลิม 

      อาลี ปาซา เมื่อได้รับฟังการทำนายก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นการใหญ่ แต่เขาก็ไม่สามารถตีความตามคำทำนายของนักบุญคอสมาสได้กระจ่างทั้งหมด จนเวลาล่วงไปหลายสิบปี อาลี ปาซา ได้กลายเป็นผู้ปกครองมุสลิมที่สามารถพิชิตดินแดนในแอลเบเนีย และแว่นแคว้นต่างๆ หลายแห่ง อำนาจของเขาแผ่กว้างไพศาลตามคำทำนายของนักบุญคอสมาส แต่เขาเป็นชาวมุสลิมที่แตกต่างจากมุสลิมทั่วไป ตรงที่ไม่ชอบทำลายล้างชาวคริสต์เตียน กลับพยายามทำให้ชาวคริสต์เตียนและอิสลามอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อาจเนื่องมาจากเขามีศรัทธาต่อนักบุญคอสมาสมากนั่นเอง แต่ทว่าสุดท้าย อาลี ปาซา ก็ถูกตัดศีรษะโดยมุสลิมด้วยกันเอง เนื่องจากเขาได้ท้าทายอำนาจของสุลต่าน และตอนที่ศีรษะขาดกระเด็นทำให้เลือดบางส่วนกระเซ็นเปื้อนหนวดเคราเขาเต็มไปหมด ซึ่งข้อนี้ก็เป็นไปตามคำทำนายของนักบุญคอสมาสอย่างแม่นยำ

       นอกจากเรื่องของ อาลี ปาซา แล้ว นักบุญคอสมาสยังได้สร้างปาฏิหาริย์ไว้มากมาย ทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยจำนวนมากให้หายป่วย และยังมีคำทำนายอันเลื่องลือไปทั่วโลกของชาวคริสต์เตียน นิกายออร์โธด็อกซ์ เช่น การพยากรณ์เกี่ยวกับเรื่องของโทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องบิน เรื่องที่ชาวกรีกจะได้รับอิสรภาพคืนจากออตโตมัน รวมไปถึงเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง และอีกหลายเหตุการณ์ ท่านกล่าวว่า ในอนาคตหากเราได้เห็นการอพยพ หรือผู้คนหิวโหย แผ่นดินไหว น้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงเกิดสงครามกลางเมือง นั่นหมายถึงเวลาแห่งการพิพากษาใกล้เดินทางมาถึงแล้ว

      กล่าวกันว่านักบุญคอสมาสถือเป็นพระสงฆ์ที่มีอิทธิพลต่อชาวกรีกมากในยุคนั้น นอกจากท่านจะสามารถปลุกจิตสำนึกชาวกรีกให้ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องวัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อทางศาสนาจนสำเร็จ ท่านยังสอนผู้คนให้รู้จักเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมระหว่างเพศหญิงและเพศชาย การให้ความเคารพต่ออิสตรีเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งสมัยก่อนนักบุญคอสมาสได้มองเห็นชาวอิสลามข่มเหง และกระทำทารุณต่อสตรีเยี่ยงสัตว์ ท่านจึงได้สอนชาวคริสต์เตียนและชาวอิสลามที่มารับฟังการเทศนาว่า ผู้หญิงกับผู้ชายเกิดมาต่างมีคุณค่าและสิทธิเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ รวมทั้งเป็นบุตรของพระเจ้าเหมือนกัน ฉะนั้นทุกคนจึงต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน

       นอกจากนี้ท่านยังกระตุ้นให้ชาวกรีกตื่นตัวหันมาทำการค้าขาย และซื้อสินค้ากับชาวกรีกด้วยกันเอง มากกว่าไปอุดหนุนสินค้าของชาวยิว หรือต่างชาติ และยังพร่ำสอนให้คริสต์ศาสนิกชนไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อเรียนรู้ศาสนา วัฒนธรรม และภาษา จึงส่งผลกระทบต่อชาวยิวที่เปิดตลาดนัดขายสินค้าในวันอาทิตย์ การขาดรายได้มหาศาลทำให้ชาวยิวเกิดความแค้น อีกทั้งชาวเวนิสเองก็รู้สึกไม่พอใจฝ่ายชาวคริสต์ นิกายออร์โธด็อกซ์เช่นเดียวกัน เพราะมีความขัดแย้งเกี่ยวกับข้อปฏิบัติทางศาสนามาโดยตลอด ต่อมาทั้งชาวยิวและชาวเวนิสจึงได้ร่วมมือกันว่าจ้างชาวมุสลิมด้วยเหรียญทองคำจำนวนมหาศาลให้แขวนคอท่านเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ปี ค.ศ.1779 จากนั้นพวกเขาได้นำร่างของนักบุญคอสมาสไปโยนลงในแม่น้ำ สามวันต่อมานักบวชท่านหนึ่งจึงได้ไปพบพระศพ และนำไปฝังใกล้หมู่บ้านโคลิคอนตาสิ (Kolikontasi) ก่อนพระธาตุของท่านจะถูกนำไปยังสถานที่ต่างๆ ของกรีซ

       กล่าวกันว่าหลังจากที่นักบุญคอสมาสเสียชีวิต พระศพของท่านไม่มีกลิ่นเหม็นแม้แต่น้อย กลับหอมตลบอบอวลคล้ายกลิ่นกำยานที่ใช้จุดภายในโบสถ์ ส่วนชายมุสลิมที่รับจ้างแขวนคอท่านก็ได้กลายเป็นคนสติวิปลาส สุดท้ายเขาถูกปลิดชีพโดยชาวมุสลิมที่มีอำนาจนั่นก็คือ มหาอำมาตย์เคิร์ต อาลี ปาซา ผู้ซึ่งเคยให้ความเคารพนับถือนักบุญคอสมาสนั่นเอง



วันที่ 24 สิงหาคม ทุกปี คือ วันเนมเดย์ St. Cosmas of Aitolia 
ภาพไอคอนของท่านจะถูกนำออกมาทำความสอาด
และประดับประดาด้วยดอกไม้รอบกรอบอย่างสวยงาม 

       ทุกๆ ปี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม เดินทางมาถึง ชาวคริสต์ นิกายออร์โธด็อกซ์ทั่วทุกมุมโลกจะจัดพิธีเฉลิมฉลอง (Name Day) เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่านเป็นประจำและในวันนั้นสามีฉัน พอไปโบสถ์เขาจะเข้าไปจูบที่รูปไอคอนของท่าน พร้อมกับน้ำตาไหลซึมทุกครั้ง ตอนแรกฉันยังไม่ทราบประวัติของนักบุญท่านนี้ดีก็รู้สึกเฉยๆ แต่ภายหลังจากที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์และรับฟังเรื่องราวของท่านจากผู้คนรอบข้าง ฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะนำเอาเรื่องราวของนักบุญคอสมาสมาบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นบทเรียนกระตุ้นเตือนจิตสำนึก และเตือนสติตัวเองให้รักชาติ ภาษา และมีศรัทธามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

ในวันเนมเดย์ (24 สิงหาคม) St. Cosmas of Aitolia
ทุกปีลูกหลานชาวกรีกจะไปยังโบสถ์เพื่อรำลึกถึงพระคุณของท่าน 
หลังเสร็จพิธีทางศาสนาจะร่วมรับประทานอาหารและดื่มสังสรรค์ที่โบสถ์


      ความพยายามของนักบุญคอสมาสที่กระตุ้นเตือนจิตสำนึกชาวกรีกให้มีศรัทธา และลุกขึ้นสู้นั้นนับว่ามีอิทธิพลมาก จนส่งผลมาถึงคนยุคปัจจุบัน แม้ในอดีตชาวกรีกจะถูกกวาดต้อนกระจัดกระจายไปทั่วทวีปยุโรป และถูกบีบบังคับให้เป็นทาสออตโตมันนานหลายร้อยปี แต่ท้ายที่สุดแล้วจิตวิญญาณของพวกเขาก็ยังคงเดินย้อนกลับมาสู่บ้านที่มีพระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่เช่นเดิม เพราะศรัทธาที่แรงกล้านั่นเอง

      ปัจจุบันแม้โรงเรียนลับในกรีซจะไม่มีอีกแล้ว การเรียนรู้ภาษากรีกก็ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป แต่การที่สื่อต่างๆ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อเด็กยุคใหม่ก็เหมือนกับถูกกลืนโดยไม่รู้สึกตัว ซึ่งแทนที่ชาวกรีกจะต้องทำสงครามกับต่างชาติเหมือนในอดีต กลับต้องหันมารับมือกับสงครามด้านสื่อและเทคโนโลยีแทน ภาษาที่ค่อยๆ วิบัติ เกิดคำแปลกใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน บวกกับจิตวิญญาณที่เฉยเมยเหมือนไม่รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ ของคนยุคใหม่ ล้วนแต่เป็นสัญญาณอันตรายต่อชาติทั้งสิ้น

      จริงอยู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอาจมีทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าหากคนยุคใหม่ไม่เตรียมพร้อมรับมือ ไม่รู้จักแยกแยะแจกแจง สิ่งไหนเป็นประโยชน์ สิ่งไหนไร้ประโยชน์ ท้ายที่สุดแล้วถ้าเหตุการณ์นี้ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งชาวกรีกก็ต้องเผชิญกับหายนะอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งไม่ต่างจากตอนนี้ที่พวกเขาได้เผชิญกับปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

       จิตวิญญาณชาวกรีกที่หล่นหายไปในช่วงรอยต่อแต่ละยุคสมัยล้วนเป็นสิ่งที่น่าศึกษาไม่น้อย รวมถึงเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่มากมาย ซึ่งไม่อาจศึกษาได้หมดภายในระยะเวลาอันสั้น แม้ฉันจะเดินทางกลับมายังแผ่นดินกรีซครั้งแล้วครั้งเล่าตราบจนสิ้นอายุไขก็ไม่คิดว่าจะทำการศึกษาและทำความรู้จักประเทศนี้ได้ดีพอ แต่อย่างน้อยก็นับว่าโชคดีที่ฉันได้รู้จักเรื่องราวของนักบุญคอสมาส ทำให้เรียนรู้ว่า การต่อสู้เพื่อศรัทธา รวมถึงได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภาษาของชาติเป็นหน้าที่ของเราทุกคนซึ่งไม่ใช่แค่อนุรักษ์ไว้ให้เพียงคนยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่เราต้องปกป้องวัฒนธรรมประเพณีและภาษา เพื่อส่งต่อไปถึงมือชนรุ่นหลัง เหมือนกับการวิ่งผลัด หากเราพลาดทำไม้หล่นจากมือ คนที่รอรับไม้อยู่เบื้องหน้าก็ลำบาก ยากที่จะวิ่งต่อไปโดยปราศจากไม้ในมือ

      ฉันใดก็ฉันนั้น หากผู้คนในประเทศไม่พยายามปกป้องภาษาของชาติไว้ ชนชาตินั้นก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ไร้รากยึดเหนี่ยว ภาษาที่ไร้รากขาดเอกลักษณ์ แม้เราจะพยายามเปลี่ยนแปลง เลียนแบบภาษาอื่นมาเป็นของตน แต่สุดท้ายก็หาความภาคภูมิใจใดๆ ไม่ได้เลย



                                  


แบกเป้ตะลุยโลกกรีก


ตอนที่ 5

จากมารูลัชถึงกรีกบนแผ่นกระดาษ





        คืนวันหนึ่งขณะนั่งสนทนากันที่ระเบียงบ้านบาทหลวงแห่งหมู่บ้านมารูลัช พร้อมกับชมเมืองโบราณท่ามกลางแสงจันทร์ ฉันได้เอ่ยกับสามีว่า
      “บางครั้งการที่คนเรายอมรับเอาบางสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ชีวิตสบายขึ้น แต่ขณะเดียวกันเราอาจสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปด้วยเช่นกัน”
       

        คุณป้าเอเลนนีหันไปทางสามีฉัน แล้วถามเป็นภาษากรีก สามีหันกลับมาแปลให้ฟังว่า
       “เธออยากรู้ว่าคุณพูดถึงอะไร”
         ฉันอธิบายว่า คนไทยในชนบทสมัยก่อนอยู่กันอย่างเอื้อเฟื้อ หน้าบ้านของแต่ละคนจะมีตุ่มน้ำเล็กๆ ตั้งอยู่พร้อมกระบวย เมื่อใครผ่านไปมาก็สามารถตักน้ำในตุ่มขึ้นดื่มได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องขออนุญาต ส่วนข้าวของก็จะนำมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ไม่ต้องใช้เงินซื้อมาขายไปเหมือนปัจจุบัน และที่สำคัญถึงจะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย เช่น ทีวี เครื่องซักผ้า ไม่มีมือถือ หรือบัตรเครดิต แต่เราก็สามารถดำเนินชีวิตอยู่อย่างสบายใจ ไม่มีหนี้สิน แต่ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ถึงเราจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น กลับต้องสูญเสียความสงบสุขและวิถีชีวิตเรียบง่ายไป


        ป้าเอเลนนีกล่าวว่า ชาวกรีกสมัยก่อนก็ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับชาวไทย แม้ไม่มีรถยนต์ แต่ทุกคนก็ยังสามารถเดินขึ้นลงเขาได้อย่างสบาย ข้าวของหนักๆ จะใช้ลาลาก พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็ใช้แรงคนและแรงสัตว์ เมื่อผลิตไวน์ หรือผลิตน้ำมันมะกอกก็ไม่ใช้เครื่องจักรกลราคาแพง จะใช้เพียงเครื่องทุ่นแรงที่ชาวบ้านช่วยกันผลิตขึ้นเอง แต่ถึงกระนั้นผู้คนก็สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน แถมไม่มีหนี้สินพะรุงพะรังอย่างปัจจุบัน




        ปัจจุบันแม้วิถีชีวิตชาวกรีกจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและตามเศรษฐกิจโลก แต่ชาวเมืองที่อาศัยตามชนบท เช่นหมู่บ้านมารูลัชก็ยังคงดำเนินชีวิตไปอย่างไม่เร่งรีบนัก ผิดกับผู้คนที่อาศัยในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเอเธนส์ หรือนครใหญ่ๆ ทุกแห่งทั่วโลก ที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและอยู่แบบตัวใครตัวมัน
        ตั้งปี ค.ศ.1981 ประเทศกรีซได้รวมกลุ่มกับสหภาพยุโรป ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะผู้คนในเมืองใหญ่เท่านั้นที่กลายเป็นหนี้ แม้แต่ชาวบ้านผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่บนเขาไปจนกระทั่งเด็กที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกเพียงหนึ่งวันก็ถือว่ามีหนี้ติดตัวแล้วตามหลักกฎหมาย นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลได้สร้างค่านิยมแก่ประชาชนตอนเลือกตั้ง ได้ให้คำมั่นสัญญาในรูปแบบต่าง เช่น จะให้งานราชการทำ ขึ้นเบี้ยเลี้ยงคนชรา และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งกลายเป็นค่านิยม หรือประชานิยม ทำให้เกิดภาวะหนี้สินต่อเนื่อง ปัจจุบันกรีซจึงกลายเป็นหนี้ที่กู้ยืมมาหลายแสนล้านยูโร จากเจ้าหนี้ 3 ฝ่าย หรือ “ทรอยกา” (Troika) ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมาธิการยุโรป European Commission (EC) ธนาคารกลางยุโรป European Central Bank (ECB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ International Monetary Fund (IMF) กล่าวได้ว่าหากใครเป็นประชากรของประเทศกรีซก็ต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลและใช้หนี้ที่ยืมมาร่วมกันทั้งสิ้น
         สามีฉันกล่าวว่า การรวมกลุ่มกับอียูเป็นเหมือนสัญญาณที่ดีและหายนะในเวลาเดียวกันเพราะประเทศกรีซอันที่จริงตอนยังใช้เงินสกุลดรัชม่านั้นประเทศก็สงบสุขดี แม้ค่าเงินไม่สูงเหมือนประเทศอื่นๆ ในโซนเดียวกัน แต่กรีซก็ไม่มีหนี้สินเช่นตอนเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโร และการเข้าสู่กลุ่มอียูก็นับเป็นการเดินบนเส้นทางที่เสี่ยง รัฐบาลรู้ว่าประเทศยังไม่พร้อม แต่ก็ยังนำพาประชาชนเข้าสู่เส้นทางนี้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่แข็งแกร่งกว่า สินค้าภายในประเทศไม่สามารถส่งออก ขณะที่สินค้าต่างประเทศที่นำเข้ามาขายในกรีซกลับถูกกว่า ประชาชนจึงเลือกซื้อของต่างประเทศเพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย สินค้าชาวกรีกเมื่อเจอคู่แข่งที่เหนือชั้นอย่าง เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ก็อยู่ไม่ได้ และสินค้าบางอย่าง เช่นผลิตภัณฑ์จากมะกอก ต่างประเทศได้สั่งซื้อจากกรีซในราคาต่ำแล้วนำเอาไปจำหน่ายต่อ โดยเปลี่ยนเป็นยี่ห้อของประเทศพวกเขาก่อนจะส่งไปตีตลาดนอกอีกทีด้วยมูลค่าที่สูงขึ้น 






         เพื่อนชาวกรีกหลายรายเล่าให้ฟังว่า ความจริงน้ำมันมะกอกบนเกาะครีตนั้นมีคุณภาพมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะที่สิเตีย (Sitia) ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองของลาซิธิ (Lasithi) บนเกาะครีต เพราะดินที่สิเตียรวมถึงสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นมะกอกมากที่สุด ทำให้น้ำมันมะกอกที่นั่นรสชาติดีกว่าที่อื่นๆ แต่ชาวกรีกกลับไม่สามารถทำการส่งออกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาหลายประการ เช่น ขาดต้นทุนในการจัดการ หรือขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ในยุโรปยังมีการแข่งขันกันสูงมาก จึงทำให้สินค้าชาวกรีกไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่สินค้าบางอย่างมีคุณภาพดีกว่าหลายประเทศในยุโรปด้วยซ้ำไป
         ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรีซมีอยู่มากมาย ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งออกเท่านั้น แต่การบริหารประเทศของ รัฐบาลก็นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่มีรัฐบาลชุดไหนแก้ไขได้สักครั้ง เนื่องจากรัฐบาลทุกสมัยไม่ค่อยมีความจริงใจที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่เป็นการบริหารประเทศในลักษณะเอาหน้าเสียมากกว่า พร้อมกับหาผลประโยชน์เข้าตัวเองเป็นส่วนใหญ่ และถือเอาความสะดวกสบายจนเกินไป ทำให้ขาดระเบียบแบบแผน นอกจากนี้หลายหน่วยงานก็ยังล้าสมัยในเรื่องระบบการจัดการอยู่มาก ซึ่งจะสังเกตได้จากเวลาไปติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ระบบการทำงานเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยังไม่ได้มาตรฐานสากลเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่มีเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปมากแล้ว
         ความล้มเหลวในการบริหารจัดการภายในประเทศกรีซ เพื่อนชาวกรีกหลายรายกล่าวว่า บทเรียนนี้อาจเป็นสิ่งเตือนใจชาวโลกว่า พวกเขาเดินหลงทางผิดโดยแท้ ตอนแรกการรวมกลุ่มกับอียูนั้นก็เหมือนโครงการชวนฝัน หยิบยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนกันภายในกลุ่ม ต่างก็วาดหวังสูงถึงความเป็นหนึ่งบนเส้นทางเศรษฐกิจ เช่น เปลี่ยนมาใช้เงินสกุลเดียวกันเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศที่เป็นพันธมิตรสามารถกู้ยืมเงินกันได้ แต่พอประเทศกรีซประสบปัญหากลายเป็นหนี้ แผ่นดินชาวกรีกก็ค่อยๆ ถูกเฉือนขายกับชาวต่างชาติไปเรื่อยๆ รวมทั้งเส้นทางรถไฟทั่วประเทศก็ยังถูกนำออกมาประมูลขาย แม้แต่สนามบินก็ไม่ละเว้น ชาวกรีกบางส่วนตัดสินใจขายที่เพราะจนหนทาง แล้วเริ่มมองหาแผ่นดินใหม่เป็นที่อยู่อาศัย ผู้ที่มีลู่ทางในการทำมาหากิน หรือมีวิชาชีพเฉพาะทางเป็นใบรับรอง และพวกที่มีมันสมองเป็นเลิศก็จะพากันอพยพไปอเมริกา หรือออสเตรเลียซึ่งเป็นพันธมิตรของประเทศกรีซและในปัจจุบันมีชาวกรีกอาศัยอยู่จำนวนมากจนเรียกว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งของชาวกรีกเลยก็ว่าได้ นอกจากนั้นก็กระจัดกระจายกันไปอาศัยยังส่วนต่างๆ ในแถบยุโรป
          ส่วนคนที่มีฐานะดีหน่อยพอเห็นประเทศเกิดวิกฤตต่างก็พากันแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร แล้วโอนไปเข้าธนาคารต่างชาติที่เห็นว่ามั่นคงกว่า จึงยิ่งส่งผลให้กรีซประสบปัญหาหนักเข้าไปอีก เพราะแทนที่ประชาชนจะยืนหยัดจับมือกันลุกขึ้นสู้เพื่อประเทศชาติ แต่ต่างคนต่างก็วิ่งหนีเอาตัวรอด ทิ้งแผ่นดินเกิดยืนร่ำไห้ด้วยความเสียใจอยู่เบื้องหลัง สุดท้ายภายในประเทศจึงเหลือคนอยู่เพียง 5 ลักษณะด้วยกันคือ หนึ่ง คนไม่มีทางเลือก (ซึ่งก็คือ ชาวบ้าน ชาวสวนธรรมดา และคนทำงานหาเช้ากินค่ำ พวกเขาได้แต่เฝ้ารออย่างมีความหวังต่อไปเรื่อยๆ) สอง คนที่กลับมาจากต่างประเทศ (เนื่องจากประเทศที่ไปอยู่ค่าครองชีพสูงขึ้นจนสู้ไม่ไหว) สาม คนที่มีอุดมการณ์และพร้อมจะลุกขึ้นสู้อย่างเต็มกำลัง (แต่ขาดคนสนับสนุน ไม่มีพวกพ้องและเครือข่าย หรือไม่ก็เป็นคนดีมีหลักการมากเกินไป จนทำให้ไม่ทันต่อเหตุการณ์และยุคสมัย) สี่ ชาวต่างชาติที่หลงใหลในธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม (คนเหล่านี้จะไม่ใยดีต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในกรีซมากนัก เนื่องจากถือว่าไม่ใช่ปัญหาของพวกเขา)
         และ ห้า คนที่คอยฉกฉวยโอกาส (คนพวกนี้อาจเป็นชาวต่างชาติหรือชาวกรีกที่เป็นคนรวยอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากรวยยิ่งๆ ขึ้นไปอีก จึงคิดหาแต่ผลกำไรจากวิกฤตการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ)
        ขณะอาศัยอยู่กับชาวกรีกทำให้ฉันเรียนรู้บทเรียนหลายอย่าง ยิ่งพอได้เห็นเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ เวลานั้นราวกับได้มองดูภาพยนตร์ที่นำเอาเรื่องราวชีวิตของผู้คนแต่ละประเภทออกมาตีแผ่ มันทำให้ฉันได้ประจักษ์ในสัจธรรมเกี่ยวกับคำว่า “คน” มากขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ได้มองเห็นคนธรรมดาตัวเล็กๆ ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปกป้องสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สิทธิเสรีภาพ” หรือแม้แต่แผ่นดินที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน
       “ที่นี่มีชาวต่างชาติเข้ามาซื้อที่จับจองเป็นเจ้าของเต็มไปหมด”
        ช่วงหนึ่งของการสนทนาป้าเอเลนนีได้ลุกขึ้นชี้นิ้วกวาดไปรอบๆ หมู่บ้านมารูลัช เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าบ้านแต่ละหลังเป็นของชาติใดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุโรปด้วยกันเข้ามาซื้อไว้เป็นบ้านพักตากอากาศ บางรายก็อาศัยอยู่ถาวร เช่น ชาวเยอรมนี สวีเดน ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ ฯลฯ
         สามีฉันหันมาแปลให้ฟัง แล้วกล่าวว่า
        “ประเทศคุณเป็นประเทศที่ดี เพราะยังมีกฎหมายคุ้มครองที่ทำกินไม่ให้ชาวต่างชาติซื้อขายที่ดินแบบยุโรป หรือออสเตรเลีย ถ้าเป็นแบบนั้นชาวไทยคงไม่เหลือที่ทำกินเอาไว้ให้ลูกหลานแน่ ก็ดูอย่างชาวกรีกวันนี้สิ อีกหน่อยถ้าใครต่อใครประกาศขายที่ดินกันหมด สุดท้ายชาวกรีกก็คงไม่พ้นเหลือเพียงแต่ชื่อในแผ่นกระดาษเป็นแน่แท้”
        ป้าเอเลนนีกล่าวกับสามีฉันว่า เธอเกิดที่มารูลัชและอาศัยอยู่มารูลัชตั้งแต่เด็กจนกระทั่งชรา เช่นเดียวกับหลายคนในหมู่บ้าน ถึงใครจะบอกว่าแผ่นดินอื่นสวยงามน่าอยู่ หรือเจริญกว่า แต่ชาวบ้านที่ผูกพันกับที่นี่ก็ไม่เคยมีใครใฝ่ฝันจะเดินทางไปอยู่ถิ่นอื่น และขอตายอยู่ที่มารูลัชดีกว่า
        ครั้งหนึ่งชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้แทนชาวบ้านมารูลัชก็กล่าวกับสามีฉันในทำนองเดียวกับป้าเอเลนนี เขารักหมู่บ้านมารูลัชมากจึงพยายามปกป้องที่ดินมารูลัชซึ่งยังไม่มีเจ้าของเอาไว้ เนื่องจากพื้นที่หลายแห่งเป็นภูเขาและตกการสำรวจจากทางการ ทำให้คนต่างถิ่นเข้ามาจับจองเป็นเจ้าของโดยพลการ เขาจึงพยายามหาเสียงสนับสนุนจากผู้คนในหมู่บ้านให้ช่วยกันปกป้อง แต่ก็ไม่มีใครอยากจะเข้าไปยุ่ง เพราะชาวบ้านชอบอยู่อย่างสงบมากกว่า สุดท้ายความหวังของเขาก็พังลง เพราะถูกอีกฝ่ายขู่เอาชีวิต และเขาก็มีครอบครัวที่ต้องดูแลจึงไม่กล้าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง
         จากการได้รับฟังเรื่องราวของชาวกรีก ทำให้ทราบว่า หลายคนแม้จะมีอุดมการณ์ แต่ถ้าหากคนอื่นไม่ให้ความร่วมมือสนับสนุน อุดมการณ์ของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับสายลมพัดผ่านใบไม้
         พอเล่าถึงชายหนุ่มเจ้าอุดมการณ์จากหมู่บ้านมารูลัชก็อดนึกถึงลุงอีกคนหนึ่งจากหมู่บ้านพลาตาเนสไม่ได้ “ลุงคอสต้า” ชายวัยเจ็ดสิบกว่าปีที่ฉันรู้จักผ่านการแนะนำของสามี เขามักประกาศต่อหน้าใครๆ ว่า เขาหมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยไปตั้งนานแล้ว หลังจากสิ้นหวังต่อผู้นำที่อวดอ้างตนว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่กลับคอรัปชั่นเสียเอง ต่อมาเขาได้หันไปชื่นชมพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย พอมีการลงคะแนนเสียงครั้งใดเขาก็จะหย่อนบัตรเพื่อสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่มีความมั่นใจใดๆ และไม่รู้ว่าพรรคนี้จะให้อะไรคืนตอบแทนความจงรักภักดีกับประชาชนอย่างเขาบ้าง แต่ที่ตัดสินใจเลือกพรรคคอมมิวนิสต์ก็เพราะเหตุผลเพียงข้อเดียวคือ ต้องการ “เปลี่ยน” ประเทศที่เน่าเฟะของเขาให้มีอะไรแปลกใหม่และดีขึ้น
        เขาคิดว่า เมื่อความหวังจะทำให้ประเทศที่อาศัยกลายเป็นประชาธิปไตยเต็มใบไม่ได้สู้พลิกเปลี่ยนไปเลือกเหรียญอีกด้านลองดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เนื่องจากตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งวัยชรา เขาเคยสัมผัสแต่การทรยศหักหลังจากผู้นำมาตลอด แล้วคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ จะมีไว้เพื่อสิ่งใด
          ตอนนั้นทำให้ฉันได้ข้อคิดจากชายชราชาวกรีกและมองเห็นความทุกข์ที่ไหลนิ่งในดวงตาฝ้าฟางของเขา ถ้าหากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ระหว่างคำว่า “ประชาธิปไตย” กับ “คอมมิวนิสต์” ก็คือ “มายา” ที่คนเราสร้างขึ้นเอง และจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากผู้คนในสังคมนั้นๆ ไม่ปฏิบัติตามหรือไม่มีความจริงใจที่จะใช้มัน
          สามีฉันเล่าให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน ถ้าผู้นำมีความโลภไม่รู้จักพอ เห็นแก่ได้ก็ไม่ต่างจากได้ฝากประเทศไว้ในกำมือของคนทรยศ การที่ประเทศกรีซได้เดินทางมาถึงจุดวิกฤตทางเศรษฐกิจจนเกือบจะเรียกได้ว่า ‘ล้มละลาย’ บางคนอาจคิดว่าการ “คอรัปชั่น” แม้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายส่วนตัวอย่างง่ายๆ นั้นไม่เป็นไร แต่พอหลายคนต่างก็กระทำเหมือนกันมากๆ เข้าสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่และสามารถนำหายนะมาสู่ประเทศชาติได้เช่นกัน 

         “อะไรที่ได้มาง่ายๆ ก็ย่อมจากเราไปง่ายๆ เช่นกัน…ประเทศกรีซความจริงก็ไม่ได้ยากจนหรอกนะ แต่ที่ประเทศนี้ตกต่ำก็เพราะคนในประเทศนี่แหละ ระบบการปกครองที่ล้มเหลว ประชาชนที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความสามัคคี รวมถึงกลุ่มนักการเมืองที่รวมหัวกันกินเล็กกินน้อยจากหยาดเหงื่อและภาษีของราษฎร ถ้าหากต่างคนต่างตักตวง และขาดความสามัคคีที่จะทำเพื่อประเทศชาติ อีกหน่อยประชาชนของประเทศนี้ก็จะเหลือเพียงแค่ชื่อในแผ่นกระดาเท่านั้น” สามีฉันกล่าวสรุป


ขออุทิศบทความนี้แด่คุณป้า "เอเลนนี" ผู้จากเราไปเมื่อ ปี 2017

This article is for "Eleni"
... 
We will always remember you forever  ...

แบกเป้ตะลุยโลกกรีก

ตอนที่ 4
เรื่องเล่าจากมารูลัช



ก่อนเดินทางไปสำรวจสถานที่สำคัญต่างๆ ทางประวัติศาสตร์บนเกาะครีต สามีฉันบอกว่าจะพาไปรู้จักกับหมู่บ้านมารูลัช (Maroulas Village) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาก่อนเป็นอันดับแรก เราจึงตกลงกันว่าจะเดินเท้าขึ้นเขาตั้งแต่เช้าตรู่ เนื่องจากในช่วงฤดูร้อนพอเริ่มสายแดดจะแรงมาก บางวันอุณหภูมิร้อนถึง 40 - 45 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว คุณพ่อสามีบอกว่าหมู่บ้านมารูลัชอยู่ห่างจากหมู่บ้านพลาตาเนสที่เราอาศัยประมาณ 5 กิโลเมตร
ฉันนึกในใจว่า อย่างนี้ก็เดินเท้าได้สบายแบบซิวๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะ 5 กิโลเมตรที่ว่าไม่ใช่เส้นทางบนพื้นที่ราบ แต่เราต้องเดินขึ้นเนินเขาลูกแล้วลูกเล่า ผ่านทางโค้งหลายสิบโค้ง ระหว่างเดินทางเราได้ยินเสียงหอบหายใจของอีกฝ่ายดังสลับไปมากับเสียงลากส้นรองเท้าเสียดสีบนพื้นถนนลาดยางมะตอย ฉันแอบหันหลังกลับไปมองยังทิศทางที่จากมาบ่อยครั้ง จนสามีต้องตะโกนมาตามสายลมด้วยน้ำเสียงล้อเลียนว่า 
“แม่เต่าจะหันหลังกลับไม่ได้แล้วนะ เพราะคุณเป็นคนต้นคิดที่จะเดินเอง”
คำพูดเหมือนรู้ทัน ทำให้ฉันจำใจกัดฟันลากเท้าเดินต่อไป แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ได้สายลมจากภูเขาและทะเลครีสตันช่วยเราให้หายร้อนไปได้บ้าง ที่สำคัญสีเขียวของต้นมะกอก รวมถึงกลิ่นหอมจากออริกาโน ไทม์ และสมุนไพรภูเขานานาชนิดก็เหมือนยาดมแห่งธรรมชาติที่คอยช่วยให้ระบบการเดินหายใจของเราทำงานได้คล่องขึ้นเป็นกอง

ตอนแรกจากที่เคยเดินอย่างรีบเร่งเพื่อจะทำเวลาให้ถึงหมู่บ้านเป้าหมายโดยเร็ว แต่ท้ายที่สุดก็เริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง เปลี่ยนมาเดินแบบสบายๆ ชื่นชมความหลากหลายทางธรรมชาติบนภูเขาไปอย่างไม่รีบร้อนนัก เมื่อเห็นลูกแบล็คเบอร์รีป่าเราก็แวะเข้าไปเก็บกินอย่างตื่นเต้น ราวกับเด็กเดินทางทัศนศึกษา ตรงไหนเห็นวิวสวยๆ ก็ควักกล้องจากกระเป๋ามาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก สิ่งที่เราเพลิดเพลินสุดๆ เห็นจะเป็นบทเพลงอันน่าตื่นตะลึงจากเหล่าจักจั่นป่า นักร้องตัวเล็กจิ๋วแต่เสียงใสไม่มีใครเทียบเท่า
เมื่อถึงหมู่บ้านมารูลัชซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเรธิมโน โดยมีระยะทางห่างกันประมาณ 10 กิโลเมตร และสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 240 เมตร ทำให้เราแทบจะลืมความเหน็ดเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหนของหมู่บ้านก็สามารถเห็นทะเลครีสตันสีครามจรดกับท้องฟ้ามองเป็นผืนเดียวกันจนแยกไม่ออก อีกอย่างที่นี่ก็สมกับเป็นหมู่บ้านแห่งประวัติศาสตร์ตามคำเล่าลือ เนื่องจากสังเกตเห็นความหลากหลายทางด้านสถาปัตยกรรม แม้อาคารบ้านเรือนบางหลังจะเริ่มผุพัง แต่บางส่วนได้รับการบูรณะขึ้นใหม่แต่ยังเค้าโครงเดิมเอาไว้จนแยกไม่ออกว่าหลังไหนเป็นบ้านเก่าที่อนุรักษ์ หรือหลังไหนที่สร้างขึ้นใหม่

บาทหลวงนิโคเลาส์แห่งหมู่บ้านมารูลัช เพื่อนสนิทคุณพ่อสามีเล่าให้พวกเราฟังว่า สาเหตุที่หมู่บ้านมารูลัชยังคงเก็บรักษาซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างยุคสมัยต่างๆ เอาไว้จนรวมเป็นส่วนหนึ่งกับบ้านแต่ละหลัง เนื่องจากในปี ค..1980 ทางราชการได้ขึ้นทะเบียนให้หมู่บ้านมารูลัชเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาวกรีกนั่นเอง
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าหมู่บ้านมารูลัชเคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยอารยธรรมมิโนอัน (Minoan Civilization) เมื่อประมาณ 3,500 พันปีมาแล้ว และภายในหมู่บ้านนักโบราณคดีได้ทำการค้นพบทั้งหลุมฝังศพโบราณ สุเหล่า และสัญลักษณ์ต่างๆ ในยุคไบแซนไทน์ นอกจากนี้ยังพบซากอาคารสองหลังซึ่งสร้างโดยฝีมือชาวเมืองเวนิส และบ้านพักอาศัยในสไตล์ชาวเติร์กอีกด้วย


กล่าวกันว่า สมัยก่อนยังไม่มีโทรศัพท์และเครื่องมือการสื่อสาร แต่ชาวเวนิสนั้นฉลาดมากได้มองหาเทือกเขาสูง จนพวกเขาได้มาพบหมู่บ้านมารูลัชซึ่งเป็นสถานที่เหมาะสม จึงได้สร้างหอคอยขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกับจุดบัญชาการใหญ่ที่เมืองเรธิมโน (Rethymno) โดยใช้วิธีการจุดคบเพลิงเป็นสัญญาณ และชาวเมืองเวนิสน่าจะชื่นชอบหมู่บ้านมารูลัชเป็นพิเศษ สังเกตได้จากการสร้างสถาปัตยกรรมทิ้งไว้ในหมู่บ้านเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสุนทรียทางศิลปะลงไปด้วย ต่อมาเมื่อชาวเติร์กเข้ามามีอิทธิพลในเกาะครีตก็ได้เพิ่มองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจากอนาโตเลียผสมผสานลงไปด้วยเช่นกัน โดยสร้างเหมือนปล่องไฟ บ้างก็ทำเป็นหลุม รวมถึงน้ำพุ
 และเนื่องจากหมู่บ้านมารูลัชมีสภาพอากาศดีตลอดทั้งปี ในอดีตจึงทำให้พวกเหล่าขุนนาง รวมถึงคนมีฐานะดีต่างพากันแห่มาสร้างบ้านพักตากอากาศ และสร้างโกดังเอาไว้เพื่อเก็บพืชพรรณธัญญาหารทางการเกษตร
นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่หมู่บ้านแห่งนี้จะมีอายุยืนยาวมากกว่าผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ราบ เนื่องจากได้รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์สูง ทั้งน้ำมันมะกอกที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน รวมถึงมีพืชสมุนไพรนานาชนิดให้รับประทาน ทั้งไทม์ ออริกาโน โรสแมรี เป็นต้น ส่วนร่างกายก็ได้สัมผัสกับอากาศทั้งสี่ฤดู ซึ่งแม้แต่ตอนนี้เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศแบบนั้นอยู่
ที่สำคัญชาวบ้านส่วนใหญ่ในมารูลัชจะใช้ชีวิตอย่างสมถะ อยู่อย่างพอเพียง และบางส่วนได้หันมาผลิตอาหารออแกร์นิค (Organic Food) ไว้รับประทาน เช่น ทำขนมปังปราศจากสารกันบูด นำนมจากแพะมาแปรรูปเป็นโยเกิร์ต หรือซีส บางรายออกไปเก็บสมุนไพรจากภูเขามาสกัดน้ำมันหอมระเหยไว้ใช้ในครัวเรือน และบางคนก็เลี้ยงผึ้ง พวกเขาจะนำกล่องรังผึ้งกระจายไปตามภูเขาเพื่อให้ผึ้งได้ออกไปเก็บเอาน้ำหวานจากดอกไม้ป่าและสมุนไพรนำกลับมาที่รัง กล่าวกันว่าน้ำผึ้งที่เกาะครีตนั้นนอกจากจะมีคุณภาพดียังช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย เนื่องจากภายในน้ำผึ้งมีสมุนไพรนานาชนิดผสมอยู่นั่นเอง
นอกจากนี้ชาวสวนบางรายยังชอบนำเอาผลผลิตทางเกษตรมาแปรรูปไว้รับประทานเองในครัวเรือน เช่น หากใครปลูกมะเขือเทศไว้เยอะ รับประทานไม่ทันก็จะนำเอามะเขือเทศไปทำการถนอมอาหารในลักษณะต่างๆ บางคนนำไปบดผสมกับเกลือ แล้วนำไปตากแดดพอแห้งหมาดก็กลายเป็นซอสรสเลิศ สามารถนำไปปรุงรสใส่ลงในอาหารต่างๆ เพิ่มความกลมกล่อมยิ่งขึ้น บางรายนิยมทำมะเขือเทศตากแห้งเหมือนลูกพลับตากแห้ง เก็บไว้รับประทานได้หลายเดือน ส่วนรายไหนที่มีสวนมะกอกแทนที่จะขายในราคาถูกให้พ่อคนกลาง ซึ่งกดราคาต่ำเหมือนในอดีตก็จะหันมาลงทุนทำเองแบบพอเพียง เมื่อเหลือกินเหลือใช้พวกเขาจะนำออกไปจำหน่ายแก่เพื่อนบ้านหรือนักท่องเที่ยวในราคาย่อมเยาเหมือนกับสินค้าโอทอปของไทย
หากจะว่าไปแล้วการใช้ชีวิตของชาวบ้านมารูลัชก็คล้ายกับวิถีชีวิตชาวชนบทของไทยเราค่อนข้างมาก แทบไม่น่าเชื่อว่าโลกใบนี้จะมีสิ่งเชื่อมโยงถึงกันอยู่หลายอย่าง เช่นในเรื่องของภาษา ซึ่งบางคำออกเสียงคล้ายกัน ภาษาไทยคำว่า ย่า หรือ ปู่ ในภาษากรีกจะใช้ว่า ยาย่า (Ya-Ya) หรือ ปะปู่ (PaPou) แต่คำว่า ใช่ ของไทย ภาษากรีกจะออกเสียงว่า เนะ (Ne) เหมือนกับภาษาเกาหลี
เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงตำนานหอคอยบาเบล (Tower of Babel) ที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล มนุษย์สร้างหอคอยบาเบลขึ้นเพื่อต้องการไปสู่สรวงสวรรค์ ในยุคเริ่มแรกหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก มนุษย์ยังมีความสามัคคีกัน พูดภาษาเดียวกัน และเป็นเหมือนพี่น้องร่วมโลก แต่พอสร้างหอคอยสูงขึ้น มนุษย์ก็ยิ่งเกิดความโลภ มีความหยิ่งทะนงตน จิตใจคิดคด ไม่ซื่อสัตย์ และคิดท้าทายพระเจ้า ตั้งแต่นั้นเพื่อให้มนุษย์ได้รับบทเรียนราคาแพง พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้เกิดภาษาขึ้นมากมายบนโลก ทำให้มนุษย์สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เมื่อเกิดความคิดขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรง โครงการก่อสร้างหอคอยบาเบลของมนุษย์ผู้โลภมากจึงพังพินาศลงในท้ายที่สุด 
เมื่อฉันได้รู้จักหมู่บ้านมารูลัชครั้งแรก เวลานั้นเหมือนกับได้เดินทางย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มแรกที่พระเจ้าทรงสร้างโลก อาจเป็นเพราะหมู่บ้านมารูลัชเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่สมัยอารยธรรมมิโนอัน บวกกับวัฒนธรรมอันหลากหลายของที่นี่ ในสายตาฉันมารูลัชจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่หมู่บ้านเล็กๆ ทางประวัติศาสตร์ธรรมดาของชาวกรีกเท่านั้น แต่ยังเปรียบเหมือนขุมทรัพย์สำคัญของโลก หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใหญ่ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ซึ่งบางครั้งฉันก็อดคิดเปรียบเทียบหมู่บ้านมารูลัชกับชีวิตจักจั่นป่าไม่ได้
ครั้งหนึ่งบาทหลวงนิโคเลาส์เล่าให้เราฟัง จักจั่นป่าที่เราเห็นตัวบอบบาง แต่ในความเป็นจริงมันเป็นแมลงที่มีความอดทนสูงมาก และมีช่วงอายุไขนานถึง 17 ปี เสียงขับขานที่เราได้ยินมาจากเสียงของตัวผู้ที่ไล่ตามจีบตัวเมีย จักจั่นที่เกาะครีตจะเริ่มออกมาส่งเสียงร้องทั่วเกาะในช่วงหน้าร้อน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนพอถึงเดือนกันยายนจักจั่นก็ค่อยๆ ลดน้อยลง และในช่วงระยะเวลา 3 เดือนนี้ จักจั่นจะออกหาคู่เพื่อผสมพันธุ์กันอย่างรีบเร่ง จากนั้นตัวเมียจะเริ่มวางไข่ไว้ใต้เปลือกต้นไม้ต่างๆ พอเสร็จภารกิจก็ทยอยสิ้นอายุไขหายไปจากป่า ส่วนไข่ของมันจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จึงฟักกลายเป็นตัวอ่อน แล้วลงไปฝังตัวอยู่ใต้ดิน หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยการดูดน้ำจากรากไม้  เมื่อวงจรอายุครบ 17 ปี ตัวอ่อนนับล้านๆ จึงค่อยโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดิน แล้วไต่ขึ้นไปยังต้นไม้ ก่อนจะลอกคราบกลายเป็นจักจั่น กางปีกโบยบินสู่โลกกว้าง พร้อมกับส่งเสียงประสานกันระงมไปทั่วราวป่าอีกครั้ง และอีกครั้ง
แม้สังคมมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเป็นเวลายาวนาน ทว่าการสร้างบ้านแปลงเมืองดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากและสลับซับซ้อนมาหลายยุคสมัย แต่อีกด้านก็ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่ผู้คนต้องใช้ทั้งความอดทน พยายาม และรอคอยอย่างยาวนานกว่าจะสามารถสร้างสังคมเล็กๆ ให้กลายเป็นประเทศที่มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง แม้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติมากมาย ทั้งภัยจากสงคราม ภัยพิบัติจากธรรมชาติ รวมถึงมีปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ แต่การที่มนุษย์ไม่ย่อท้อ ไม่ละทิ้งความพยายามและความหวัง จึงทำให้ยังคงมีประเทศซึ่งเปรียบเหมือน “บ้าน” ให้อยู่อาศัยได้เฉกเช่นปัจจุบัน
และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ในปัจจุบันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่วันสองวัน หากแต่เส้นทางเสรีภาพนี้ได้ถูกร้อยเรียงถากถางขึ้นอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่โลกได้ก่อเกิดเป็นสังคมมนุษย์ ไม่ว่าแผ่นดินไหน มนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์มักทิ้งร่องรอยและบาดแผลเอาไว้ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เติมเต็มและสานต่อ ชนชาวกรีกก็ดุจเดียวกัน กว่าจะได้อิสรภาพมาไว้ในกำมือและนำเอาคำว่า “เสรีภาพ” ไปแขวนติดประกาศบนผืนธงไตรรงค์อย่างภาคภูมิก็มิใช่เรื่องง่ายๆ พวกเขาต้องผ่านการต่อสู้ ผ่านการสูญเสียทั้งชีวิต เลือดเนื้อ และทรัพยากรไปนับไม่ถ้วน
สามีฉันเล่าให้ฟังว่า ในทางคริสต์ศาสนานั้น ได้เปรียบการต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคเหมือนกับการต่อสู้กับความชั่วร้ายภายในตัวของมนุษย์เองซึ่งมีทั้งซาตานและพระเจ้าอยู่ในจิตใจของเรา แม้ภายในจิตวิญญาณมนุษย์จะเป็นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งบาป แต่พระเจ้าก็ได้มอบโอกาสให้ทุกคนได้เลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกหรือผิดด้วยตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งโอกาสที่ว่าก็เปรียบดังความหวังที่พระเจ้าทรงหยิบยื่นให้ อีกนัยหนึ่งก็เหมือนกับความรักความเมตตาที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์  ดังนั้นโลกจึงยังคงดำเนินต่อไปได้
สำหรับชาวกรีก ทุกครั้งเมื่อชีวิตตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก พวกเขามักจะเข้มแข็งกันเป็นพิเศษ ฉันสังเกตเห็นญาติสามี รวมทั้งเพื่อนๆ ของเขา แม้จะไม่ได้รับค่าแรงในการทำงานมากเหมือนในอดีต หรือไม่ได้รับค่าจ้างจากการทำงานล่วงเวลา แต่พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะลาออก เนื่องจากทุกคนทราบถึงสภาพปัญหาของประเทศเป็นอย่างดี จึงได้แต่อดทนอดกลั้น และชอบกล่าวให้กำลังใจกันและกันทำนองว่า
“ถ้ามีความเชื่อ ศรัทธา และความหวัง ทุกอย่างในชีวิตก็ล้วนแต่เป็นไปได้ทั้งสิ้น”
แม้วันนี้ชาวกรีกต้องกลับมาเดินอยู่บนเส้นทางแห่งสงครามอีกครั้ง ซึ่งเป็นสงครามที่เปลี่ยนรูปแบบเป็นสงครามเศรษฐกิจที่มีพิษสงเลวร้ายไม่แพ้สงครามรูปแบบอื่นๆ แต่สิ่งเดียวที่ชาวกรีกทำได้คือ การอดทนรอคอยด้วยความหวังต่อไป เฉกเช่นจักจั่นป่าที่นับวันรอโอกาสขึ้นมากางปีกโบยบินอย่างเป็นอิสระบนโลกทุกๆ รอบ 17 ปี
บาทหลวงนิโคเลาส์ ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งหมู่บ้านมารูลัชกล่าวว่า
“ชีวิตจักจั่นคือ ความมหัศจรรย์โดยแท้ แต่สิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้มักจะบอกใบ้อะไรบางสิ่งกับพวกเราทุกคนเสมอ”


แบกเป้ตะลุยโลกกรีก-2





ตอนที่ 2
เอเธนส์แห่งยุคยูโรวิกฤต



   เมื่อเอ่ยถึง เอเธนส์ (Athens) หลายคนคงนึกถึงนครใหญ่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และความศิวิไลซ์เช่นเดียวกับเมืองหลวงในส่วนต่างๆ ของโลก นอกจากนี้เอเธนส์ยังเป็นเมืองเก่าแก่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนราว 3,400 ปี ในยุคหนึ่งประมาณ 508 - 322 ปีก่อนคริสต์ศักราช กรุงเอเธนส์เคยเป็นศูนย์กลางทางด้านการเรียนรู้ทั้งศิลปะและปรัชญา สมัยนั้นได้ถือกำเนิดนักคิด นักเขียน กวี และนักปราชญ์ขึ้นมากมาย และชื่อเสียงทางด้านต่างๆ ในอดีตทำให้แผ่นดินกรีซกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
           สืบเนื่องมาจากประเทศกรีซมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง รวมถึงหมู่เกาะหลายพันเกาะ จิตวิญญาณชาวกรีกจึงผูกพันกับภูเขาเป็นพิเศษ ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากตำนาน และวิหารสำคัญต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นบนภูเขา ยอดเขาโอลิมปัส (Mount Olympus) ที่สูงสุดในกรีซซึ่งวัดความสูงได้ 2,919 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าเป็นสถานที่สถิตของเหล่าทวยเทพ โดยมีเทพซีอุส (Zeus) เป็นราชาของเทพเจ้าทั้งปวง รวมทั้งเหล่ามวลมนุษย์และความเชื่อนี้ได้นำไปสู่จุดกำเนิดเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้าปกรณัมของกรีกและโรมัน ซึ่งแม้แต่ปัจจุบัน ชาวกรีกก็ยังนิยมนำชื่อเทพเจ้ามาตั้งเป็นชื่อโรงแรมหรือสถานที่ต่างๆ เช่นกัน

วิหารพาร์เธนอนส์
ถ้าหากใครมีโอกาสได้เดินทางไปเยือนสถานที่ต่างๆ ในประเทศกรีซก็จะสังเกตเห็นบนเขาหลายแห่งที่ชาวกรีกเรียกกันว่า อะโครโพลิส (Acropolis) ได้มีการก่อสร้างวิหารเพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้าซึ่งวิหารที่เลื่องชื่อและเปรียบเสมือนมงกุฎแห่งเอเธนส์ มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมมากที่สุดคือ วิหารพาร์เธนอน (Temple of Parthenon) นอกจากเป็นสถานที่สำคัญที่สร้างอยู่ใกล้ตัวเมือง และการเดินทางเข้าชมก็สะดวกสบายแล้ว วิหารพาร์เธนอนยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานน่าสนใจ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช วิหารแห่งนี้ผู้นำกรุงเอเธนส์คือ “เพริเคิล” เป็นผู้ริเริ่ม โดยให้ประติมากรเลื่องชื่อนาม “ฟีเดียส” เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง เริ่มต้นก่อสร้างเมื่อปี 447- 438 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีอะธีนา (Athena) ที่ชาวกรีกเชื่อว่าเป็นเทพีแห่งสติปัญญา และทักษะความรอบรู้ ปัจจุบันถือว่าวิหารพาร์เธนอนเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีขนาดกว้าง 101.4 ฟุต หรือ 30.9 เมตร และมีความยาว 228.0 ฟุต หรือ 69.5 เมตร ห่างจากวิหารพาร์เธนอนไม่มากนัก หากสังเกตให้ดีจะเห็นต้นมะกอกอยู่ข้างวิหารอิเรกเทียม (Temple of Erechtheum) ซึ่งตามตำนานกรีกเล่าว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระที่เป็นผู้หญิง สร้างเสร็จเมื่อ 395 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ยังเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เทพโพไซดอนและเทพีอะธีนาใช้แข่งขันกันเพื่อเป็นเทพอุปถัมภ์นครแอตติกา (Attica)

เทพโพไซดอน                         เทพีอะธีนา
      กล่าวกันว่า ในอดีตกาลกษัตริย์เคครอบส์ (Kekrops) ต้องการหาเทพอุปถัมภ์นคร ปรากฏว่ามีเทพเจ้าสององค์ที่สนใจเสนอตัวเป็นเทพอุปถัมภ์เมืองในครั้งนั้น คือ โพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าแห่งมหาสมุทร และอะธีนา เทพีแห่งสติปัญญา และทักษะความรอบรู้แต่กษัตริย์เคครอบส์ไม่อาจตัดสินใจเลือกได้ทันทีว่าจะให้ใครเป็นเทพอุปถัมภ์ จึงได้จัดให้มีการแข่งขันขึ้น โดยให้หัวข้อว่าถ้าหากใครสามารถเนรมิตของขวัญที่มีคุณค่าให้แก่ชาวเมืองมากที่สุด เทพองค์นั้นจะได้ครองตำแหน่งเป็นเทพอุปถัมภ์เมือง 
และท้ายที่สุดกษัตริย์ก็ตัดสินให้เทพีอะธีนาเป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากได้เนรมิตสิ่งที่มีคุณประโยชน์แก่ชาวเมือง นั่นก็คือ ต้นมะกอก ขณะที่เทพโพไซดอนได้ใช้ตรีศูลเนรมิตม้าซึ่งทำคุณประโยชน์แก่ประชากรได้ไม่มากเท่าที่ควร แต่ต้นมะกอกของเทพีอะธีนานั้น นอกจากผลและน้ำมันมะกอกจะใช้รับประทานได้ ยังใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แสงสว่างในเวลากลางคืน รวมถึงได้กลายเป็นต้นไม้เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของประเทศกรีซในเวลาต่อมา อีกนัยหนึ่งต้นมะกอกยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่นำสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เอเธนส์อีกด้วย ทำให้กษัตริย์และชาวเมืองต่างพึงพอใจอย่างมาก จึงให้เกียรติตั้งชื่อเมืองตามชื่อของเทพีองค์นี้ว่า “เอเธนส์” เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

โรงละครเฮโรเดส อัตติคัส

          ถ้ามองจากวิหารพาร์เธนอนจะสังเกตเห็นโรงละครสองแห่งสร้างไว้ไม่ห่างกันนัก มุมด้านล่างขวามือคือ โรงละครเฮโรเดส อัตติคัส (Theatre of Herodes Atticus) ส่วนมุมด้านล่างซ้ายจะมองเห็นโรงละครไดโอนิซัส (Theater of Dionysus) ปัจจุบันโรงละครทั้งสองแห่งได้บูรณะขึ้นใหม่ มีการเปิดแสดงละครและคอนเสิร์ตให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมบ่อยๆ กล่าวกันว่าโรงละครของชาวกรีกนั้นถือเป็นต้นแบบของโรงละครทุกแห่งของโลกตะวันตก ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของนักออกแบบก่อสร้างแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของชาวกรีกอีกด้วย
         มีคนกล่าวว่าศิลปะ สถาปัตยกรรม รวมถึงประติมากรรมที่งดงามวิจิตรก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชนชาตินั้นๆ ได้เช่นกัน ทั้งช่วงที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุด หรือช่วงที่บ้านเมืองตกอยู่ในยุคเสื่อมถอย ฉะนั้นซากปรักหักพังที่เรามองเห็นจึงไม่ใช่แค่อิฐหินธรรมดา แต่ทุกสิ่งล้วนมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา ซึ่งไม่แน่ว่าเศษหินและดินแต่ละก้อนที่แหลกลานอยู่ใต้ฝ่าเท้าเล็กๆ ของนักเดินทาง ครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นเศษฝันอันยิ่งใหญ่ของบรรดาเหล่าศิลปินเอกชาวกรีกมาก่อน หรืออาจเคยเปื้อนเลือดเหล่านักรบมาแล้วนับไม่ถ้วนเฉกเช่นกัน

       Alexander the Great                              โสเครติส
 วันนี้เมื่อมองเห็นกรุงเอเธนส์จากเนิอะโครโพลิสก็อดนึกถึงตำนานอันยิ่งใหญ่ของชาวกรีกที่เคยอ่านในหนังสือประวัติศาสตร์ไม่ได้ ซึ่งในประวัติศาสตร์ชาวกรีกได้ถือกำเนิดวีรบุรุษขึ้นมากมาย อาทิเช่น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) มหาบุรุษหนึ่งเดียวในตำนานที่ไม่เคยปราชัยให้แก่ศัตรูในสมรภูมิรบ นอกจากนี้ชาวกรีกยังมีนักคิด กวี นักประพันธ์และนักปราชญ์อยู่มากมาย อาทิเช่น โฮเมอร์ ผู้แต่งมหากาพย์เรื่องอีเลียด
          ส่วนโสเครติสก็เป็นนักปราชญ์ที่ได้ริเริ่มสอนวิชาตรรกวิทยาและหลักการของประชาธิปไตย กล่าวกันว่า โสเครติสเป็นบุคคลซื่อตรง ไม่ปรารถนาในเรื่องผลประโยชน์ ลาภยศ และยังเป็นผู้ชื่นชอบแสวงหาความจริง แต่ก็ต้องจบชีวิตลงอย่างไม่เป็นธรรมเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยุยงให้ประชาชนและเยาวชนในชาติเสื่อมศรัทธาในเทพเจ้าที่ชาวกรีกให้ความเคารพนับถือมาอย่างยาวนาน ประจวบเหมาะช่วงนั้นเมืองเอเธนส์เกิดสงครามได้พ่ายแพ้แก่รัฐสปาร์ตา ผู้คนที่เชื่อในเรื่องทวยเทพต่างก็ขวัญหนีดีฝ่อ จึงนำเอาเรื่องที่โสเครติสได้ตั้งคำถามเชิงปรัชญากับบรรดาลูกศิษย์มาผูกโยงกัน และสรุปว่าเป็นความผิดของเขาเต็มประตู ที่ทำให้เทพีอะธีนาผู้อุปถัมภ์เมืองโกรธเคืองจนบันดาลให้พ่ายแพ้สงคราม และผู้มีอำนาจก็ได้สำเร็จโทษโสเครติสด้วยการให้ดื่มยาพิษ แม้ภายหลังชีวิตจะดับสูญ แต่แนวคิดด้านปรัชญาของนักปราชญ์นาม โสเครติส กลับกลายเป็นมรดกอันล้ำค่าที่ทั่วโลกต่างก็ให้การยอมรับ


         จำได้ว่าตอนฉันเดินทางถึงกรีซครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2009 ประเทศกรีซได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งหนี้สินที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงินต่างๆ เวลานั้นสังเกตเห็นผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็นกันทางโทรทัศน์อย่างคึกคัก นักการเมืองโต้เถียงกันไปมา ต่างฝ่ายต่างก็โยนความผิดให้กันและกัน ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็เห็นข่าวเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมืองของกรีซตลอด 
         ในตอนเย็นวันหนึ่งหลังกลับจากเยี่ยมชมวิหารพาร์เธนอน เราได้โดยสารรถประจำทางเพื่อกลับสู่บ้านญาติสามีที่อยู่ภายในเอเธนส์ เมื่อรถเมล์เคลื่อนผ่านถนนสายหนึ่ง สังเกตเห็นผู้คนออกมาเดินประท้วงเต็มไปหมด ร้านรวงสองข้างทางปิดบริการ บางร้านถูกมือดีพ่นด้วยสีสเปรย์ มองดูไม่ต่างจากเมืองเถื่อนแม้แต่น้อย ผู้คนจากที่เคยหัวเราะสนุกสนาน พูดคุยอย่างเป็นมิตรก็เหลือเพียงใบหน้าที่เคร่งเครียด ท่าทีเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและตื่นตระหนกกับข่าวร้ายที่นำเสนอทางโทรทัศน์มากขึ้นเรื่อยๆ 
         เมื่อรถเมล์วิ่งเข้าจอดเทียบป้ายแห่งหนึ่ง ฉันมองเห็นหญิงชราอายุประมาณ 70 กว่าปี ถือตะกร้ามายืนคอยรถเมล์อยู่ก่อนแล้ว หญิงชราพยายามจะก้าวขึ้นรถเมล์อย่างทุลักทุเล ทันใดนั้นได้มีชายผิวคล้ำคล้ายชาวอาหรับเข้ามาพูดอะไรบางอย่าง เหมือนกับว่าเขาจะช่วยพยุง พอหญิงชราก้าวขึ้นไปยืนบนรถเรียบร้อยก็หันไปกล่าวขอบคุณเป็นภาษากรีกเสียงดังว่า “เอ็ฟฆาริสโต้…เอ็ฟฆาริสโต้ โปลี” (Efxaristó Poli) จากนั้นชายน้ำใจงามก็รีบเร่งจากไปทันที
         ฉันมองดูด้วยความชื่นชม คิดในใจ โลกนี้ยังมีคนน้ำใจงามหลงเหลืออยู่ แม้ยามนี้กรีซจะประสบปัญหาหนักก็ตาม พอหญิงชราได้ที่นั่งเรียบร้อย รถเริ่มวิ่งไม่ทันไร ทุกคนบนรถก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินหญิงชรากรีดร้องดังลั่นทำนองว่า “พระแม่มารีย์ช่วยด้วย…ปานาเยียมู ปานาเยียมู”
        ฉันหันไปถามคู่หู “เกิดอะไรขึ้น”
        เขากระซิบบอก "ยายโดนคนล้วงกระเป๋าเข้าให้แล้วล่ะ"
        ตลอดทางพวกเราได้ยินเสียงหญิงชราโอดครวญ และเรียกหาพระแม่มารีย์ตลอดเวลา จากนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นจอแจ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ ทำให้คนขับรถถึงกับหัวเสีย จึงร้องตะโกนกลับมายังผู้โดยสารและหญิงชราว่า

          “ขอร้องเถอะยาย หยุดบ่นเสียที ผมก็รู้สึกเห็นใจยายนะแต่ตอนนี้ผมไม่มีสมาธิขับรถเลย” (ประโยคนี้คู่หูแปลให้ฟัง)          แต่ยายคนนั้นก็ยังไม่หยุดบ่นพร้อมกับร้องไห้สะอื้นไปตลอดทางจนกระทั่งถึงที่หมาย ฉันมองตามหลังยายชราที่เดินตัวสั่นโงนเงนจะเพราะด้วยความรู้สึกเสียใจหรือเพราะสังขารก็มิทราบได้ ภาพนั้นนับเป็นภาพแรกที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของฉันตอนอยู่เอเธนส์


          และอีกครั้งที่สถานีรถไฟใต้ดินโมนาสติรากิ (Monastiraki) ฉันสังเกตเห็นชายชรารายหนึ่งหยอดเหรียญในตู้เพื่อซื้อตั๋ว พอเหรียญทอนหล่นลงในช่องรับเงิน ชายชรารีบกวาดเอาเศษเหรียญอย่างร้อนรน แต่ไม่ยอมหยิบเอาเหรียญหนึ่งไปด้วย ตอนนั้นบังเอิญฉันเหลือบเห็น จึงเข้าไปบอกด้วยความหวังดี แต่ยังไม่ทันอ้าปากด้วยซ้ำ ไม่รู้คุณตาแกอารมณ์เสียมาจากไหนบ่นใส่ฉันสองสามประโยคพร้อมกับชักสีหน้ารำคาญ ก่อนรีบสะบัดตูดเดินหนีด้วยท่าทางราวจะบอกว่า เซ็งชีวิตแบบสุดๆ คู่หูหันมาเห็น จึงเข้ามาต่อว่าฉันเสียยกใหญ่ 
       “อย่าไปทักคนสุ่มสี่สุ่มห้าสิ” ฉันอธิบายให้เขาฟัง  
       “ฉันก็แค่จะบอกให้หยิบเอาเหรียญ”
        คู่หูยังหันมาพูดซ้ำเติม ราวกับฉันเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู
       “จะอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้ผู้คนกำลังจะกลายเป็นบ้าเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านดีกว่า”
       ฉันเลยเอาแต่เงียบนิ่งด้วยความงง มองเศษเหรียญที่นอนแน่นิ่งในช่องนั้นตาปริบๆ จะเดินเข้าไปเก็บแล้ววิ่งเอาไปคืนชายชราก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก จึงปล่อยไว้แบบนั้น คิดว่าสักครู่ก็คงมีใครสักคนเข้ามาเก็บเอาไปเอง


ระหว่างตระเวนเที่ยวชมกรุงเอเธนส์ สังเกตเห็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมทั้งรูปปั้นวีรบุรุษผู้กล้าของชาวกรีก ประกอบกับเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่ถาโถมใส่กรีซ ทำให้นึกถึงคำกล่าวของเพื่อนฝรั่งรายหนึ่งที่ว่า “ซานต้าไม่มีอีกแล้ว” ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ พอมีคนเข้ามาขอโน่นขอนี่ โดยเฉพาะเรื่องเงินบ่อยๆ เขามักจะปฏิเสธให้ความช่วยเหลือทางอ้อมด้วยประโยคนี้เสมอ จึงแอบคิดเล่นๆ ว่าถ้าโลกนี้ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครเสียสละและมีคุณธรรม แผ่นดินนั้นๆ ก็คงล่มสลายไม่เหลือแม้เพียงชื่อบนแผนที่โลก เวลานี้ไม่ใช่แค่ประเทศกรีซเท่านั้นที่กำลังย่ำแย่ แต่ทั่วโลกก็ล้วนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเช่นเดียวกัน ทว่าวีรบุรุษที่ออกมาช่วยแก้ปัญหาเพื่อประเทศชาติกลับหาได้ยากยิ่ง ส่วนที่ปรากฏทางทีวีและประกาศตนว่า “ช่วยชาติ” สุดท้ายเมื่อหน้ากากหลุดก็เป็นเพียงแค่ฮีโร่จอมปลอม  

           คู่หูฉันกล่าวว่า “ไม่ว่าจะยุคไหนถ้าโลกนี้ยังมีมนุษย์อยู่ มันก็ต้องมีสงคราม มีเรื่องวุ่นวาย มีการคอรัปชั่นอยู่เสมอ เพียงแต่มันได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามยุคสมัยเท่านั้นเอง อย่างตอนนี้ในยุโรปเราก็ยังมีสงคราม มันเป็นสงครามทางเศรษฐกิจที่ซ่อนรูปอย่างแยบยล แล้วฮีโร่คือใครล่ะ…ก็คือประชาชนนั่นแหละ เมื่อก่อนเราหวังพึ่งผู้นำที่มีคุณธรรม แต่ยุคนี้เราต้องพึ่งตัวเอง ทุกคนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประเทศชาติและทั้งหมดนั้นก็ได้กลายเป็นฮีโร่โดยไม่รู้สึกตัว”
จากสถานการณ์ยูโรวิกฤตนี้ อาจทำให้ทั้งชาวกรีกและประเทศอื่นๆ ได้เรียนรู้บทเรียนบางอย่างมากขึ้น ในช่วงระยะแรกข่าวการคอรัปชั่น เรื่องหมกเม็ดที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนของผู้นำประเทศได้ถูกทยอยนำเอาออกมาแฉไม่เว้นแต่ละวัน บางคนเคยเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน แต่พอเกิดวิกฤต ชาวกรีกก็ได้เห็นโฉมหน้าอีกด้านของพวกเขา เหมือนสุภาษิตไทยที่กล่าวว่า "น้ำลดตอพุด" แต่กระนั้นรัฐบาลกรีซก็ยังคงเดินหน้ากู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) หรือ IMF เพื่อนำมาเยียวยาประเทศต่อไป เพราะมองไม่เห็นลู่ทางอื่น
เมื่อเฝ้ามองสถานการณ์ซึ่งนับวันจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งคู่หูชาวกรีกจึงบ่นว่า 
“ต่อไปหากจะหวังให้ใครมาเกาหลังให้นั้นคงยาก ทางที่ดีเราต้องหาวิธีช่วยเหลือตัวเองดีที่สุด” 
เขาอธิบายว่าก่อนที่ชาวกรีกจะบากหน้าไปพึ่งพาประเทศอื่นนั้น อย่าได้คาดหวังว่าประเทศต่างๆ จะช่วยเหลืออย่างจริงใจ เบื้องหลังที่เสนอตัวเข้ามาช่วยต่างก็แอบแฝงด้วยผลประโยชน์ทั้งสิ้น แต่แทนที่จะรอน้ำบ่อหน้า ประชาชนภายในประเทศนั่นแหละที่ต้องลุกขึ้นมาขุดบ่อน้ำแห่งความหวังด้วยตัวเอง หรือเมื่อรู้สึกคันที่แผ่นหลังก็ใช้มือตัวเองเกา หรือช่วยผลัดกันเกาจึงจะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาของประเทศให้ผ่านพ้นไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มีใครดูถูกเอาได้
“ผมไม่ใช่คนเริ่มต้นความคิดเหล่านี้หรอกนะ แต่เป็นแนวคิดของท่านรีกัส เฟอร์เรียส ที่คุณเคยเห็นบนเหรียญยูโรสิบเซนต์นั่นไง”


ตอนนั้นจึงรู้ว่า ภาพใบหน้าบุคคลสำคัญที่เคยเห็นบนเหรียญยูโรสิบเซนต์ก็คือ นักคิด นักเขียนทางการเมืองนามว่า รีกัส เฟอร์เรียส (Rigas Feraios) พอศึกษาลึกลงไป ทำให้ทราบว่าประวัติของท่านน่าสนใจทีเดียว ท่านได้แต่งหนังสือและบทกวีเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อปลดแอกชาวกรีกจากการเป็นทาสชาวเติร์กไว้มากมาย รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกสงครามอิสรภาพชาวกรีกในช่วงจักรวรรดิออตโตมันเรืองอำนาจในแผ่นดินกรีซ


      จากกวีบทหนึ่งของท่าน กล่าวเกี่ยวกับเรื่องอิสรภาพไว้อย่างลึกซึ้งว่า “It’s finer to live one hour as a free man than forty years as a slave and prisoner." 
และเรื่องนี้ทำให้ฉันนึกประหวัดไปถึงเรื่อง “เงินถุงแดง” ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2436 ได้เกิดวิกฤตขึ้นบนแผ่นดินสยาม ต่อมาเรียกว่า วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เล่ากันว่าเพื่อรักษาเอกราชให้คงอยู่ สยามประเทศจำต้องยอมอ่อนข้อให้ฝรั่งเศสที่เข้ามารุกราน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายให้ฝรั่งเศส พร้อมกับจ่ายเป็นเงิน 3 ล้านฟรังซ์ เพื่อเป็นค่าเสียหายจากการสู้รบ และค่าทำขวัญครอบครัวทหารผู้เสียชีวิต กล่าวกันว่า ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะเงินเก็บยามฉุกเฉินที่เรียกว่า “เงินถุงแดง” ของรัชกาลที่ 3 บวกกับพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วันนี้สยามคงไม่รอดพ้นเงื้อมมือฝรั่งเศสมาได้ และยังคงครองตนเป็นเอกราช มีความเป็น “ไท” จนชาวต่างชาติรู้จักกันทั่วไปว่า “Land of the free” ตราบเท่าทุกวันนี้
           
เมื่อมองจากมุมมองคนต่างชาติที่มองกรีซในวันนี้ คนไทยอย่างฉันคิดว่า พวกเรานั้นโชคดีกว่าชาวกรีกหลายเท่านัก อย่างน้อยประเทศไทยก็ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร เรื่องนี้ฉันไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองคนเดียว แม้แต่สามีซึ่งเป็นชาวกรีกก็เคยเอ่ยปากเช่นนั้นด้วยความอิจฉาอยู่บ่อยๆ ว่า “ชาวไทยโชคดีที่มีแผ่นดินสงบสุข ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายหลายครั้ง แต่ชาวไทยก็ยังรักษาความเป็นเอกราชและเอกภาพเอาไว้ได้ ที่จริงความขัดแย้งและความบาดหมางของคนภายในประเทศก็กลายเป็นเครื่องทำลายประเทศให้พังได้เหมือนกัน เมื่อประเทศอ่อนแอ ศัตรูนอกประเทศก็มีแต่จะหัวเราะเยาะ เขาไม่อยากเห็นเราเจริญหรอก บางประเทศที่อาสาเข้ามาแทรกแซง ถ้าไม่หวังในผลประโยชน์ก็ต้องการจะทำลายเราให้พังพินาศเท่านั้นเอง”
เรื่องนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า การที่เราใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายมากเกินไป บางครั้งก็ทำให้หลายคนหลงลืม หรือไม่ใส่ใจศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่าบรรพบุรุษต้องผ่านอะไรมาบ้าง จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์คับขันร้ายแรงขึ้นภายในประเทศ เราจึงตระหนักถึงบุญคุณบรรพบุรุษก็ตอนที่ทุกอย่างเกือบจะสายเกินไป บทเรียนมากมายจากอดีตนั้นความจริงก็อยู่ใต้จมูกของเรานี่เอง ถ้าเราไม่ศึกษาเอาไว้ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนก็คงไม่มีใครช่วยเราได้ดีเมื่อยามที่ประเทศเกิดวิกฤตหรือเวลาที่ประเทศชาติต้องการวีรบุรุษสักคน
เมื่อกล่าวถึงวีรบุรุษในกรีซ ฉันเชื่อว่า พอพวกเขามองเห็นรูปปั้นวีรบุรุษมากมายในส่วนต่างๆ ของประเทศ อาจมีหลายคนที่อยากลุกขึ้นต่อสู้เหมือนวีรบุรุษของพวกเขาก็เป็นได้ เพราะการเป็นลูกหนี้ภายใต้การควบคุมของ “IMF” และสถาบันการเงินต่างๆ ก็เท่ากับว่าชาวกรีกได้หวนกลับไปสู่วงจรทาส ไร้ซึ่งอิสรภาพไม่ต่างจากตอนตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาติอื่นเหมือนในครั้งอดีต ซึ่งสถานการณ์ครั้งนี้ชาวกรีกจะสามารถปลดแอกให้ตนได้หรือไม่นั้น ไม่มีใครให้คำตอบได้ดีเท่ากับประชาชนที่อยู่ในชาติ 
เหมือนอย่างที่ท่านรีกัส เฟอร์เรียส วีรบุรุษชาวกรีกกล่าวไว้ในบทกวีทำนองว่า “ถ้าคันหลังก็ต้องเกาด้วยตัวเอง” ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” หรือแปลเป็นไทยว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” คำกล่าวเหล่านี้ถือเป็นสัจธรรมอันเที่ยงแท้แน่นอนนัก!