สะดุดรักยัยโกสต์ไรเตอร์โลกหม่น EP-1



สะดุดรักยัยโกสต์ไรเตอร์โลกหม่น

โดยพยางค์วลี


1

เอาฉันไปทำปุ๋ยที




            ชินเสียแล้วล่ะ สายตาแบบนั้น หนูโสโครก แมลงสาบสกปรก คงด่าในใจแบบนี้อยู่ล่ะสิแล้วนี่อะไรจะผสมพันธุ์กันอยู่ในลิฟต์รึยังไง บ้านช่องมีไม่ยอมกลับไปทำกันให้เสร็จ ดูสิไอ้หื่นยังกะตายอดตายอยากมาเป็นปี ส่วนนังหน้าพลาสติกนี่ก็ร่าน ไม่อายฟ้าดิน ปล่อยให้ไอ้ห่ะนี่ลูบคลำอยู่ได้ โลกนี้มันเป็นอะไร พวกสิ้นคิด น่ารำคาญ ขอให้ฮิตเลอร์กลับชาติมาเกิดจับแม่งพวกนี้ไปทำปุ๋ยซะให้หมด
            “มองอะไรยะ ยัยแว่นโสโครก!
            หญิงผู้นั้นยื่นหน้าศัลยกรรมเข้ามาตะคอกเสียงดัง ยัยแว่นโสโครกที่ถูกกล่าวถึงยืนโงนเงนจ้องกลับตาแทบปลิ้นถลน เวลานั้นสุราออกฤทธิ์ไปยังสมองส่วนกลาง เพิ่มความกล้าบ้าบิ่น ใครหน้าไหนขวางหูขวางตาเป็นด่ากราด
            “นางหน้าพลาสติกสิ้นคิด กำลังจะถูกอ้ายฝาหรั่งขี้นกหลอกกินตับ…”  
หล่อนยกมืออ่อนปวกเปียกขึ้นชี้หน้า ชายหญิงทั้งคู่หยุดภารกิจเลิฟซีนลงกลางคัน หญิงผู้ถูกเรียกนางหน้าพลาสติกหันไปขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
            “ว้าย! อีนังยาจกนี่ปากปีจอนักนะ หมดอารมณ์เลยตูเห็นนังนี่แล้วอยากจะอ้วก ไม่รู้คอนโดหรูเขาคัดคนพรรค์นี้เข้ามาอยู่ได้ยังไง ไม่มีระดับเอาซะเลย
            ได้ยินฝ่ายชายทำเสียงจุปากราวกับกลัวใครผ่านมาได้ยิน แล้วสิ่งที่น่าขำสำหรับหญิงโสโครกจนอยากโก่งคออาเจียนออกมาให้หมดไส้หมดพุงก็คือ ตอนที่ได้ยินชายผู้นั้นพูดว่า
            “อย่าว่าเธอเลยครับ โลกนี้คนเราเกิดมาแตกต่างกัน การจัดระดับคนแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับอำนาจเงิน มีคนจนก็ต้องมีคนรวย มีคนสวยก็ต้องมีคนขี้เหร่ โลกมันถึงจะสมดุลกั
            พูดซะสวยหรูนักนี่ เอาอ้วกตูไปแดกซะเหอะไอ้พวกฉิบหายวายป่วง!  อ้วกกก…”
            ทั้งเศษอาหาร เส้นบะหมี่ผสมกลิ่นแอลกอฮอล์พุ่งใส่เสื้อผ้าชายหญิงคู่นั้นเต็มๆ ฝ่ายชายได้แต่อ้าปากหวอ ช็อกแล้วช็อกอีก คาดไม่ถึงจะมีคนโสโครกแบบนี้อยู่บนโลก ส่วนฝ่ายหญิงก็เอาแต่เต้นแร้งเต้นกา กรีดร้องลั่นลิฟต์
            “กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด!
            “ค่อยยังไงชั่วเอิ๊กกก
พอได้อาเจียนออก หญิงโสโครกก็เรอเสียงดังเอิ๊กอ๊าก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ลูบท้องไปมาด้วยความสบายใจ
            “อีนังบ้า!...เมาแล้วก็กลับไปนอนซะไป้!
            คำสุภาพในพจนานุกรมที่เคยท่องจนขึ้นใจหายวับไปกับตา เขาเดือดปุดๆ สติหลุดลุ่ย แทบไม่อยากมองดูสภาพตัวเอง ส่วนผู้หญิงที่เขาพามาด้วยก็เอาแต่กรีดร้องเสียงแหลมไม่ต่างจากสัตว์ถูกเชือด
            “กรี๊ดดด นังแมลงสาบ นังโสโครก คุณปุณวัฒน์ขาอย่าเข้าไปใกล้มัน รปภ.อยู่ไหนปล่อยให้คนแบบนี้เข้ามาได้ยังไง
            พอลิฟต์หยุดที่ชั้น 15 หญิงหน้าศัลยกรรมก็ลากชายหนุ่มคู่ขาวิ่งแน่บออกไป
            “เฮ้ย! ยังไม่ถึงชั้น 25 นี่เขาร้องขึ้น แต่ฝ่ายหญิงกลับบอกอย่างอารมณ์เสียว่า
            “ช่างมันเถอะค่ะ ขืนอยู่กับยัยโสโครกนั่นมีหวังดาหัวใจวายพอดี คนอะไรไม่เคยพบไม่เคยเห็น
            เสียงของหญิงผู้นั้นกลืนหายไปเมื่อลิฟต์ปิดและเลื่อนขึ้นชั้นบน หญิงขี้เมาตัวอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง เธอพยายามพยุงตัวเองยืนอย่างทุลักทุเล พอเห็นปุ่มสีแดงหยุดที่ชั้น 20 รางๆ หญิงสาวจึงค่อยๆ ลากสังขารไปรอหน้าลิฟต์ ครั้นประตูเปิดออก ร่างโทรมๆ เหม็นหึ่งไปด้วยเหล้าถึงกับโซซัดโซเซล้มลงไปนอนกองอยู่บนพื้นไม่ต่างจากกองขยะเน่าๆ กองหนึ่ง
            หล่อนได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งมาตามทางเดิน ใครกันนะหญิงสาวพยายามผงกศีรษะอันหนักอึ้งขึ้นมอง
            “ปิ่น…” เสียงนั้นแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง
            “ปิ่น…” เสียงนั้นเลือนราง จนแทบจะลืมไปแล้วว่าชื่อใคร
            “ปิ่น…” มันดังใกล้เข้ามา กรีดก้องแหวกเข้าไปในโสตประสาท มือหล่อนเริ่มเกร็งและสั่น
            “ปิ่นปัก
นั่นคือชื่อฉันสินะบนโลกใบนี้จะมีใครสักกี่คนที่รู้จักชื่อนี้ มันช่างน่าสังเวชที่มีชีวิตไม่ต่างจากแมลงสาบ ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ แม้แต่ชื่อตัวเองก็ไม่อาจเปิดเผยให้คนทั้งโลกรู้ได้
ใช่สินะมันเป็นชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่เกิด ฉันเป็นลูกที่ถูกพ่อแม่ทิ้งมีชีวิตก็เหมือนไม่มี อยู่อย่างคนไร้ตัวตนแบบนั้น มันยิ่งกว่าแมลงสาบ
            “ปิ่นปิ่น
            อย่าเรียกฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนั้น เพราะฉันไม่สมควร ไม่มีใครต้องการ
            “ฮือ..ฮือฮิตเลอร์เอาฉันไปทำปุ๋ยที…”
            เสียงเล็กแหลมกรีดก้องไปทั้งตึก จนหลายห้องต้องเปิดประตูออกมาตะโกนด่า
            “นี่มันตีหนึ่งแล้วโว้ย คนจะหลับจะนอนช่วยเบาเสียงหน่อยได้มั้ย นังบ้า!
            ชายหัวล้านลงพุงตะโกนขึ้นอย่างเดือดดาลแล้วปิดประตูปังตามอย่างฉุนเฉียว ชายหนุ่มที่เข้ามาช่วยพยุงใช้มือประกบปากเธอเอาไว้หลวมๆ
            “คาย คายวะ บังอาจเอาหม้อมาปิดปากเจ๊
            หญิงสาวแกะมือเขาออกพัลวัน ได้ยินเสียงหายใจดังฮืดฮาด เขาพยุงหล่อนไปจนถึงประตู ถือวิสาสะกดรหัสห้องเข้าไป เมื่อยื่นมือไปเปิดสวิตช์ไฟ ทันทีที่แสงไฟนีออนสาดสว่าง ชายหนุ่มถึงกับเบิกตาโพลงราวกับเห็นผี คำรามขึ้นแทบไม่เป็นภาษาคน           
เหวอออ..นี่มันนรกยกมาไว้ชั้น 20 ชัดๆ
            สภาพห้องเวลานั้นไม่ต่างกับโรงขยะเก็บของเก่า ทั้งเสื้อผ้า หนังสือ กระดาษวางเกลื่อนกลาดไม่เป็นระบบระเบียบ หนังสือบางส่วนถูกนำมาตั้งสูงเป็นกำแพงล้อมรอบโซฟา ถ้าพังลงมาคงทับเจ้าของห้องตายคาที่โดยไม่รู้สึกตัว
            ชายหนุ่มนำร่างหญิงสาวนอนบนโซฟาหนังสีดำ ถอนหายใจเฮือก จ้องมองสภาพห้องก็นึกอยากวิ่งหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ไม่เข้าใจว่าหล่อนอาศัยอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร มันเกินคำบรรยายจะเรียกว่าที่อาศัยของมนุษย์
……….
            ปุณวัฒน์ บราวน์เด็น  ทิ้งเสื้อผ้าที่เปื้อนคราบอาเจียนลงถังขยะอย่างไม่ไยดี   ทั้งๆ ที่อุตส่าห์แวะมากรุงเทพฯ เพื่อพักผ่อนหาความสำราญแท้ๆ แต่กลับต้องมาเจอกับความซวยเข้าจนได้
            “อึ๋ยขยะแขยง มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันนะ?”
            เขาบ่นพึมพำ ไม่อยากจินตนาการไปไกลว่าโลกจะแตกเร็วๆ นี้ ถ้ามีผู้หญิงสกปรกยิ่งกว่าหนูแบบนั้นเต็มโลก เคยสัมผัสกับผู้หญิงมาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นใครที่จะโสโครกเท่านี้มาก่อน
            ญาดานางแบบสาวคู่ขาของเขาที่หิ้วมาจากผับไฮโซชื่อดังก็เผ่นกลับไปเรียบร้อย เจ้าหล่อนโมโหเกินกว่าจะอยู่ร่วมตึกกับหญิงบ้าคนนั้น
            ดาจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก
            หล่อนไม่ควรโพล่งประโยคนั้นออกมา เขาคิด ช่างปะไรโลกนี้ยังมีผู้หญิงอีกตั้งเยอะแยะที่มายืนรอคิวให้เขาเลือก เพียงแค่กระดิกนิ้วก็ขี้คร้านจะเลือกไม่หวาดไม่ไหว
            ชายหนุ่มเดินเข้าไปอาบน้ำชำระคราบอัปมงคลของ ยัยบ้าคนนั้นที่ฝากไว้ออกไปจากตัว ยังนึกขยะแขยงและสยองไม่หายกับวินาทีที่ผู้หญิงสติไม่ดีอาเจียนพุ่งออกมา
            “อึ๋ยย..เขาถูตัวแรงๆ ทำท่าขนลุก สั่นหัวไปมาภายใต้สายน้ำที่ไหลแรง ไม่อยากนึกถึงภาพอุบาทว์นั้นอีก โลกนี้ยังมีคนสกปรกแบบนั้นหลงเหลืออยู่อีกหรือ เขาคิด ก่อนจะยื่นมือไปปิดฝักบัว แล้วคว้าเอาผ้าขนหนูสีขาวมาพันท่อนล่างไว้ จากนั้นก็เดินนวยนาดออกไปด้านนอก ชายหนุ่มสำรวจไปรอบๆ เริ่มจาก ห้องแต่งกาย ภายในตกแต่งสวยหรู เสื้อผ้ายี่ห้อดังถูกจัดแขวนอย่างเป็นระเบียบ รองเท้าหนังชั้นเลิศจากอิตาลีวางเรียงรายอวดโฉมกันเต็มชั้น ในตู้กระจกใสจัดเต็มด้วยนาฬิกาไม่ซ้ำยี่ห้อ แต่ละเรือนราคาเท่ากับบ้านสองหลังตามชานเมือง
            พอออกจากห้องแต่งกายก็เยื้องย่างไปยังห้องนอนที่แสนสะอาดสะอ้านและหอมกรุ่นราวกับอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้นานาพรรณ แล้วตามด้วยห้องนั่งเล่น เขากวาดสายตาราวกับเหยี่ยว จดจ้องมองของแต่ละชิ้นอย่างพิถีพิถัน ถ้าชิ้นไหนวางไม่ตรง หรือไม่เข้ากันก็จะไม่ปล่อยให้ผ่านเลย และจะหงุดหงิดขึ้นมาทันทีถ้าหากเห็นแม้แต่ไรฝุ่น
            “เพอร์เฟกต์!
หนุ่มลูกครึ่งอุทานกับตัวเอง เมื่อมาหยุดยืนตรงหน้ากระจกใส ความสูง 185 เซนติเมตร กล้ามเนื้อที่นูนขึ้นมาตามร่างกายเผยให้เห็นความแข็งแรงสมบูรณ์ของชายวัย 32 มองดูสง่างามไร้ที่ติ เขาคิดว่าโลกของเขาสมบูรณ์แบบ พระเจ้าไม่เคยทำอะไรผิดพลาด คนสมบูรณ์แบบเช่นเขามักเกิดมาคู่กับสิ่งที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น
……….
            แสงแดดอ่อนๆ สาดผ่านกระจกใสเข้ามาโลมไล้ใบหน้าของคนนอนบนโซฟา ปลุกหญิงสาววัย 26 งัวเงียตื่นขึ้น ใบหน้าหล่อนเริ่มบิดเบี้ยวเมื่อสัมผัสแสงจากดวงอาทิตย์ ไม่ชอบเลยแสงสว่าง หล่อนด่าทอในใจ มันสว่างเกินไปในโลกสีหม่นของเธอ
            “ตื่นแล้วหรือ ยัยเพื่อนเมรีขี้เมา?”
            เสียงคุ้นหูดังแว่วมาจากห้องน้ำ ชายผู้นั้นเดินออกมายืนบังแสงแดดเจิดจ้าไว้พอดี ปิ่นปักผงกศีรษะขึ้นมอง ยกมือขยี้ตาไปมาคฑากร
            “ก็ใช่น่ะสิ เจอกันทีไรเธอเป็นเมาทุกที
            “นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วใครมาเก็บข้าวของของเรา ทำไมห้องเป็นแบบนี้?”
            หญิงสาวมองไปรอบๆ พบข้าวของถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้านมองดูแปลกตา แต่หล่อนกลับไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาซะเลย ราวกับว่ากำลังถูกบุกรุกความเป็นส่วนตัว
            “แล้วจะหาของเจอได้ไงล่ะคราวนี้
            เสียงนั้นเกรี้ยวกราดกว่าเคย  โลกที่หล่อนเพียรสร้างขึ้นอย่างยาวนาน ได้พังทลายจนหมดสิ้นด้วยน้ำมือเพื่อนสนิท ชายหนุ่มถึงกับตกใจกับอารมณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของหญิงสาว
            “เราอุตส่าห์ทำความสะอาดให้ จะขอบคุณสักคำก็ไม่มี ยังมาด่าอีก
            “ฉันยังไม่ได้อนุญาตให้นายทำอะไรเลยไอ้เพื่อนบ้า แล้วนายมาจุ้นทำไม
            เสียงตะโกนถูกส่งออกไปพร้อมกับหมอน ชายหนุ่มวิ่งหลบพัลวัน พอเห็นท่าว่าคงคุยกันไม่รู้เรื่องเป็นแน่ เขาจึงรีบเผ่นแน่บออกจากห้องไปทันที ก่อนปิดประตูลงยังไม่วายโผล่หน้าเข้ามาร้องบอกว่าไปล่ะ แล้วสายๆ จะโทรมาใหม่
            “ไป้ ไปซะไอ้เพื่อนบ้า แล้วอย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีก
            คฑากรถือวิสาสะจัดห้องใหม่ให้ แต่มันสะอาดและโล่งจนเธอรู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย หนังสือถูกเลื่อนไปเก็บตรงมุมห้องจนหมด หล่อนอุตส่าห์นำมากั้นเป็นห้องส่วนตัวแท้ๆ แต่เขาคงไม่รู้หรอกว่าการได้อยู่ท่ามกลางหนังสือมันอบอุ่นเพียงใด เป็นโลกลี้ลับ ไร้ขอบเขตจำกัด เป็นทั้งมิตรแท้ อาจารย์ ครอบครัว เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเธอ
            จำได้ว่าเธอไม่เคยเดินเข้าไปนอนที่ห้องนอนใหญ่เลยตั้งแต่ซื้อคอนโดมิเนียมหรูแห่งนี้เมื่อประมาณสองปีก่อน เธอหลงใหลการใช้ชีวิตอยู่กับโซฟา กิน นอน ทำงานวนเวียนอยู่บนโซฟา
            คอนโดนี้คือบ้านหลังแรกที่ซื้อมาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการรับจ้างเขียนหนังสือให้คนอื่น หรือที่ใครต่อใครเรียกว่า โกสต์ไรเตอร์หรือนักเขียนเงา
            อาชีพนักเขียนเงาแม้จะไม่มีใครรู้จัก แต่อาชีพนี้ก็ทำให้เธออยู่ได้อย่างสบาย คฑากรเป็นทั้งเพื่อนสนิทและบก. เขาคิดถึงเธอก่อนใครเพื่อนเมื่อมีคนติดต่อให้เขียนหนังสือ ต้องขอบคุณเขาหล่อนคิด ถ้าไม่ได้คฑากร ป่านนี้ชีวิตเส็งเคร็งคงป่นปี้ยิ่งกว่าปุ๋ย
              ปัญหาใหญ่ในชีวิตคือ ถ้าให้ทำงานในบริษัทเธอก็คงทำได้ไม่เกินสามวัน เธอคิดว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าเบื่อ วันๆ เอาแต่ทำงานค้นหาเงินเพื่อนำไปซื้อข้าวของและอาหารประทังชีวิตให้อยู่รอด วกวนเหมือนมดปลวกขนเศษอาหารเข้ารัง ชีวิตคนเราถ้าไม่ตายเพราะสาเหตุบางอย่าง พอแก่มาก็ต้องตายอยู่ดี นี่แหละชีวิตมันเป็นแบบนั้นเสมอมา ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะทำให้คนอยู่ค้ำฟ้า หล่อนจึงไม่อยากดิ้นรนขวนขวาย ขออยู่ในโลกสีหม่นๆ ทึมๆ ท่ามกลางหนังสือ และเป็นโกสต์ไรเตอร์ไร้ตัวตนไปเรื่อยๆ ถ้าใครกล้าจ้าง หล่อนก็กล้าอ้าแขนรับ
ตั้งแต่เริ่มทำงานเป็นนักเขียนเงาหลังเรียนจบปริญญาตรีเมื่อสี่ปีก่อน เป็นความโชคดีที่เหล่าบรรดาไฮโซต่างคลั่งไคล้นามปากกาของเธอ จึงรับทรัพย์อื้อมาตลอด โลกก็บ้าบอแบบนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน หล่อนคิด สิ่งที่แน่นอนมีสองอย่างคือ ถ้ามีชีวิตก็ต้องเสียภาษี หรือไม่เช่นนั้นก็ลงไปนอนอยู่ในหลุม หมดเรื่องไป นี่แหละชีวิต…           
หญิงสาวพยุงกายลุกจากโซฟา รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ จำได้เพียงรางๆ ว่าทะเลาะกับใครบางคนในลิฟต์ คฑากรก็คงมาเจอเธอบริเวณหน้าลิฟต์หรือเปล่านะ หล่อนไม่แน่ใจ เขาคงมาพบเรื่องงานอีกตามเคย หล่อนคิด
            ปิ่นปักเดินไปยังตู้เย็นที่เต็มไปด้วยขวดน้ำและกระป๋องเบียร์ แต่กลับไม่มีอาหารหรืออะไรที่พอจะกินได้เลยสักอย่าง หล่อนกรอกน้ำใส่ปากเสียงดัง เดินเตร่ไปมาสำรวจข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องที่ถูกจัดเก็บใหม่โดยฝีมือคฑากร ทำให้ไม่ชินเอาเสียเลยกับความเป็นระบบระเบียบเช่นนี้
สักพักเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น หญิงสาวแทบไม่มองว่าเป็นใครโทรมา เพราะในเครื่องก็มีอยู่เพียงแค่เบอร์เดียวเท่านั้นที่บันทึกไว้
            “ไง?”
            “หายโกรธยัง?” เสียงปลายทางถามขึ้น
            “เออมีไรว่ามา
            “เห็นเอกสารในซองสีน้ำตาลยัง เป็นข้อมูลคร่าวๆ ที่ปิ่นต้องศึกษาก่อนนำไปเขียน
            ปิ่นปักสอดส่ายสายตาสำรวจไปรอบๆ ห้อง สังเกตเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่บนโต๊ะอาหาร หล่อนจึงเดินเข้าไปหยิบมาเปิดออกดู ก่อนตอบปลายทางสั้นๆ
อืม เห็นล่ะแล้วกดวางสาย
            “ข้อมูลของเหยื่อรายต่อไปเป็นใครกันน๊า…”
            หญิงสาวเปิดอ่านข้อมูลคร่าวๆ ด้วยท่าทางเบื่อหน่ายหลายปีมานี้ไม่มีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นให้หล่อนได้เขียนถึงเลยมีแต่ผู้ว่าจ้างเฟคทั้งนั้น คนนี้ก็คงเหมือนกัน หล่อนคิด
            “นายปุณวัฒน์ บราวน์เด็น ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เจ้าของเกาะ A เจ้าของรีสอร์ต เจ้าของสำนักพิมพ์ และผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง B ดีจัง แบบนี้ชอบ คนนี้คงจ่ายงาม
            หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง พอไล่อ่านดูเงื่อนไขก็ต้องชะงัก
            “หะ ให้คนเขียนเดินทางไปสัมภาษณ์ที่เกาะด้วยตัวเองจนกว่าจะเขียนเสร็จตามสัญญาจ้าง ค่าใช้จ่าย ค่าที่พัก ผู้ว่าจ้างออกให้หมด จะบ้าหรือเปล่า อีตาลูกครึ่งคนนี้ท่าทางจะสติฟั่นเฟือน สัญญาแบบนี้มันเผด็จการชัดๆ
            หญิงสาวทิ้งเอกสารลงบนโต๊ะอย่างหัวเสีย หายใจฟืดฟาดรู้สึกเหมือนกำลังถูกท้าทาย แต่ไหนแต่ไรโกสต์ไรเตอร์อย่างหล่อนไม่เคยต้องออกไปทำงานสัมภาษณ์ด้วยตัวเองมาก่อน เพราะคฑากรเป็นคนจัดการว่าจ้างเด็กไปสัมภาษณ์เก็บข้อมูล และถ่ายภาพเกือบทุกขั้นตอนแล้วนำเอาข้อมูลมาให้หล่อนเขียนเรียบเรียงใหม่อีกที ซึ่งก็ไม่เคยมีผู้ว่าจ้างคนไหนต้องเรื่องมากกำหนดเงื่อนไขบ้าบอแบบนี้สักราย
            สักพักได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า ปิ่นปักกดรับสายใบหน้าบึ้งตึง อีกฝ่ายถามมาตามสายแบบเกร็งๆ
            “อ่านแล้วใช่ไหม ปิ่นคิดยังไง?”
            “ให้คนอื่นไปทำเหอะ ไม่ใช่สไตล์ฉันหล่อนตอบห้วนๆ
            “นี่แปลว่ายังไม่เปิดดูตัวเลขหน้าสุดท้ายล่ะสิ
คฑากรบอก
            “ทำไม เยอะเลยหรือ?”
หญิงสาวถามอย่างใคร่รู้ เดินกลับไปเปิดพลิกดูเอกสารหน้าสุดท้าย พอเห็นจำนวนตัวเลขที่มีเลขศูนย์เขียนติดกันเฉียดเข้าไปเจ็ดหลักถึงกับทำตาโต
            “1 2 3 4 5 6 7….หนึ่งล้านหนึ่งล้านบาท บ้าไปแล้ว
            หญิงสาวร้องเสียงหลง ยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง พอลองนับตัวเลขทวนไปมาถึงสามครั้งก็แทบเป็นลมล้มทั้งยืน
            “คนจ้างบอกตัวเลขผิด หรือนายพิมพ์ผิดกันแน่ หือนายกร?” หล่อนกรอกเสียงถามไปอย่างไม่มั่นใจ ได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับมาว่า
ไม่ผิดหรอก ผู้ว่าจ้างพูดและกรอกตัวเลขเองกับมือ
            “ทำไมจึงต้องให้ผู้เขียนเดินทางไปสัมภาษณ์ด้วยตัวเองล่ะ ส่งคนอื่นไปแทนได้ไหม?” นักเขียนสาวต่อรองผิดคน
            “ไม่ได้ เขาเน้นย้ำมาเลยว่าต้องเป็นผู้เขียนไปเองเท่านั้นเพราะต้องการให้เห็นโลเคชันของเกาะและรีสอร์ตที่จะเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เลยอยากให้ผู้เขียนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองแล้วนำมาเขียนน่ะ
            คฑากรอธิบายวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้างให้หล่อนฟังคร่าวๆ
            “ถ้าเป็นแบบนี้ เราคงต้องปฏิเสธ ทำไมไม่จ้างนักเขียนคนอื่นในสังกัดของนายก็เห็นมีออกตั้งเยอะแยะ
            แม้ค่าจ้างจะงาม แต่ถ้าให้ออกเดินทางไปเผชิญหน้ากับผู้คนข้างนอกที่น่ากลัวนั่น หล่อนก็เริ่มถอดใจ นานแค่ไหนแล้วนะที่เธอไม่ได้สื่อสารกับคนอื่นๆ นอกจากคฑากร
สำหรับปิ่นปักโลกข้างนอกนั่นก็เหมือนนรกคนเป็น จิตใจมนุษย์ถูกกัดกินจากความชั่วร้ายจนสิ้นหวังไม่ต่างจากเรื่องกล่องแพนโดราที่ถูกเปิดให้สิ่งชั่วร้ายไหลสู่จิตใจมนุษย์ เธอจะรู้ได้อย่างไรว่ายังมีความดี หรือความหวังหลงเหลืออยู่ภายในจิตใจของคนแปลกหน้าเหล่านั้นสักกี่คน ความตายเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวก็จริง แต่ถ้าจะให้ตายก็ขอตายอย่างสงบอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือดีกว่า หญิงสาวคิด
            “คนนี้ต่างจากผู้ว่าจ้างรายอื่น เขาระบุว่าต้องเป็น สายนทีเท่านั้น ไม่เอาคนอื่น อีกอย่างเรายังไม่บอกเธอเรื่องบอสส์คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเทคโอเวอร์สำนักพิมพ์ของเรา ก็คือเขานี่แหละฉะนั้นงานนี้ปิ่นคงไม่มีข้ออ้างไม่รับไม่ได้แล้วล่ะ
            เสียงของคฑากรแว่วมาตามสาย กระชากหัวใจอันอ่อนล้าของหญิงสาวแทบทรุดลงกับพื้น โลกทั้งใบที่อุตส่าห์ถนอมเก็บ
รักษามาอย่างเงียบสงบ สงสัยมีหวังจะต้องถูกผ่าเละเป็นแตงโมครึ่งซีกก็คราวนี้เอง...
ไม่อยากออกไปเผชิญกับโลกวุ่นวายภายนอกนั่นเลย ให้ตายสิพับผ่า! 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น