สะดุดรักยัยโกสต์ไรเตอร์โลกหม่น EP-5




EP-5 ผมโดนคุณไสย


       


ไม่มีใช่มั้ย งั้นสรุปว่าปลั๊กไฟพวกนี้ฉันยึด
หญิงสาวร้องขึ้น พร้อมกับชูปลั๊กไฟในมือ ปุณวัฒน์ร้อนใจเดินรี่เข้าไปหวังจะแย่งคืนกลับมา
คุณบ้าไปแล้ว เอาคืนมา
เขายื่นมือออกไปเพื่อขอคืน
            ไม่ได้ จนกว่าฉันจะทำงานให้คุณเสร็จค่อยคืน
หล่อนยืนกราน เบี่ยงตัวหลบปุณวัฒน์ที่พยายามยื่นมือมาไขว่คว้าปลั๊กไฟ  
เอามา
เขาชักสีหน้าไม่พอใจ เมื่อหญิงสาวตรงหน้าไม่มีทีท่าจะยอมคืนปลั๊กไฟให้ง่ายๆ ปิ่นปักเองก็ดื้อรั้นไม่มีใครเทียบเท่า หล่อนปกป้องปลั๊กไฟเอาไว้จนสุดกำลัง วิ่งหลบเงื้อมมือของอีกฝ่ายเป็นพัลวัน
ชายหนุ่มวิ่งไล่ตามจับหล่อนไปรอบๆ โต๊ะรับประทานอาหารอย่างไม่ลดละ จนทั้งคู่ต่างเหนื่อยหอบ ปุณวัฒน์อาศัยจังหวะที่หญิงสาวเผลอ ขณะอีกฝ่ายยืนหยุดหอบหายใจ เขาวิ่งเข้าไปคว้าตัวหล่อนไว้ได้ ใช้มือใหญ่หนาโอบรัดเอวจากทางด้านหลัง เพื่อไม่ให้หล่อนมีโอกาสดิ้นหลุดรอดไปได้ง่ายๆ
ตอนนี้จะคืนมาดีๆ หรือยัง?”
เขาก้มถาม ลมหายใจเป่ารดแก้มเนียนดังฟู่ หญิงสาวสะบัดหน้าหันไปจะต่อปากต่อคำ แต่ริมฝีปากหล่อนกลับชนเข้ากับริมฝีปากเขาอย่างไม่ตั้งใจ ทันใดนั้นร่างทั้งสองราวกับโดนกระแสไฟฟ้าช็อตไปทั่วร่าง จนทั้งคู่ถึงกับผงะดีดตัวห่างออกจากกันด้วยความตกใจ
ปุณวัฒน์นิ่งงันชั่วครู่ รู้สึกงงงันเล็กน้อยกับปรากฏการณ์ประหลาดนั้น ไม่ต่างจากปิ่นปักที่เอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวดครุ่นคิดหาสาเหตุ เรื่องบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย ความรู้สึกบ้าบอแบบนี้ ไม่ชอบเลย ขมุกขมัวเหมือนกระจกเปื้อนฝุ่น แต่ก็ช่างเถอะหล่อนคิด ปล่อยให้มันขุ่นมัวแบบนั้นแหละ เรื่องไร้สาระแบบนี้คิดไปก็เปลืองสมอง
ฉันไปก่อนล่ะ ส่วนปลั๊กไฟนี่ขอเก็บไว้ซักเดือน เสร็จงานแล้วจะคืน กล่าวจบ นักเขียนสาวก็เผ่นแน่บออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เจ้านายหนุ่มได้แต่ยืนมองตามหลัง รู้สึกมึนงงระคนสับสนในตัวเอง
“What happened to me? …Why her? ”
เขาบ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง พลางยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจดังตึกตักๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ หรือยัยนักเขียนเงาคนนั้นจะเล่นคุณไสยใส่เขาเข้าให้แล้วแบบนี้ก็ซวยล่ะสิใบหน้าชายหนุ่มบิดเบี้ยวเหมือนคนสติแตก
อ๊ากกกยัยโกสต์บ้า!
ปิ่นปักหันหลังชนกับกำแพงหน้าบ้านพักอย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรง สองมือกำปลั๊กไฟแน่นยกขึ้นทาบที่หน้าอก แข้งขาสั่นราวกับเจ้าเข้า
เกิดบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย ร้อยวันพันปีไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นา หล่อนพยายามเรียกสติและจิตใจที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา แต่ใบหน้าและริมฝีปากหนานุ่มของเจ้ากรรมนายเวรกลับลอยเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ปิ่นปักสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ภาพนั้นออกไป แล้วสบถตามหลายคำ
ถุย! ถุย! ถุย! ห่าเอ๊ย!
 ใช้ฝ่ามือถูริมฝีปากตัวเองไปมาราวกับต้องการลบเอารอยอัปมงคลออกไปให้พ้นๆ จากปาก
แค่เมาท์ทูเมาท์ ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ช่างมันเหอะ
 เสียงบ่นงึมงำนั้นทำให้แตงโมที่เปิดประตูบ้านออกมานึกสงสัย มีอะไรหรือคะพี่ ใครเม้าท์ใคร หนูขอเม้าท์ด้วยคนได้หรือป่าว กำลังคันปากพอดี
ปิ่นปักสะดุ้งตกใจ เมื่อหันไปเห็นเด็กสาวผมแดงยื่นหน้าเหลี่ยมๆ เข้ามาขอเผือก
โอ๊ย! ตกใจหมด ทำไมเธอโผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้ล่ะ?”
ก็พี่ใจลอยเองนะคะจะโทษแตงโมไม่ได้หรอก แล้วมีอะไรหรือคะ?”
ปะ เปล่านี่ มีอะไรเสียที่ไหนเล่า ไม่มี้ เธอคิดมากไปเอง
รีบปฏิเสธทันควัน แต่บนใบหน้าหล่อนเขียนคำโตๆ ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นเต็มไปหมด
แล้วนี่ปลั๊กไฟอะไรเหรอคะ พี่เอามาจากไหน?”
เด็กสาวถามอย่างสงสัย ปิ่นปักทำหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนนำปลั๊กไฟซ่อนไว้ด้านหลัง ปฏิเสธเสียงแข็งตามเดิม
ไม่มีอะไร เก็บได้แถวๆ นี้แหละ ไม่รู้ใครทำหล่น เธอจะไปไหนก็รีบไปเหอะ ฉันจะเข้าไปพักผ่อน เหนื่อยมาทั้งวัน
หล่อนว่า พลางไล่แตงโมให้รีบไป เด็กสาวทำหน้างงหนักเข้าไปอีก แต่ก็ไม่กล้าซักถามอะไรต่อ เพราะเห็นว่าเป็นแขกเจ้านายจะจุ้นจ้านถามโน่นถามนี่มากไปก็กลัวจะเป็นการเสียมารยาท
เอางั้นหรือจ๊ะ ถ้าพี่ต้องการอะไรก็กดกริ่งเรียกแตงโมได้ตลอดเลยนะจ๊ะ อย่าลืมหมายเลข 5 นะหมายเลข 1 คือเจ้านาย หมายเลข 2 พ่อบ้านใหญ่ หมายเลข 3 ออฟฟิศ หมายเลข 4 คุณน้าเล็ก หมายเลข 5 ห้องรับใช้ทั่วไป หมายเลข 6…”
พอๆ แล้ว แค่หมายเลข 5 ก็พอแล้ว ส่วนเลขอื่นๆ ฉันไม่อยากรู้หรอก เธอไปเถอะ
พูดจบก็ทำท่าสะบัดมือเป็นเชิงไล่ให้เด็กสาวรีบไป พอแตงโมผละจากไป ปิ่นปักก็รีบวิ่งเข้าบ้านล็อกประตู รี่ตรงไปที่ห้องนอน แล้วทิ้งร่างแข็งทื่อนอนหงายบนเตียงไม่ต่างจากซากศพ ดวงตาเย็นชาคู่นั้นเบิกโพลงมองเพดานอย่างคนสับสนสุดชีวิต
ตายห่าล่ะทีนี้ สงสัยกูจะโดนคุณไสยเข้าให้แล้วสิ ทำไมจู่ๆ ใจมันถึงเต้นไม่ยอมหยุดแบบนี้ล่ะโว้ย!
……….
ร่างระหงสูงโปร่งอย่างนางแบบเดินโต๋เต๋มาที่ท่าเรือ หล่อนทอดสายตามองออกไปยังทะเลอันเวิ้งว้างด้วยท่าทางหวาดกลัวและสับสน
ไม่มีที่ไหนที่เธอจะสามารถกลับไปได้อีกแล้ว ที่บ้านหลังนั้นก็ไม่ต่างจากนรก มีเพียงเงิน เงิน และเงิน เท่านั้นที่พวกเขาต้องการ เด็กสาวอดคิดไม่ได้ว่าเธอเติบโตและมีชีวิตรอดมาได้อย่างไร ภายใต้แรงกดดันแบบนั้น ตั้งแต่จำความได้ ทุกวันหล่อนต้องได้รับมอบหมายหน้าที่จากผู้อุปการะให้ออกไปเร่ขอทานเพื่อหาเงินเข้าบ้าน พอโตขึ้นก็ถูกบังคับให้ไปทำงานใช้แรงงานสารพัดเพื่อหาเงินอีกเช่นกัน ความรักความอบอุ่นแบบครอบครัวอย่าหวังว่าจะได้สัมผัส หล่อนก็แค่ถูกเลี้ยงดูเพื่อทดแทนพระคุณของพวกเขาเท่านั้น แต่หล่อนก็มีโชคดีอยู่บ้างที่พวกเขายังอนุญาตให้เข้าเรียนจนจบชั้นมัธยมปลาย แต่กระนั้นหล่อนก็ยังต้องทำงานพาร์ทไทม์ถึงสองสามงานควบคู่ไปด้วย ทว่าชีวิตที่วาดหวังว่าจะพ้นจากนรกขุมนั้นกลับพังทลายลงอีกเมื่อเธอเรียนจบชั้นมัธยมปลาย
ตอนนี้ได้เวลาที่เธอต้องออกไปหาเงินเต็มเวลาแล้ว เธอมีรูปร่างหน้าตาเป็นทรัพย์ก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ซะ ไปเป็นพริต
ตี้ หรือนางแบบก็ได้ พวกนี้ได้เงินเร็วดี ส่วนมหาลัยอย่าฝันเลย ถึงเรียนไปก็แค่นั้นต้องออกมาหางานทำอยู่ดี สู้ทำงานหาเงินตอนที่เธอยังสาวยังสวยตอนนี้แหละดีที่สุด ถ้าเดือนไหนเธอหาเงินเข้าบ้านได้ไม่ถึงห้าหมื่นก็อย่าคิดว่าจะได้กลับมาเหยียบบ้านฉัน ออกไปนอนอยู่ข้างถนนโน่น
ปลายฟ้าทรุดนั่งลงที่ท่าเรือ หล่อนเริ่มตัวสั่นเมื่อนึกถึงหนทางข้างหน้า มันช่างมืดแปดด้านและมองไม่เห็นฝั่งเหมือนทะเลยามนี้ สักพักเรือด่วนก็วิ่งเข้ามาจอดเทียบท่า ผู้โดยสารประมาณสิบกว่ารายได้ทยอยลงจากลำเรือ ผู้คนต่างส่งเสียงพูดคุยกันดังจ้อกแจ้กจอแจ พอเดินผ่านมาเห็นนางแบบสาวนั่งแหมะกับพื้นต่างก็เหลือบมองด้วยความสงสัย แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปพูดคุย ไม่มีแม้แต่มดสักตัวจะเดินเฉียดเข้าไปใกล้ หล่อนรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาไหลซึมด้วยความน้อยอกน้อยใจกับโชคชะตาที่เกิดมาอาภัพ เหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกอันโหดร้ายตามลำพัง
ในเวลาอ่อนแอแบบนี้ ทำให้ปลายฟ้าฉุกคิดถึงผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้น ฮีโร่หญิงที่ได้ช่วยชีวิตเธอให้รอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายเมื่อเช้า ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนแรกและคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอ โดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ หรือสิ่งตอบแทนใดๆ ผู้มีพระคุณคนนั้นเป็นใครกันนะ ปลายฟ้าตั้งคำถามกับตัวเอง
เด็กสาวพยุงร่างแบบบางลุกขึ้นจากพื้น หันกลับไปมองยังรีสอร์ตที่จากมา ทั้งนึกเสียใจและเสียดายที่ยังไม่มีโอกาสได้กล่าวลา และขอบคุณผู้มีพระคุณคนนั้น
ประชาสัมพันธ์ลาออกไปอีกแล้ว เพิ่งเข้าทำงานได้แค่อาทิตย์เดียว สงสัยเธอจะทนเสียงเทศนาของเจ้านายเราไม่ไหวกระมั้ง
หญิงสาวรายหนึ่งกล่าวกับเพื่อนสาวอีกคนวัยไล่เลี่ยกันขณะเดินผ่านปลายฟ้า
ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ทางรีสอร์ตก็กำลังเปิดรับสมัครงานอีกรอบล่ะสิ เห็นเมื่อวานมีคนแห่มาสมัครกันเพียบ แต่ไม่รู้ว่าจะถูกใจเจ้านายเราหรือเปล่านี่สิ
คำพูดของสาวอีกคนทำให้ดวงตาปลายฟ้าวาบขึ้นด้วยความหวัง
พี่คะ ขอโทษค่ะ เมื่อกี้ได้ยินพวกพี่คุยกัน ที่นี่กำลังเปิดรับสมัครพนักงานใหม่อยู่หรือคะ
หญิงสาวทั้งสองต่างหันมองปลายฟ้าอย่างนึกแปลกใจ
ฉันอยากสมัครงานนี้ค่ะ พวกพี่พาฉันไปสมัครหน่อยได้ไหมคะ?” หญิงสาวกล่าววิงวอน พอเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของอีกฝ่าย ทั้งสองสาวจึงนำทางหล่อนไปยังออฟฟิศใหญ่ซึ่งตอนนั้นกำลังเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นพอดี
พวกเธอทำงานกันยังไง ระวังหน่อยเดี๋ยวเจ้านายมาตรวจพวกเธอจะเดือดร้อน ตั้งใจหน่อย อย่ามัวแต่เล่นโทรศัพท์จนเสียงานเสียการ ถ้าคราวหน้ามีลูกค้ามารายงานเรื่องความประพฤติของพวกเธออีก ฉันจะไม่ปล่อยให้ถึงมือเจ้านายแน่ ฉันนี่แหละจะจัดการไล่พวกเธอออกเอง จำไว้
นฤมล ผู้จัดการสาวใหญ่วัยย่างสี่สิบกำลังว่ากล่าวตักเตือนพนักงานต้อนรับประมาณสิบกว่าราย ใบหน้าเคร่งเครียด พอปลายฟ้าผลักประตูเข้าไปในออฟฟิศแห่งนั้น บรรยากาศอึมครึมก็เปลี่ยนไปทันที ร่างระหงได้สัดส่วนบวกกับใบหน้าหวานงดงามไร้ที่ตินั้นได้ดึงดูดความสนใจของทุกคนจนลืมเรื่องราวต่างๆ พนักงานชายต่างหันกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นเต้น ส่วนพนักงานสาวๆ ก็พากันทำหน้าเบ้ด้วยความอิจฉาอยู่นิดๆ
อ้าว! นึกว่าเจ้านายมา แล้วคุณเป็นใครคะ?”
ผู้จัดการสาวใหญ่เอ่ยถามปลายฟ้าด้วยความอยากรู้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ยอมรับอยู่ลึกๆ ว่าเด็กสาวผู้นี้ช่างสวยงามไร้ที่ติจริงๆ
นั่นนางแบบที่มีเรื่องกับผู้กำกับถ่ายแบบโฆษณาคนเมื่อเช้านี่คะผู้จัดการ
พนักงานหญิงรายหนึ่งคันปากยิกๆ ชิงตัดหน้าเพื่อนร่วมงานเดินเข้าไปกระซิบรายงานเพื่อหวังเอาหน้า
คือว่า น้องเขาอยากมาขอสมัครงานตำแหน่งที่ว่างอยู่ค่ะผู้จัดการ หนูเลยพามาที่ออฟฟิศ
พนักงานหญิงที่พาปลายฟ้ามา รายงานขึ้น
ตำแหน่งประชาสัมพันธ์น่ะหรือ?”
ค่ะปลายฟ้าตอบสั้นๆ แววตามุ่งมั่น หล่อนคิดว่ายังไงเสียก็ต้องเอาตำแหน่งงานนี้มาเป็นของเธอให้ได้ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เธอมีที่ซุกหัวนอนและสามารถมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้
มีคนมาสมัครทิ้งไว้แล้วหลายคน คุณคงต้องรอคิวหลายคิวหน่อยนะ แล้วตอนนี้คุณไม่เป็นนางแบบแล้วหรือ?”
พอได้ยินว่าต้องรอคิว ใจของปลายฟ้าถึงกับหล่นวูบลงไปกองอยู่บนพื้น เด็กสาวรู้ว่างานแต่ละตำแหน่งต้องรอให้ผ่านการสัมภาษณ์จากนายจ้างก่อนจึงจะสามารถเริ่มทำงานได้ แต่หล่อนไม่สามารถรอได้อีกแล้ว เด็กสาวถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้นตรงหน้านฤมล เวลานี้เธอไม่รู้สึกอายอะไรอีก ให้ออกไปยกมือไหว้เพื่อขอเศษเงินตามข้างถนนก็เคยทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับเรื่องคุกเข่าอ้อนวอนของานแค่นี้ มีหรือที่เธอจะทำไม่ได้
ทุกคนต่างนิ่งตะลึงมองการกระทำของนางแบบสาว แม้แต่ผู้ที่นั่งอยู่บนรถเข็นที่บังเอิญแวะผ่านมาก็ยังหยุดมองอย่างสนใจใคร่รู้ นางแอบนึกชื่นชมในความกล้าหาญของเด็กสาวอยู่ลึกๆ  มีเรื่องอะไร?”
ผกามาศ หรือที่พนักงานชอบเรียกขานว่า คุณน้าเล็กเอ่ยถาม เมื่อคนรับใช้เข็นรถเข็นนำเข้ามาในออฟฟิศ นางจ้องมองที่เด็กสาวซึ่งกำลังนั่งก้มหน้านิ่งอย่างนึกสนใจ ก่อนจะหันไปกล่าวกับผู้จัดการสาวใหญ่
เด็กคนนี้มองดูก็ท่าทางเอาการเอางานดี คุณไม่คิดแบบนั้นหรือคะ คุณนฤมล?”
เรื่องนี้ดิฉันไม่มีหน้าที่จะตัดสินใจหรอกค่ะคุณน้าเล็ก ต้องรอให้คุณปุณวัฒน์เป็นคนคัดเลือกด้วยตัวเองเท่านั้น เพราะพนักงานประชาสัมพันธ์ก็เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากตำแหน่งหนึ่ง
ลุกขึ้นเถอะจ้ะแม่หนู ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไปทำงานกันได้แล้ว
ผกามาศหันไปบอกปลายฟ้า และสั่งให้พนักงานแยกย้ายไปทำงานของตน หลังจากทุกคนแยกย้ายไปทำงาน แต่ทว่าปลายฟ้ากลับยังคงนั่งคุกเข่าไม่ยอมลุกจากพื้น ทำให้ผกามาศและนฤมลต่างพากันประหลาดใจในความดื้อดึงของหล่อน
เธออยากได้งานมากขนาดนั้นเลยหรือ ทำไมเธอถึงอยากทำงานประชาสัมพันธ์นี้นักล่ะ พอบอกเหตุผลพวกเราได้หรือเปล่าแม่หนู?”
หญิงผู้นั่งบนรถเข็นเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน เมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้านั้นถึงกับทำให้อีกฝ่ายตกตะลึงอยู่พักใหญ่ เป็นใบหน้ารูปไข่ ผิวเนียนสวยผุดผ่อง ดวงตาคู่สวยนั้นแม้จะหม่นเศร้าแต่ก็แฝงไปด้วยความหวัง ทำให้ผกามาศนึกถึงมารดาของเธอที่เสียไป ใบหน้าของเด็กสาวผู้นี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับมารดาของเธอตอนยังสาวจนน่าประหลาดใจ
ความจริงหนูไม่ได้หวังว่าจะได้ตำแหน่งประชาสัมพันธ์นี้หรอกค่ะ หนูเพียงแต่อยากได้งานทำแค่นั้น จะเป็นงานแบบไหนก็ได้หนูไม่เกี่ยงทั้งนั้น ขอเพียงให้หนูได้มีที่ซุกหัวนอนและมีข้าวกินสามมื้อก็พอ
 เด็กสาวกล่าวเสียงสั่นเครือ หญิงสองวัยต่างหันมองหน้ากันไปมา รู้สึกนึกเวทนาเด็กสาวตรงหน้าอย่างจับใจ
แล้ววันนี้คุณปุณวัฒน์ยังไม่เข้าออฟฟิศหรือคะคุณนฤมล
ยังค่ะ เห็นเด็กแตงโมมารายงานว่า ท่านกำลังรับรองแขกที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ คงจะเข้ามาช่วงประมาณบ่ายๆ แหละค่ะ
นฤมลรายงาน ผู้นั่งบนรถเข็นนิ่งคิดชั่วครู่ ก่อนกล่าวว่า
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าเกิดแม่หนูพลาดจากงานประชาสัมพันธ์ เธอสนใจจะมาเป็นเลขาประจำตัวของฉันไหมล่ะ พอดีฉันกำลังจะออกหนังสือนิยายเรื่องใหม่อยากได้เด็กรุ่นใหม่มาคอยช่วยงาน เธอสนใจไหมจ๊ะแม่หนู?”
คำกล่าวของผกามาศราวกับของขวัญที่หล่นลงมาจากฟ้า แววตาคู่นั้นทอประกายแห่งความสุขเป็นครั้งแรก น้ำตาไหลซึม หล่อนก้มกราบลงบนตักของผกามาศ พร้อมกับกล่าวขอบคุณจากใจ
หนูขอขอบพระคุณคุณมากค่ะ จะให้หนูทำงานอะไรก็ได้ทั้งนั้น
เอาล่ะลุกขึ้นเถอะ ตอนนี้หนูก็ได้งานเป็นเลขาฉันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรอคิวสัมภาษณ์ต่อไป เพราะถ้าหนูรอคิวก็คงอีกหลายวัน และอีกอย่างก็ไม่แน่ว่าจะได้งานหรือเปล่า
หญิงวัยกลางคนกล่าวอย่างมีน้ำใจ ปลายฟ้าพยุงกายลุกยืน แล้วยกมือไหว้ขอบคุณนางอีกครั้ง ก่อนหันไปไหว้ขอบคุณนฤมลด้วยเช่นกัน
หนูขอขอบคุณท่านทั้งสองอีกครั้งค่ะที่เมตตาหนู ชีวิตนี้หนูจะไม่ลืมพระคุณพวกท่านเลย
เธอไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก เธอโชคดีแล้วที่ได้ทำงานเป็นเลขาคุณผกามาศ ท่านเป็นนักเขียนมือทอง คอยติดตามท่านนั่นแหละดีแล้ว ดีกว่ามาทำงานอุดอู้อยู่ในออฟฟิศที่มีแต่แรงกดดัน นฤมลหลุดปากบอกความรู้สึกภายใน ทำให้ผู้นั่งบนรถเข็นถึงกับหัวเราะน้อยๆ
ผู้จัดการใหญ่ของเรา ถึงเวลาต้องพักผ่อนบ้างแล้วนะคะ เดี๋ยววันหลังฉันจะแนะนำให้คุณปุณวัฒน์ลดความกดดันพนักงานลงบ้างเสียหน่อยแล้วล่ะ
ดิฉันไม่ได้ว่าคุณปุณวัฒน์กดดันนะคะคุณน้าเล็ก อย่าเอาไปบอกท่านนะคะเดี๋ยวดิฉันจะถูกเทศนาเอา อายเด็กๆ แย่
นฤมลรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันควัน ทำให้ผกามาศหัวเราะชอบอกชอบใจที่เห็นผู้จัดการผู้มากด้วยฝีมือแบบนฤมลก็ยังกลัวเสียงเทศนาของปุณวัฒน์ถึงขั้นหลอน
เมื่อปลายฟ้าเห็นทั้งสองหัวเราะอย่างมีความสุข เธอเองก็อดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้ และนี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เธอสามารถเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจากใจได้โดยไม่ต้องฝืน
……….
คุณใบ คุณเคยโดนของไหมครับ?”
คำถามของปุณวัฒน์กระแทกต่อมฮาของพ่อบ้านใหญ่เข้าอย่างจัง ถึงกับลงไปนั่งหัวเราะงอหงายบนเก้าอี้
ทำไมถามแบบนั้นล่ะครับ ของที่ว่าคือเรื่องพรรค์นั้นหรือเปล่า หรือของแบบไหน คุณต้องพูดให้ชัดเจนอย่าคลุมเครือ
ก็จะมีของแบบไหนอีกล่ะ ก็มีคุณไสยอย่างเดียวน่ะแหละครับ แล้วตอนคนโดนของนี่เขามีอาการแบบไหนกันครับ ช่วยบอกหน่อยผมอยากรู้จริงๆ
ชายหนุ่มกล่าวใบหน้าเครียดเคร่ง
เจ้านายโดนของมาหรือครับ หน้าดำคร่ำเคร่งแบบนี้ชักจะน่าสงสัยชายสูงวัยล้อ ยิ่งกระตุ้นอีกฝ่ายให้ร้อนรุ่มกลุ้มใจหนักขึ้น
คนโดนของเขาหน้าดำหรือครับ แล้วตอนนี้ผมเป็นแบบนั้นใช่ไหม โอยตายล่ะ ผมต้องตายแน่ๆ คราวนี้ ตายแน่ๆ ตายหยังเขียดแบบคุณยายบัวผันว่าแน่ๆชายหนุ่มกุมขมับท่าทางเครียดจัด
ทำไมจึงคิดว่าตัวเองโดนของครับเจ้านาย ของที่ไหนจะลอยมาถึงเกาะนี้ได้ ถ้ามันมาถึงที่นี่ได้ก็แปลว่าคนปลุกเสกต้องมีอาคมเก่งกล้าน่าดูชมนายใบว่า
ก็…” พูดได้แค่นั้นก็หยุดเมื่อนึกถึงปิ่นปัก เขาจะบอกใครต่อใครได้ยังไงว่าคนปล่อยของใส่เขาก็คือนักเขียนส่วนตัวของเขานั่นเอง รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น
เจ้านายครับ ถ้าคุณโดนของจริงๆ คงไม่มานั่งจ้อกับผมแบบนี้หรอกครับ ได้ยินว่าคนโดนของจะสติเลอะเลือน พูดไม่รู้เรื่อง แบบเจ้านายเขาไม่เรียกโดนคุณไสยหรอก แต่ท่าทางเหมือนโดนผู้หญิงหักอกมาเสียมากกว่านะผมว่า
นายใบสรุปให้เสร็จสรรพ นัยน์ตาชายหนุ่มถึงกับลุกวาว รีบปฏิเสธเสียงดัง
ปะ เปล่านะ ผมไม่เคยถูกผู้หญิงหักอก มีแต่ผมนี่แหละที่หักอกผู้หญิงก่อน คุณใบไปเอาที่ไหนมาพูด ผมไม่ได้เป็นแบบนั้นซะหน่อย ไม่มีทาง ไม่มีเด็ดขาดเรื่องบ้าบอแบบนั้น
แต่ท่าทางเจ้านายมันไม่ได้บอกแบบนั้นนี่ครับ ถ้าไม่ใช่คนอกหักจะมานั่งกลุ้มแบบนี้อยู่ทำไม ไม่สมกับเป็นเจ้านายเลย
คำพูดของนายใบราวกับเสียงระฆังตีดังก้องดึงเอาสติของเขากลับคืนมาอีกครั้ง
เออ นั่นสินะ นายใบพูดถูกเผง จะมานั่งกลุ้มทำไม ก็แค่ลูกอุกกาบาตพุ่งชนปาก
เขาโพล่งขึ้นราวกับเพิ่งเข้าใจเรื่องทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่งเป็นครั้งแรก